สื่อต้องดูแลตนเอง หรือสังคมต้องดูแลสื่อ
“นี่เป็นวันที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของผม” รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าของนิวส์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของนิวส์
คอร์ปอเรชั่น หรือ นิวส์ คอร์ป อาณาจักรสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวในตอนหนึ่งของการให้การต่อคณะกรรมาธิการด้านวัฒนธรรม
สื่อ และการกีฬา ของสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา
หลายคนสงสัยว่าการลักลอบดักฟังโทรศัพท์บุคคลต่างๆ เกือบ 4,000 คน ของนักข่าวหนังสือพิมพ์ นิวส์ ออฟ เดอะ
เวิลด์ ในเครือนิวส์ คอร์ป ถึงมีผลกระทบรุนแรง ขนาดต้องประกาศปิดตัวเองเมื่อวันที่
10 กรกฎาคม 2554
ทำไมผู้ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทรงอิทธิพลที่สุดและเป็นเจ้าพ่อสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกอายุ
80 ปี จึงกล่าวว่าเป็นวันที่ตกต่ำที่สุดของเขา
ทั้งที่กิจการดังกล่าวเป็นเพียงไม่ถึงหนึ่งในร้อยของกิจการสื่อที่เขาเป็นเจ้าของ
ย้อนไปเมื่อ พ.ศ.
2515 ริชาร์ด นิกสัน
พรรครีพับลิกัน
ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ เพราะมีเสียงสนับสนุนในสภาไม่เพียงพอ
เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าคนของเขาเข้าไปล้วงความลับของฝ่ายตรงข้ามในตึกวอเตอร์เกทซึ่งเป็นที่ทำการของ
พรรคเดโมแครต โดยเฉพาะเรื่อง การดักฟังโทรศัพท์
พ.ศ. 2544 สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีเราะ ตัดสินใจแพร่ภาพเทป อุสมา
บิน ลาเดน เพื่อยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่
เทปดังกล่าวได้ถูกนำไปตรวจสอบที่สหรัฐอเมริกา และอีกสามวันต่อมา เอฟบีไอ ได้แถลงข่าวว่า
เป็นเทปจริงที่ไม่ได้มีการตัดต่อ ดัดแปลงภาพและเสียง วันนี้สถานีโทรทัศน์ อัล จาซีเราะ เป็นสื่อที่ได้รับความเชื่อถือจากองค์กรข่าวนานาประเทศให้เป็นตัวแทนข่าวในตะวันออกกลาง
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เจ้าของสถานีโทรทัศน์ ฟอกซ์ นิวส์
สื่อสิ่งพิมพ์ และกิจการดาวเทียมที่ส่งสัญญาณได้ ครอบคลุมถึง 4 ทวีปในโลก
คิดเป็นจำนวนประชากรมากกว่าค่อนโลก เขาไม่ต้องการเสียงสนับสนุนในสภาเหมือน
ริชาร์ด นิกสัน แต่เขาต้องการพลังในการสนับสนุนกิจการสื่อสาร
โดยเฉพาะสื่อภาษาอังกฤษซึ่งเป็นหัวใจของเครือเมอร์ด๊อก เขาจึงยอมปิดหนังสือพิมพ์ นิวส์
ออฟ เดอะ เวิลด์
สิ่งที่รูเพิร์ต
เมอร์ด็อก ต้องประคับประคองไว้ไม่ให้ถูกลงโทษทางสังคม คือการรักษาภาพพจน์ส่วนใหญ่ขององค์กรไว้ให้เป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากมวลชน เขาจึงปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า แท้จริงแล้วผู้บริหารระดับสูงในเครือเมอร์ด็อก
ไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องดักฟังโทรศัพท์
( รูป
)
ขณะที่เหตุการณ์ดักฟังโทรศัพท์ในประเทศไทยเป็นข่าวตลอดมา
ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจทางเมือง สื่อมวลชน
หรือผู้ที่ชอบสนุกกับเทคโนโลยี
ส่วนเหยื่อผู้เสียประโยชน์มีทั้งบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ดารา
หรือบุคคลธรรมดา เป็นเรื่องที่เลวร้ายกว่ากรณีของ
นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ มาก
เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตัดต่อทั้งภาพและเสียงให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ
แล้วนำมาเผยแพร่ทาง เวบไซด์โดยที่หาจำเลยไม่ได้ สื่อบางสื่อก็ขาดความรับผิดชอบ เอามาเผยแพร่กันอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่ผู้รับข่าวสารก็มีเพิ่มขึ้นและมีโฆษณาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะยังไม่เคยเป็นเหยื่อด้วยตนเอง
และไม่ได้คิดว่าหากตนเองถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพการสื่อสารแล้วจะเสียหายขนาดไหน
หรือเป็นเพราะสังคมไทยยังเป็นสังคมตัวใครตัวมัน ยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้
ไม่เหมือนสังคมอังกฤษและอเมริกันที่กดดันรูเพิร์ต เมอร์ด๊อก หรือ ริชาร์ด
นิกสัน
เหยื่อหรือหน่วยงานที่รู้ตัวว่าจะถูกดักฟังก็ได้แต่หาวิธีป้องกันตัวเอง
เช่น มีประกาศของสำนักสารสนเทศ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร เมื่อเดือนมีนาคม
2554 เตือน ส.ส.
และวิธีป้องกันการถูกดักฟังโทรศัพท์ เช่น
สังเกตจำนวนเงินที่เรียกเก็บค่าบริการ เสียงที่แทรกเวลาใช้โทรศัพท์ และตัวผู้ใช้เครื่องเองต้องเปิดสายเรียกซ้อน (Function call
waiting) ให้ทำการแอคทิฟไว้
กฎหมายเสรีภาพในการสื่อสารเขียนไว้ว่า
การเปิดเผยสิ่งที่คนติดต่อสื่อสารถึงกัน รวมถึงการนำไปเผยแพร่ สื่อสารต่อนั้น ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐสั่งให้ดักฟังด้วยโทรศัพท์
โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรเลข โทรพิมพ์ โทรภาพ โทรสาร วิทยุติดตามตัว
หรือวิทยุสื่อสาร หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ
ล้วนเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษอาญาทั้งปรับและจำคุก ทั้งผู้สั่งการ
ผู้ดำเนินการ ผู้เผยแพร่ และกิจการโทรคมนาคม
จะมีการยกเว้นไว้เพียงเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเพื่อนำมาเป็นพยานในศาล
แต่ผู้รักษากฎหมายเองก็ยังไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเท่าไร
อาจจะเป็นเรื่องที่ละเลยกันมากเพราะเห็นเป็นเรื่องไกลตัว หากรอคำพิพากษาก็คงต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ
เมื่อตรวจสอบเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลการดักฟังในจริยธรรมของสมาคมหรือสภาสื่อของไทยที่มีบทบาททางด้านการกำกับและดูแลตนเองแล้วพบว่ามีเขียนไว้ว่าการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต้องมีแหล่งอ้างอิง คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์และโศกนาฏกรรมแก่ผู้ที่ตกเป็นข่าว
ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้รับสารหลงเชื่อ
และประการสำคัญต้องไม่เป็นเครื่องมือในการนำเสนอหรือเผยแพร่สิ่งที่เป็นภัยต่อสังคม หรือกระทบต่อสาธารณะ
แต่ไม่ได้ระบุถึงการดักฟังข้อมูลโดยตรง
ส่วนกรณีการคัดเลือกผู้สมัครเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เหลือ 44 ท่านนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ กระบวนการคัดเลือกของวุฒิสภาให้เหลือเพียง
11 ท่าน โดยมีเพียง 1 ท่าน
เป็นผู้ที่มีผลงานความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์กิจการโทรทัศน์ ที่ไม่ได้ทำงานด้านโทรทัศน์ที่เป็นธุรกิจมาแล้ว
12 เดือน ซึ่งคุณสมชาย แสวงการ ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯวุฒิสภาฯ ได้ตั้งความหวังไว้ว่า สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ
ได้ภายในปีนี้
สำหรับงานแรกที่ กสทช. ต้องทำเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ คือ การเขียนแผนแม่บท
จึงหวังไว้ว่า วาระจริยธรรม เป็นเรื่องที่ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและจำเป็นที่จะต้องบรรจุเรื่อง “การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร”
ไว้เป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่ง ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า สังคมสื่อแต่ละประเภทจะต้องมีบทบาทอย่างไรในการดูแลตนเอง
และ กสทช. มีบทบาทอย่างไรที่จะผลักดันให้สังคมดูแลสื่อบ้าง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น