เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน
ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ
กสทช.
ประกาศเปิดฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดิน 48 ช่องรายการ เมื่อต้นปี 2555 โดยวางแผนให้ เข้าสู่กระบวนการประมูลฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดินหรือเอฟทีดีทีวี ประเภทธุรกิจ 24 ช่องในเดือนเมษา 2556 แบ่งเป็นช่องฟรีดิจิตอลทีวีความละเอียดสูงหรือเฮชดีทีวี(HDTV) เสนอรายการปกิณกะทั่วไป 4 ช่อง และฟรีดิจิตอลทีวีทั่วไปหรือเอสดีทีวี (SDTV)
20 ช่อง จัดเป็นประเภทรายการเยาวชนและครอบครัว
5 ช่อง, รายการข่าวและสถานการณ์ 5 ช่อง
และปกิณกะทั่วไป 10 ช่อง
กรณีที่
กสทช. เปิดประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง นี้ ยังเป็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันประมูล
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเดิมอาจจะมีความได้เปรียบมากหาก
กสทช. ไม่กำหนดหลักเกณฑ์การได้มาที่เป็นธรรม จึงทำให้ จอมขวัญ
หลาวเพ็ชร์ ทีวีดาวเทียมช่องเนชั่นจัดรายการ
"คม ชัด ลึก" ตอน "24 ช่องธุรกิจไม่ลงตัว"
โดยเชิญ วิทยากรมาร่วมรายการอีก 3 ท่าน เป็น กรรมการ กสทช. 2 ท่านคือผศ.ดร.
ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และน.ส.สุภิญญา
กลางณรงค์ และ ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม อีก 1 ท่าน
ผศ.ดร.
ธวัชชัย กล่าวว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนเพื่อไม่ให้การประมูลเกิดปัญหาทั้งความทั่วถึง
ครอบคลุม และเป็นธรรมมากที่สุด และส่วนตัวมีความกังวลเกี่ยวกับการป้องกันการฮั้วประมูลธุรกิจฟรีดิจิตอลทีวีทั้ง
24 ช่อง
สำหรับผู้เข้าประมูลที่เป็นกิจการขนาดใหญ่อาจจะต้องการประมูลเป็นเจ้าของช่องมากกว่า
1 ช่อง แนวคิดมีทั้งช่องเดียว สองช่อง หรือสามช่อง ส่วน ดร.ธวัชชัย เห็นว่าควรประมูลได้ไม่เกิน 2
ช่อง เป็นช่องปกิณกะกับช่องเด็ก หรือช่องข่าวกับช่องเด็ก
คุณสุภิญญา
ความเห็นส่วนตัว อยากกำหนดให้คนที่ประมูลได้ไม่เกินกลุ่มละ
1 ช่อง 24 กลุ่ม 24 ช่องไปเลยดีกว่า เพราะจะได้สมเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ จะได้เห็นการแข่งขัน
และจะได้เผยแพร่เนื้อหาที่หลากหลาย ซึ่งความคิดนี้อาจจะเป็นความคิดสุดโต่งเพราะผู้ประกอบการหลากหลายอาจก่อปัญหาความอยู่รอดของแต่ละรายในระยะยาวโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก
ถ้าถามถึงความเหมาะสมก็เห็นว่าแต่ละกลุ่มควรจำกัดการประมูลได้
2
ช่อง คือช่องเด็กกับช่องข่าว
หรือช่องปฏิณกะทั่วไปกับช่องข่าว ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงว่าอาจจะไม่มีใครประมูลช่องเยาวชนและครอบครัวเลย
เนื่องจากในแง่การตลาดช่องเด็กไม่สามารถทำเงินได้
จึงต้องบังคับเอาช่องเด็กไปด้วย
ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศว่าผู้ประกอบกิจการแต่ละรายประมูลได้ 1 2 หรือ 3 ช่องรายการ กสทช. ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดไม่ให้ซ้ำกับบทเรียนจากอดีต เช่น เรื่องหนี้สิน ทั้งสถานีวิทยุ สวท. เวลาโทรทัศน์ของ อสมท. และสถานีโทรทัศน์ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ราคาประมูลด้วยตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงเกินความจริง ซึ่งต่อมาจ่ายไม่ได้ต้องตัดเป็นหนี้สูญ
ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศว่าผู้ประกอบกิจการแต่ละรายประมูลได้ 1 2 หรือ 3 ช่องรายการ กสทช. ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดไม่ให้ซ้ำกับบทเรียนจากอดีต เช่น เรื่องหนี้สิน ทั้งสถานีวิทยุ สวท. เวลาโทรทัศน์ของ อสมท. และสถานีโทรทัศน์ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ราคาประมูลด้วยตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงเกินความจริง ซึ่งต่อมาจ่ายไม่ได้ต้องตัดเป็นหนี้สูญ
เรื่องความหลากหลายขององค์กรสื่อสารที่เคยเป็นปัญหา เพราะเดิมโทรทัศน์ทุกช่องประกอบกิจการด้วยหน่วยงานต่างๆ
ของรัฐเป็นผู้ถือสัมปทานแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งช่อง 3 5
7 9 และ 11
แม้ต่อมา อสมท. แยกตัวออกไปเป็นมหาชนแต่ก็ถูกครอบงำจากหน่วยงานของรัฐบาลเพราะรัฐถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่ง
ส่วนการก่อตั้งทีวีไทยให้เป็นทีวีสาธารณะ ก็ประสบปัญหาการครอบงำทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานภายใต้ชื่อไอทีวีอยู่หลายปี และจบลงด้วยการยึดคลื่นคืนเพราะเป็นหนี้กว่าแสนล้านบาท วันนี้ทีวีไทยยืนอยู่ได้เพราะมีที่มาของแหล่งรายได้ที่อิทธิพลทางการเมืองเอื้อมไม่ค่อยถึง
หาก กสทช. ยอมให้ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มที่ชนะประมูลเป็นเจ้าของช่องรายการได้กลุ่มละ
3 ช่อง หมายความว่าทั้งหมด 24 ช่อง
จะมีกลุ่มผู้ประกอบกิจการเป็นเจ้าของ 8
ราย ก็ต้องทบทวนกันใหม่ว่าตกลง รัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่พวกเราภาคภูมิใจกันหนักหนายังจะได้ภูมิใจกันอีกหรือไม่
เพราะความตั้งใจที่จะให้สื่อมีผู้ประกอบการหลากหลายทำได้เพียงเพิ่มเจ้าของช่องรายการจากเดิม
6 ราย มาอีก 2 ราย เป็น 8 ราย
โดยส่วนตัว
ดร. นิพนธ์
เห็นว่าเพื่อให้เกิดความหลากหลายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ พรบ.
ประกอบกิจการ 2551 ควรทบทวนใหม่ทั้ง 48
ช่อง ว่านอกจากดึงผู้ประกอบกิจการดั่งเดิม
6 ช่องมาร่วมแล้ว ควรจะออกแบบคัดสรรช่องรายการอย่างไรที่จะทำประโยชน์ให้ชาติ
และเข้าถึงสาธารณะชนได้กว้างขวาง มีโครงสร้างทรัพยากรบุคคลเป็นนักวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ
และที่สำคัญต้องพึ่งพาตนเองโดยมีแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือ
เมื่อคัดสรรโดยให้แต่ละกลุ่มมีโอกาสได้เพียง
1 ช่องรายการแล้วค่อยเข้าสู่ระบบประมูลตามกฎหมาย
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ประมูลได้มากกว่า 1 ช่องรายการ เห็นควรป้องกันโดยสร้างกำแพงค่าแรกเข้าและค่าทำเนียมก้าวหน้า เช่น เมื่อพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการมีพฤติกรรมการรวมกลุ่มหรือหนึ่งกลุ่มมี 2 ช่อง ให้ปรับราคาค่าตอบแทนช่องที่ประมูลได้ราคาสูงสุดขึ้นไปอีกเท่าตัว และถ้าปรากฏภายหลังว่าได้ 3 ช่อง ให้ปรับราคาค่าตอบแทนย้อนหลังไปเป็นสี่เท่าตัว เป็นต้น
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ประมูลได้มากกว่า 1 ช่องรายการ เห็นควรป้องกันโดยสร้างกำแพงค่าแรกเข้าและค่าทำเนียมก้าวหน้า เช่น เมื่อพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการมีพฤติกรรมการรวมกลุ่มหรือหนึ่งกลุ่มมี 2 ช่อง ให้ปรับราคาค่าตอบแทนช่องที่ประมูลได้ราคาสูงสุดขึ้นไปอีกเท่าตัว และถ้าปรากฏภายหลังว่าได้ 3 ช่อง ให้ปรับราคาค่าตอบแทนย้อนหลังไปเป็นสี่เท่าตัว เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น