หลักฐานสำคัญที่จะให้หรือไม่ให้ใบอนุญาต 14 ปี
ดร.
นิพนธ์ นาคสมภพ
การขึ้นทะเบียนให้ใบอนุญาต 1 ปี ช่องรายการทีวีดาวเทียมและเคเบิล
น่าจะเสร็จสิ้นครบทั้ง 632 ราย ภายในเดือนมิถุนายน
2556 ตามที่ พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์ กสทช.
ประกาศให้คำมั่นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อครบกำหนด 1 ปี จะต่อให้อีก 14 ปีหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กสทช.
การต่อหรือไม่ต่อใบอนุญาตนั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละช่องจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่
กสทช. กำกับการประกอบกิจการอย่างไร และมีหลักฐานสำคัญอะไรที่จะปฎิเสธการต่ออายุตามหลักเกณฑ์และวิธีการขอรับใบอนุญาต
ผมเชื่อว่าสิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือคุณสมบัติของกรรมการหรือบุคคลผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันว่าถูกเพิกถอนใบอนุญาตดาวเทียมและเคเบิลหรือไม่ และที่มีคุณลักษณะต้องห้ามตาม “หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์”
หมวด ๑ ข้อ ๗ (๓) หรือไม่
“ผู้ขอรับใบอนุญาต กรรมการ
ผู้จัดการหรือบุคคลผู้มีอํานาจกระทําการผูกพันผู้ขอรับใบอนุญาต
ต้องไม่เคยถูกศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่ามีโทษทางอาญาซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์..... ภายในระยะเวลาสองปีก่อนการยื่นขอรับใบอนุญาต”
หลักฐานการกระทำผิดหลักเกณฑ์ที่พิสูจน์ได้ง่าย คือ
การกระทำผิดด้วยการเผยแพร่รายการและโฆษณาอาหาร ยา และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ส่วนหลักฐานที่พิสูจน์ได้ยากคือการพิจารณาความร่วมมือระดับมหภาค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การศึกษา
วัฒนธรรม หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. แถลงเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2556 ว่า
“โทรทัศน์ดาวเทียมที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว
8 สถานี ปล่อยให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม
กาแฟลดความอ้วน เครื่องมือแพทย์ โฆษณาในลักษณะโอ้อวดเกินจริง และมีผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่มีใบรับรอบจากองค์การอาหารและยา
(อย.) และถ้าศาลตัดสินว่าผิดก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที"
ต่อมาเมื่อ 21 กุมภา กสทช. ได้ส่งจดหมายไปยังผู้ประกอบการช่องรายการดาวเทียมจำนวน
90 ราย ห้ามโฆษณาอาหาร
ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง และได้ตรวจพบว่ามีโทรทัศน์อีก 11 ช่อง โฆษณาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์
วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง และมีรายการที่มีลักษณะเนื้อหาสาระที่เข้าข่ายมาตรา 37 แห่งพ.ร.บ.ประกอบกิจการ 2551 ที่ว่า
“ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร
หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง”
สคบ. ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง
สคบ. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 10 แห่ง
โดยมีสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 เพื่อสร้างความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และเพื่อให้โทรทัศน์ทุกช่องได้ดำเนินการให้ถูกต้อง
หลังจากการลงนามร่วมกัน ทั้ง อย. และ สคบ. ได้มีการเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้รับใบอนุญาต
อาหารและยา คุณศรีนวล กรกชกร รองเลขา อย. ได้อธิบายถึงความปลอดภัย
อันตรายและการเยียวยา
ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริโภคที่เข้าปากทุกชนิดและที่ไม่เข้าปากแต่มีผลต่อร่างกายและจิตใจบางชนิด ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 หมวด
คือ
1)
หมวดที่ห้ามโฆษณา ประกอบด้วยยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
2) หมวดที่ต้องขออนุญาตโฆษณา
ประกอบด้วยยา เครื่องมือแพทย์ และอาหาร
3)
หมวดที่ไม่ต้องขออนุญาตโฆษณา เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน
น้ำยาไล่แมลงหรือปลวก ต้องไม่โฆษณาให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญว่าสามารถบำบัด
บรรเทารักษาโรค หรือมีผลต่อโครงสร้างร่างกาย
ข้อควรระวังที่คนทีวีผิดกฎเหล็กกันมาก
คือ ยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณ จะขายตรงและขายผ่านศูนย์รับโทรศัพท์ไม่ได้
หากจะโฆษณาขายยาต้องขออนุญาต อย. ก่อน เมื่อได้รับอนุญาตอย่างไรแล้ว
จึงโฆษณาไปตามที่ได้รับอนุญาตอย่าไปเพิ่มเติมตัดตอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างใดย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
อย. สรุปว่า เฉพาะพฤศจิกายน 2555 เดือนเดียวดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดพรบ.อาหาร
59 ราย และ พรบ.ยา 17 ราย คดีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องนึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรายอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสุขภาพกลับเป็นอันตราย
เช่น บล็อกโคลี่ กะหล่ำปลีสีม่วง
แครอทแห้ง และแก้วมังกรสด ซึ่งเป็นอาหารนำเข้ามีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ซอฟเค้กและมะเขือเทศอบแห้งมีวัตถุกันเสีย
เกินปริมาณที่กำหนด ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือปริมาณวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล
(โซเดียมไซคลาเมต) ไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นสารก่อมะเร็ง
ตลอดปี
2555 อย.
ลงโทษช่องโทรทัศน์ดาวเทียมโดยการปรับการโฆษณาคุณประโยชน์อาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตกว่า
33 ราย ปรับรายละ 1,000 – 8,000 บาท และอีก 2 ราย ปรับ 120,000บาท และ 160,000 บาท ทั้งสองรายโฆษณาขายยาประเภทสมุนไพรผง
ยาเม็ด และแคปซูล ที่มีเลขทะเบียน อย. ทำการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตและอ้างสรรพคุณอันเป็นเท็จ
เช่น การบำรุงร่างกายให้แข็งแกร่ง บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค
ผมเคยถามผู้บริหารของ อย. ว่าทำไมถึงคุมเข้มถึงขนาดให้รายละเอียดส่วนที่เป็นความรู้ไม่ได้
คำตอบก็คือไม่ใช่เรื่องของประโยชน์ทางการค้าแต่เป็นเรื่องของโอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพราะถ้าเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถป้องกันหรือรักษาได้ผู้บริโภคก็จะละเลยสิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติต่อชีวิตและร่างกาย
คนที่ชอบกินขนมหวานทุกคืนแล้วเข้าใจว่าดื่ม กิน หรือมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่เป็นเบาหวาน
อย่างน้อยก็จะระวังตนเองน้อยลง เพิ่มขนมหวานให้ตัวเอง ที่น่ากลัวมากคือ
ไม่ตรวจร่างกาย และไม่ทำตามคำสั่งแพทย์จนถึงระดับที่ไม่สามารถรักษาได้
คนทำโฆษณาเองก็ต้องรู้ว่าโฆษณาอย่างไรต้องขออนุญาต
อะไรไม่ต้องขออนุญาต เช่น
ถ้อยคำที่ห้ามใช้ในการโฆษณา คำพูดที่ใช้ในโฆษณาอาหารและถูกห้ามมาแล้ว
คือ คำที่กล่าวอ้างถึงคุณภาพที่มีความหมายว่า
ที่สุด ยอด วิเศษ ดีเลิศ เด็ดขาด ศักดิ์สิทธิ์
หรือมหัศจรรย์ และคำพูดที่ทับถมเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์อื่น ส่วนอาหารเสริมห้ามไม่ให้แสดงสรรพคุณว่ามีฤทธิ์ในการบำบัด
บรรเทา รักษา หรือ ป้องกันโรค เพราะคำเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็น “ยา”
โรคที่ห้ามไม่ให้โฆษณา บางโรคที่ทางการแพทย์เห็นว่าการโฆษณามีผลให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อชีวิตมากขึ้นก็จะไม่ให้ใช้ในการโฆษณา
เช่น เบาหวาน
มะเร็ง เอดส์ อัมพาต วัณโรค โรคเรื้อน
โรคหรืออาการของโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม และไต
บุคคลที่ห้ามโฆษณา ห้ามนำบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แนะนำ
รับรอง หรือเป็นผู้แสดงแบบ แต่สำหรับยาห้ามใช้บุคคลใดก็ตามมารับรอง
หรือยกย่องสรรพคุณโดยเด็ดขาด
เอกสารต้องตรวจสอบ เอกสารประกอบการโฆษณาอาหารและยา คือใบอนุญาตโฆษณาต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่ว่าไม่ใช่ของปลอม บทพูดพิธีกรในสาระสำคัญของยา อาหาร
และเครื่องมือแพทย์ ไม่ควรเกินเลยกว่าที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์ประกอบฉาก หลายครั้งที่ผมเห็นพิธีกรโฆษณาแนะนำผลิตภัณฑ์ถูกต้องทุกอย่าง แต่ข้างๆ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องล้อมรอบด้วยอาหารหรือยานำเข้าที่ไม่เคยขอแม้แต่จดแจ้ง
ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
หากไม่แน่ใจว่าเอกสารการอนุญาตโฆษณาเป็นของจริงหรือไม่ ให้ตรวจสอบกับอย. ก่อน โดยโทรเข้าสายด่วนที่ 1556
ผู้บริโภค คุณบัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขา สคบ. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ชี้แจงถึงกฎหมายซึ่งสรุปได้ว่าสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหารายการ
ข้อเขียน หรือโฆษณา
ต้องไม่กล่าวเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเพื่อประโยชน์ทางการค้า ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิของผู้บริโภคที่ต้องดูแลมี 5 ประการ คือ
1) สิทธิ์ในการบริโภคข่าวสาร
2) อิสรภาพในการรับข่าวสาร
3) ความปลอดภัยในการรับข่าวสาร
4) ความเป็นธรรมในการทำสัญญา และ
5) การชดเชยค่าเสียหาย
การดูแลผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โฆษณา
เพราะวัตถุประสงค์ของการโฆษณาคือสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งโฆษณานั้นจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม
ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ
หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ
ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม
คือ ข้อความที่เป็นเท็จ หรือเกินความจริง ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ข้อความที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ
สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม
ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย
หรือศีลธรรม หรือนำไปสู่การเสื่อมเสียวัฒนธรรมของชาติ ข้อความที่ทำให้เกิดการแตกแยก
เสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน
แต่ถ้าโฆษณาความไม่จริงและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่อาจเป็นความจริงได้อย่างแน่แท้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณา
คุณวิทวัส ชัยปาณี
นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณา ให้ความเห็นว่า
“โทษที่ทาง
อย. และ สคบ. ลงโทษเป็นโทษที่ไม่มาก เช่น
จับได้ปรับ 5,000. บาท
แต่ความจริงเป็นการปรับรายวัน หลายๆ วันก็เป็นแสนเป็นล้านก็เคยมี โฆษณาบางชิ้นไม่น่าจะผิดกฎหมายแต่ก็ผิดจนได้
เช่น เครื่องเล่น DVD เล่นแผ่นผีได้ แต่ก็มีถ้อยคำจำนวนมากที่ตัดสินยาก ต้องดูที่เจตนา“
โทรทัศน์บางรายการเห็นว่าทั้ง อย.
และ สคบ. เข้มงวดกับโฆษณาจึงเอาใจใส่ไม่ให้โฆษณาผิดกฎหมาย แต่เลี่ยงเอาไปไว้ในบางส่วนของรายการ แต่ไม่ว่าจะเอาไว้ในช่วงโฆษณาหรือช่วงรายการก็มีความผิดเหมือนกัน เพราะคำว่าโฆษณา ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค
2522 หมายถึง
“การกระทำการไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ
ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้าสื่อโฆษณา หมายความว่า สิ่งที่ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา
เช่น หนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ไปรษณีย์โทรเลขโทรศัพท์หรือป้าย”
คุณทรงศิริ จุมพล รก. ผอ.
คุ้มครองผู้บริโภค ชี้แจงว่า
“ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริงนั้นไม่ได้เป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่เป็นสิ่งที่ผู้โฆษณาต้องพิสูจน์ว่าทำได้จริง
การโฆษณากรณีที่เป็นการลด แลก แจก แถม เสี่ยงโชค ชิงรางวัล
เหล่านี้ต้องขออนุญาต
การโฆษณาให้สั่งซื้อสินค้าทางโทรทัศน์ต้องมีทะเบียนใบอนุญาตขายตรง”
สำหรับเนื้อหารายการอื่นๆ
ที่มีการถกเถียงและมีความเห็นต่างกันมากคือเรื่องลามกอนาจารหาข้อยุติได้ยาก เพราะสื่อลามกอนาจาร คือ สื่อที่มีเนื้อหารายการหรือโฆษณาที่ผู้พบเห็นแล้วมีความรู้สึกน่าอุจาดบัดสี
น่าอับอาย เป็นสื่อที่แสดงออกในรูปของภาพเปลือยมนุษย์ ภาพอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย
หรือภาพการร่วมเพศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้พบเห็นเกิดความใคร่ทางกามารมณ์
สรุปได้ว่าหลักฐานสำคัญที่น่าจะนำมาพิจารณาเพื่อปฎิเสธไม่ออกใบอนุญาตใบอนุญาตโทรทัศน์ดาวเทียมหรือเคเบิล
14 ปี คือ หลักฐานการเผยแพร่รายการหรือโฆษณาที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาหาประโยชน์กับผู้ชมโดยไม่คำนึงถึงอันตราย