วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สื่อต้องดูแลตนเอง หรือสังคมต้องดูแลสื่อ..เขียนเมื่อ ส.ค.54


สื่อต้องดูแลตนเอง หรือสังคมต้องดูแลสื่อ
“นี่เป็นวันที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของผมรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าของนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของนิวส์ คอร์ปอเรชั่น หรือ นิวส์ คอร์ป อาณาจักรสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวในตอนหนึ่งของการให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา ของสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา
หลายคนสงสัยว่าการลักลอบดักฟังโทรศัพท์บุคคลต่างๆ เกือบ 4,000 คน ของนักข่าวหนังสือพิมพ์ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ในเครือนิวส์ คอร์ป ถึงมีผลกระทบรุนแรง ขนาดต้องประกาศปิดตัวเองเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2554 
ทำไมผู้ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทรงอิทธิพลที่สุดและเป็นเจ้าพ่อสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกอายุ 80 ปี  จึงกล่าวว่าเป็นวันที่ตกต่ำที่สุดของเขา ทั้งที่กิจการดังกล่าวเป็นเพียงไม่ถึงหนึ่งในร้อยของกิจการสื่อที่เขาเป็นเจ้าของ
ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2515 ริชาร์ด นิกสัน  พรรครีพับลิกัน  ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ เพราะมีเสียงสนับสนุนในสภาไม่เพียงพอ เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าคนของเขาเข้าไปล้วงความลับของฝ่ายตรงข้ามในตึกวอเตอร์เกทซึ่งเป็นที่ทำการของ พรรคเดโมแครต  โดยเฉพาะเรื่อง การดักฟังโทรศัพท์
พ.ศ. 2544 สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีเราะ ตัดสินใจแพร่ภาพเทป อุสมา บิน ลาเดน เพื่อยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่  เทปดังกล่าวได้ถูกนำไปตรวจสอบที่สหรัฐอเมริกา และอีกสามวันต่อมา เอฟบีไอ ได้แถลงข่าวว่า เป็นเทปจริงที่ไม่ได้มีการตัดต่อ ดัดแปลงภาพและเสียง  วันนี้สถานีโทรทัศน์  อัล จาซีเราะ เป็นสื่อที่ได้รับความเชื่อถือจากองค์กรข่าวนานาประเทศให้เป็นตัวแทนข่าวในตะวันออกกลาง
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก  เจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์  นิวส์  สื่อสิ่งพิมพ์ และกิจการดาวเทียมที่ส่งสัญญาณได้ ครอบคลุมถึง 4 ทวีปในโลก คิดเป็นจำนวนประชากรมากกว่าค่อนโลก  เขาไม่ต้องการเสียงสนับสนุนในสภาเหมือน ริชาร์ด นิกสัน  แต่เขาต้องการพลังในการสนับสนุนกิจการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อภาษาอังกฤษซึ่งเป็นหัวใจของเครือเมอร์ด๊อก เขาจึงยอมปิดหนังสือพิมพ์ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์
สิ่งที่รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ต้องประคับประคองไว้ไม่ให้ถูกลงโทษทางสังคม คือการรักษาภาพพจน์ส่วนใหญ่ขององค์กรไว้ให้เป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากมวลชน  เขาจึงปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า แท้จริงแล้วผู้บริหารระดับสูงในเครือเมอร์ด็อก ไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องดักฟังโทรศัพท์
( รูป )
ขณะที่เหตุการณ์ดักฟังโทรศัพท์ในประเทศไทยเป็นข่าวตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจทางเมือง สื่อมวลชน  หรือผู้ที่ชอบสนุกกับเทคโนโลยี  ส่วนเหยื่อผู้เสียประโยชน์มีทั้งบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ดารา หรือบุคคลธรรมดา  เป็นเรื่องที่เลวร้ายกว่ากรณีของ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ มาก  
เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตัดต่อทั้งภาพและเสียงให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ แล้วนำมาเผยแพร่ทาง  เวบไซด์โดยที่หาจำเลยไม่ได้  สื่อบางสื่อก็ขาดความรับผิดชอบ เอามาเผยแพร่กันอย่างสนุกสนาน  ในขณะที่ผู้รับข่าวสารก็มีเพิ่มขึ้นและมีโฆษณาเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยังไม่เคยเป็นเหยื่อด้วยตนเอง และไม่ได้คิดว่าหากตนเองถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพการสื่อสารแล้วจะเสียหายขนาดไหน  
หรือเป็นเพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมตัวใครตัวมัน  ยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้  ไม่เหมือนสังคมอังกฤษและอเมริกันที่กดดันรูเพิร์ต เมอร์ด๊อก หรือ ริชาร์ด นิกสัน
เหยื่อหรือหน่วยงานที่รู้ตัวว่าจะถูกดักฟังก็ได้แต่หาวิธีป้องกันตัวเอง เช่น มีประกาศของสำนักสารสนเทศ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร เมื่อเดือนมีนาคม 2554  เตือน ส.ส. และวิธีป้องกันการถูกดักฟังโทรศัพท์ เช่น  สังเกตจำนวนเงินที่เรียกเก็บค่าบริการ เสียงที่แทรกเวลาใช้โทรศัพท์  และตัวผู้ใช้เครื่องเองต้องเปิดสายเรียกซ้อน (Function call waiting) ให้ทำการแอคทิฟไว้
กฎหมายเสรีภาพในการสื่อสารเขียนไว้ว่า การเปิดเผยสิ่งที่คนติดต่อสื่อสารถึงกัน รวมถึงการนำไปเผยแพร่ สื่อสารต่อนั้น ทำไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐสั่งให้ดักฟังด้วยโทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรเลข โทรพิมพ์ โทรภาพ โทรสาร วิทยุติดตามตัว หรือวิทยุสื่อสาร หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ  ล้วนเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษอาญาทั้งปรับและจำคุก ทั้งผู้สั่งการ ผู้ดำเนินการ ผู้เผยแพร่ และกิจการโทรคมนาคม  จะมีการยกเว้นไว้เพียงเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเพื่อนำมาเป็นพยานในศาล   
แต่ผู้รักษากฎหมายเองก็ยังไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเท่าไร  อาจจะเป็นเรื่องที่ละเลยกันมากเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัว  หากรอคำพิพากษาก็คงต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ  
เมื่อตรวจสอบเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลการดักฟังในจริยธรรมของสมาคมหรือสภาสื่อของไทยที่มีบทบาททางด้านการกำกับและดูแลตนเองแล้วพบว่ามีเขียนไว้ว่าการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต้องมีแหล่งอ้างอิง  คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์และโศกนาฏกรรมแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้รับสารหลงเชื่อ และประการสำคัญต้องไม่เป็นเครื่องมือในการนำเสนอหรือเผยแพร่สิ่งที่เป็นภัยต่อสังคม                   หรือกระทบต่อสาธารณะ แต่ไม่ได้ระบุถึงการดักฟังข้อมูลโดยตรง
ส่วนกรณีการคัดเลือกผู้สมัครเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  ที่เหลือ 44 ท่านนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ กระบวนการคัดเลือกของวุฒิสภาให้เหลือเพียง 11 ท่าน  โดยมีเพียง 1 ท่าน เป็นผู้ที่มีผลงานความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์กิจการโทรทัศน์  ที่ไม่ได้ทำงานด้านโทรทัศน์ที่เป็นธุรกิจมาแล้ว 12 เดือน  ซึ่งคุณสมชาย แสวงการ  ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯวุฒิสภาฯ  ได้ตั้งความหวังไว้ว่า สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ  ได้ภายในปีนี้ 
สำหรับงานแรกที่ กสทช. ต้องทำเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ  คือ การเขียนแผนแม่บท  
จึงหวังไว้ว่า วาระจริยธรรม เป็นเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจำเป็นที่จะต้องบรรจุเรื่อง “การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร” ไว้เป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่ง ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า สังคมสื่อแต่ละประเภทจะต้องมีบทบาทอย่างไรในการดูแลตนเอง  และ กสทช. มีบทบาทอย่างไรที่จะผลักดันให้สังคมดูแลสื่อบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น