วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน ..เขียนเมื่อ ก.พ.56


เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ

                        กสทช. ประกาศเปิดฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดิน 48 ช่องรายการ เมื่อต้นปี 2555  โดยวางแผนให้ เข้าสู่กระบวนการประมูลฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดินหรือเอฟทีดีทีวี  ประเภทธุรกิจ 24 ช่องในเดือนเมษา 2556  แบ่งเป็นช่องฟรีดิจิตอลทีวีความละเอียดสูงหรือเฮชดีทีวี(HDTV) เสนอรายการปกิณกะทั่วไป  ช่อง   และฟรีดิจิตอลทีวีทั่วไปหรือเอสดีทีวี (SDTV) 20 ช่อง  จัดเป็นประเภทรายการเยาวชนและครอบครัว 5 ช่อง,  รายการข่าวและสถานการณ์ 5 ช่อง และปกิณกะทั่วไป 10 ช่อง
กรณีที่ กสทช. เปิดประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง นี้  ยังเป็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันประมูล โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเดิมอาจจะมีความได้เปรียบมากหาก กสทช. ไม่กำหนดหลักเกณฑ์การได้มาที่เป็นธรรม  จึงทำให้ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์  ทีวีดาวเทียมช่องเนชั่นจัดรายการ "คม ชัด ลึก" ตอน "24 ช่องธุรกิจไม่ลงตัว" โดยเชิญ วิทยากรมาร่วมรายการอีก 3 ท่าน เป็น กรรมการ กสทช. 2 ท่านคือผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์  และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์  และ ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ  นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม  อีก 1 ท่าน  
ผศ.ดร. ธวัชชัย  กล่าวว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนเพื่อไม่ให้การประมูลเกิดปัญหาทั้งความทั่วถึง ครอบคลุม และเป็นธรรมมากที่สุด  และส่วนตัวมีความกังวลเกี่ยวกับการป้องกันการฮั้วประมูลธุรกิจฟรีดิจิตอลทีวีทั้ง 24 ช่อง  
 สำหรับผู้เข้าประมูลที่เป็นกิจการขนาดใหญ่อาจจะต้องการประมูลเป็นเจ้าของช่องมากกว่า 1 ช่อง  แนวคิดมีทั้งช่องเดียว  สองช่อง หรือสามช่อง  ส่วน ดร.ธวัชชัย เห็นว่าควรประมูลได้ไม่เกิน 2 ช่อง  เป็นช่องปกิณกะกับช่องเด็ก  หรือช่องข่าวกับช่องเด็ก
คุณสุภิญญา  ความเห็นส่วนตัว อยากกำหนดให้คนที่ประมูลได้ไม่เกินกลุ่มละ 1 ช่อง   24 กลุ่ม 24 ช่องไปเลยดีกว่า  เพราะจะได้สมเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ  จะได้เห็นการแข่งขัน และจะได้เผยแพร่เนื้อหาที่หลากหลาย  ซึ่งความคิดนี้อาจจะเป็นความคิดสุดโต่งเพราะผู้ประกอบการหลากหลายอาจก่อปัญหาความอยู่รอดของแต่ละรายในระยะยาวโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก 
 ถ้าถามถึงความเหมาะสมก็เห็นว่าแต่ละกลุ่มควรจำกัดการประมูลได้ 2 ช่อง  คือช่องเด็กกับช่องข่าว หรือช่องปฏิณกะทั่วไปกับช่องข่าว  ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงว่าอาจจะไม่มีใครประมูลช่องเยาวชนและครอบครัวเลย  เนื่องจากในแง่การตลาดช่องเด็กไม่สามารถทำเงินได้ จึงต้องบังคับเอาช่องเด็กไปด้วย
             ดร.นิพนธ์  กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศว่าผู้ประกอบกิจการแต่ละรายประมูลได้ 1 2 หรือ 3 ช่องรายการ  กสทช. ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดไม่ให้ซ้ำกับบทเรียนจากอดีต  เช่น  เรื่องหนี้สิน  ทั้งสถานีวิทยุ สวท. เวลาโทรทัศน์ของ อสมท.  และสถานีโทรทัศน์ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ที่ให้ราคาประมูลด้วยตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงเกินความจริง ซึ่งต่อมาจ่ายไม่ได้ต้องตัดเป็นหนี้สูญ  
  เรื่องความหลากหลายขององค์กรสื่อสารที่เคยเป็นปัญหา  เพราะเดิมโทรทัศน์ทุกช่องประกอบกิจการด้วยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐเป็นผู้ถือสัมปทานแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งช่อง 3  5  7  9  และ 11  แม้ต่อมา อสมท. แยกตัวออกไปเป็นมหาชนแต่ก็ถูกครอบงำจากหน่วยงานของรัฐบาลเพราะรัฐถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่ง  
ส่วนการก่อตั้งทีวีไทยให้เป็นทีวีสาธารณะ  ก็ประสบปัญหาการครอบงำทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานภายใต้ชื่อไอทีวีอยู่หลายปี  และจบลงด้วยการยึดคลื่นคืนเพราะเป็นหนี้กว่าแสนล้านบาท  วันนี้ทีวีไทยยืนอยู่ได้เพราะมีที่มาของแหล่งรายได้ที่อิทธิพลทางการเมืองเอื้อมไม่ค่อยถึง
 หาก กสทช. ยอมให้ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มที่ชนะประมูลเป็นเจ้าของช่องรายการได้กลุ่มละ 3 ช่อง  หมายความว่าทั้งหมด 24 ช่อง จะมีกลุ่มผู้ประกอบกิจการเป็นเจ้าของ  8 ราย ก็ต้องทบทวนกันใหม่ว่าตกลง รัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่พวกเราภาคภูมิใจกันหนักหนายังจะได้ภูมิใจกันอีกหรือไม่  เพราะความตั้งใจที่จะให้สื่อมีผู้ประกอบการหลากหลายทำได้เพียงเพิ่มเจ้าของช่องรายการจากเดิม 6 ราย  มาอีก 2 ราย  เป็น 8 ราย 
โดยส่วนตัว ดร. นิพนธ์  เห็นว่าเพื่อให้เกิดความหลากหลายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ พรบ. ประกอบกิจการ 2551  ควรทบทวนใหม่ทั้ง 48 ช่อง  ว่านอกจากดึงผู้ประกอบกิจการดั่งเดิม 6 ช่องมาร่วมแล้ว  ควรจะออกแบบคัดสรรช่องรายการอย่างไรที่จะทำประโยชน์ให้ชาติ และเข้าถึงสาธารณะชนได้กว้างขวาง มีโครงสร้างทรัพยากรบุคคลเป็นนักวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องพึ่งพาตนเองโดยมีแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือ   
เมื่อคัดสรรโดยให้แต่ละกลุ่มมีโอกาสได้เพียง 1 ช่องรายการแล้วค่อยเข้าสู่ระบบประมูลตามกฎหมาย
            ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ประมูลได้มากกว่า 1 ช่องรายการ  เห็นควรป้องกันโดยสร้างกำแพงค่าแรกเข้าและค่าทำเนียมก้าวหน้า   เช่น  เมื่อพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการมีพฤติกรรมการรวมกลุ่มหรือหนึ่งกลุ่มมี 2 ช่อง  ให้ปรับราคาค่าตอบแทนช่องที่ประมูลได้ราคาสูงสุดขึ้นไปอีกเท่าตัว  และถ้าปรากฏภายหลังว่าได้ 3 ช่อง  ให้ปรับราคาค่าตอบแทนย้อนหลังไปเป็นสี่เท่าตัว เป็นต้น
           ก่อนที่จะพิจารณาว่ากลุ่มผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มควรเป็นเจ้าของช่องรายการได้ 1 ช่อง  2 ช่อง  หรือ 3 ช่อง  ผู้ที่เกี่ยวข้องควรกลับไปทบทวนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้ก่อนว่าควรจัดระบบสื่อภาครัฐ สื่อภาคเอกชน และสื่อชุมชน ให้เป็นสื่อที่เป็นประโยชน์ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นได้สูงสุดอย่างแท้จริงได้อย่างไร   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น