วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“ เพราะถูกหลอก หรือ หลงทาง ”..เขียนเมื่อ พ.ย.55


หนึ่งปีที่ผ่านมาสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย)   สารวนอยู่กับร่างประกาศต่างๆ ของ กสทช.  พวกเราไม่ใช่  กสทช. แล้วก็ไม่ได้เป็นอนุกรรมการฯ ใดๆ แต่ต้องไปร่วมงานเมื่อ กสทช. ประกาศให้แสดงความคิดเห็น  เพราะพวกเราหลายคนอยู่ในวงการโทรทัศน์มาตั้งแต่ยังไม่มีดาวเทียม  และเป็นผู้ผลิตและดำเนินกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมประเภทไม่ใช้คลื่นความถี่และไม่บอกรับสมาชิกตั้งแต่รุ่นบุกเปิด 
หลายเดือนที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้ฟังข่าว กสทช. มาก  อีกทั้งได้รับเชิญทั้งจากสภาและทำเนียบไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พรบ. ประกาศ และพฤติกรรมของ กสทช.  ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง มาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554 
เดือนนี้ครบรอบปี กสทช. ผมจึงขอให้อาจารย์วรินทร์  เทียมจรัส   ที่ปรึกษาสมาคมฯ ซึ่งเป็นหนึ่งสมาชิกวุฒิสมาชิกสภาที่อยู่ในช่วงการคัดเลือก กสทช. ทั้ง 11 ราย  เขียนถึง กสทช.    ซึ่งท่านกรุณาเขียนให้ไม่กี่วันก่อนมีประกาศ กสทช. ในราชกิจจานุเบกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวีธีการอนุญาตการให้บริการโครงข่าย  การบริการสิ่งอำนวยความสะดวก  และการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์  
   “  เพราะถูกหลอก  หรือ  หลงทาง 
#          กิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม                  เป็นกิจการที่สร้างฐานะให้คนธรรมดา
หลายคน       เลื่อนฐานะเป็นเศรษฐี    มหาเศรษฐีของชาติและของโลก    ที่มาของรายได้เกิดจาก  กิจกรรมใหญ่ ๆ   ๒ กิจกรรม     คือ    การผูกขาดคลื่นความถี่   และการโฆษณา
                        การผูกขาดคลื่นความถี่    เห็นได้ชัดเจน คือ คลื่นโทรคมนาคม   เช่น     โทรศัพท์
วิทยุโทรทัศน์  รวมถึงช่องสัญญาณดาวเทียมและเส้นทางโคจรของดาวเทียมด้วย    ซึ่งเป็นที่รู้จัก
กันว่าในประเทศไทยมีผู้ได้สิทธิผูกขาดไม่กี่รายเท่านั้น      แม้ภายหลังมีความพยายามให้สื่อข้าม
ชาติเข้ามามีส่วนกอบโกยผลประโยชน์ของชาติแบ่งปันกันในหมู่ผู้ได้สิทธิสัมปทานผูกขาด
                        การโฆษณา  ถือเป็นกิจกรรมหลักของสื่อทุกชนิด ทุกรูปแบบ ถือเป็นรายได้หลักของคนทำสื่อด้วย   และประการสำคัญ  การโฆษณาในทางปฏิบัติของประเทศไทย   การโฆษณามีอิทธิพลเหนือสื่อทุกชนิด   ถึงขนาดสื่อหลาย ๆ สื่อ   ยอมละทิ้งอุดมการณ์เพื่อความอยู่รอดของกิจการตน   จนลืมไปว่า การประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องอยู่ภายใต้   อาชีวปฏิญาณ   หรือ
จรรยาบรรณวิชาชีพ   และลืมไปว่าสื่อต้องให้การคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคทุกระดับและทุกวัย
#        การควบคุมและการกำกับการผูกขาดคลื่นความถี่   และการโฆษณา
                        ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ มา  มีการควบคุมเครื่องมือสื่อสาร เช่น เครื่องมือ
รับส่งวิทยุโทรทัศน์    ตั้งแต่การนำเข้า   การตั้งสถานี   การดำเนินกิจการ    แม้แต่โทรศัพท์มือถือ
(โทรศัพท์เคลื่อนที่)  ปัจจุบันก็มีมาตรการในการควบคุมเลขหมายประจำเครื่อง     และมาตรการ
ควบคุมการใช้เครื่องโทรศัพท์แต่ละเครื่องที่มีการนำเข้าโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น   แต่เครื่อง
ผิดกฎหมายยังไม่มีมาตรการใดๆควบคุม    นอกจากเมื่อตรวจจับเครื่องได้ก็นำกฎหมายข้างเคียงมาบังคับใช้    ซึ่งมีทั้งโทษจำคุก   ปรับ   และยึดเครื่องสื่อสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
                   ในเรื่องการโฆษณามีกฎหมายควบคุมมาตลอด  ซึ่งในอดีตมุ่งคุ้มครองด้านจริยธรรม
แต่แนวคิดเปลี่ยนไป        เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ  ๒๕๔๐    กำหนดให้มีองค์กร
ควบคุมสื่อด้วยแนวคิดที่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารแห่งชาติ    โดยกำหนดให้มีองค์กร
บริหารจัดการไว้ในมาตรา ๔๐  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ
๒๕๔๐     และเมื่อมีรัฐธรรมนูญ  ๒๕๕๐   มีการรับรองสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ของบุคคลและสื่อมวลชนชัดเจนขึ้น โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕  ถึง  มาตรา ๔๘   ซึ่งมีทั้งหลัก
การส่งเสริมและหลักการป้องกันการครอบงำ   แทรกแซงสื่อด้วย     ทั้งยืนยันหลักการสำคัญว่า
คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น   โดยกำหนดให้
มีองค์กรอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง  วิทยุ
โทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม ด้วยกฎหมายเฉพาะแต่ละกิจกรรม  ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายใน
ส่วนนี้แล้ว คือ
๑.   พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
พ.ศ. ๒๕๕๑
๒.  พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบ
กิจการวิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคม  พ.ศ. ๒๕๕๓
                        จากเจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการวิทยุโทรทัศน์ นั้น   การดำเนินการเพื่อสู่เป้าหมาย  อยู่ที่  “ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการ  โทรทัศน์ ”      ส่วนในเรื่องกิจการโทรคมนาคม นั้น  การดำเนินการเพื่อสู่เป้าหมาย  อยู่ที่  “ แผน
ความถี่วิทยุ   และการจัดสรรคลื่นความถี่ ”
                        จากการพิจารณาแผนแม่บทกิจการ   กิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์  แผน
ความถี่วิทยุ   และการจัดสรรคลื่นความถี่    กับระเบียบต่าง ๆที่ออกตามแผนแม่บท  แผนความถี่
วิทยุ  และการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ แล้ว  ไม่น่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
#          ปัญหา อุปสรรคสำคัญ
                        ทุกฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ  กสทช. ยังคงมุ่งสร้างความสำเร็จ
เพื่อตอบโจทย์ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐   แม้นมีความพยายามแก้ข้อบกพร่องเรื่องนี้บางส่วนแล้วในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐    ทั้งนี้ เพราะการพิจารณาของผู้เกี่ยวข้องยังอยู่กับบริบทหรือเทคโนโลยี ที่มีมาก่อนปี ๒๕๔๐    ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวล้ำไปข้างหน้าแล้วประมาณ ๑๐ ปี   คือ ปี ๒๕๖๕
                        กรอบความคิดของ กสทช. ยังคงวนเวียนอยู่ที่  การควบคุม มากกว่า การส่งเสริม
ผู้ประกอบกิจการ  และประโยชน์สูงสุดของชาติ     โดยใช้ระบบราชการผูกขาดอำนาจ    สร้างผล
ประโยชน์ให้กับองค์กรจนลืมไปว่า    กิจการวิทยุโทรทัศน์  และโทรคมนาคม  เป็นกิจการที่มีการแข่งขันสูง   เทคโนโลยีก้าวไกลและรวดเร็วมาก      ความวิตกกังวลว่า  กสทช. จะไม่มีเงินบริหาร
องค์กร      ทำให้มีการออกกฎ ระเบียบ    เพื่อหารายได้เข้าองค์กรจนลืมถึงประโยชน์ที่จะตกต้องประชาชนผู้บริโภค    สื่อสารโทรคมนาคม   และผู้ประกอบการ
                        การแปล หรือ ขยายความรับผิดต่อผู้ประกอบการต้องเป็นเรื่องมีกฎหมายรับรอง
เท่านั้น   จะขยายตามอำเภอใจไม่ได้
#          ทางออกเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ ประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ   ในเรื่องกิจการวิทยุ   กิจการโทรทัศน์   กิจการโทรคมนาคม  อยู่ที่   กสทช.  ต้องสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
คือ   ประเทศชาติ   ผู้ประกอบการ   และประชาชนผู้บริโภค   มิใช่มองแต่ว่า กสทช. จะหารายได้
จากไหนได้บ้าง     จะใช้รายได้อย่างไรให้คุ้มกับโอกาส และตอบสนองอำนาจของ กสทช.     ซึ่ง
ข้อเสนอต่อไปนี้ เป็นแนวทางในการพิจารณา เพื่อก้าวพ้นจากวังวนของอำนาจและผลประโยชน์
ทับซ้อน ดังนี้  คือ
๑.     การบริหารจัดการองค์กรอิสระ  เช่น  กสทช. ด้วยหลักธรรมาภิบาล
๒.   การกำหนดรายได้ของผู้ประกอบกิจการ   ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ  โทรทัศน์
วิทยุโทรคมนาคม  เคเบิลทีวี  โทรทัศน์ดาวเทียม ต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน  โดยคำนึงถึง
ประเภท หรือ กิจกรรมที่สื่อแต่ละประเภททำหน้าที่     การกำหนดจำนวนเวลาโฆษณาต่อชั่วโมงหรือ เฉลี่ยทั้งวันของทีวีอิสระ  เคเบิลทีวี  และโทรทัศน์ดาวเทียมต้องมีความชัดเจน  มิใช่กำหนด
โดยตกเป็นเครื่องมือของทุน หรือ ผู้ประกอบกิจการ  เช่น   กรณีทีวีอิสระได้สิทธิโฆษณาถึง ๑๒
๑/๒ นาที ต่อชั่วโมง   แต่เคเบิลทีวีได้เพียง ๖ นาที ต่อชั่วโมง    ในขณะเดียวกันก็มีความพยายาม
จะนำเอากำหนดเวลาที่อนุญาตให้เคเบิลทีวีมาใช้กับโทรทัศน์ดาวเทียม  ซึ่งไม่ได้เพราะโทรทัศน์
ดาวเทียม  ไม่ได้มีการบอกรับสมาชิก
                        อนึ่ง        โทรทัศน์ดาวเทียมหลายสถานี    มีวัตถุประสงค์ในกิจกรรมของสมาชิก
เฉพาะ        และการเสนอข้อมูล  ข่าวสาร  วิชาการ   อาชีพ   ความชอบเฉพาะกลุ่มจึงมิใช่เรื่องได้ผลประโยชน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันหรือได้กำไรมหาศาล      ซึ่งจำเป็นต้องควบคุมเวลาการโฆษณา
ประกอบกับเทคโนโลยีควบคุมการเปลี่ยนช่องสามารถทำได้โดยกดรีโมทคอนโทรล   จึงไม่อาจ
นำแนวคิดสำหรับทีวีอิสระมาใช้กับเคเบิลทีวีและโทรทัศน์ดาวเทียมได้
 { พระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  พ.ศ. ๒๕๕๑    มาตรา ๒๓  และ มาตรา ๒๘ }
๓.    การกำหนดรายได้ของ กสทช. และราชการ  ต้องมีความชัดเจน   และ
ต้องไม่ทับซ้อนกัน
๔.     การกำหนดการใช้รายได้   เพื่อการส่งเสริมกิจการของผู้ประกอบการ
สาธารณประโยชน์และชุมชน   รวมถึงการสนับสนุนสื่อชุมชน  หรือสื่อสาธารณะที่มุ่งการดูแล
ประโยชน์สาธารณะ   กิจการศาสนา    ศิลปะ   วัฒนธรรม   การศึกษา   อย่างชัดเจน
๕.    การเปิดเผยการได้มาของรายได้   การบริหารจัดการรายได้ รายจ่าย
ผ่านสื่อสาธารณะ   โดยไม่ต้องมีการร้องขออย่างน้อยทุกรอบครึ่งปีบัญชี  หรือครึ่งปีงบประมาณ
๖.     การมีตัวแทนจากการสรรหาของวุฒิสภา  โดยเฉพาะบุคคลที่เข้าใจใน
ระบบงานของวุฒิสภาเป็นอย่างดี   ทั้งงานบริหารและกฎหมายในเชิงการตรวจสอบความถูกต้อง
ตามหลักธรรมาภิบาล
                                                                        ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕

นายวรินทร์  เทียมจรัส
                                                                        อดีตสมาชิกวุฒิสภา  สรรหาภาคเอกชน
                                                                                                ทนายความและนักวิชาการอิสระ
ผู้บรรยายพิเศษกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ
กฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสาร
กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น