วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แคสบ้าจัดสัมมนา มุมมองทีวีไทย2013 ..เขียนเมื่อ เม.ย.2556


CASBAA: Cable & Satellite Broadcasting Association of Asia (แคสบ้า)  สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลแห่งเอเชีย เกิดจากผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ผู้ผลิต ช่องรายการ ผู้บริการเครือข่าย ผู้โฆษณา และผู้จัดจำหน่ายรายการทั่วเอเชีย รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ และนำกลับไปปรับใช้ ให้เข้ากันกับความก้าวหน้าของโลกปัจจุบัน
 แคสบ้ามีสมาชิกเป็นสถาบันชั้นนำทั่วโลกกว่า 130 องค์กร   เมื่อต้นปี 2554  ทราบว่ามีผู้ชมๆ โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ จึงได้จัดสัมมนาร่วมกับสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย)  โดยใช้ชื่อว่า THAILAND IN VIEW SEMINAR 2011”  
            วันนี้มีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลขอขึ้นทะเบียน กว่า 600 ช่อง  และ กสทช. กำลังผลักดันให้มีโทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นดินอีก 48 ช่อง  แคสบ้าจึงได้จัดสัมมนาเป็นครั้งที่สองในหัวข้อเดียวกับครั้งแรก คือ มุมมองประเทศไทย 2013  เพื่อให้สมาชิกได้รู้จักอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยมากขึ้น  
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  เป็นผู้เปิดการสัมมนาเมื่อปี 2011 ได้กล่าวไว้ว่าโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลเป็นมิติใหม่ที่นำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระในมุมที่แตกต่างกัน  จึงเชื่อว่าโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้แสดงความคิดเห็นในศตวรรษที่ 21  นโยบายของรัฐบาลก็ให้การสนับสนุนให้สื่อสามารถทำงานได้โดยไม่มีแรงกดดันหรือคุกคาม แต่สื่อเองจำเป็นต้องสร้างมาตรการและกรอบการกำกับดูแลตัวเองให้เหมาะสม  เพราะอิสระต้องมาพร้อมๆ กับความรับผิดชอบในสังคมประชาธิปไตย 
2013  แคสบ้าเชิญนายกรัฐมนตรีมาเปิดงานเช่นกัน  แต่เป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนแนวคิดของรัฐบาลเพื่อไทยจะต่างกับประชาธิปัตย์อย่างไร  คงทราบกันในวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 ซี่งเป็นวันเปิดสัมมนา
            การสัมมนา 2011 เริ่มจากข้อมูลผู้ชมโดยคุณสินธุ์ เภตรารัตน์   MD. ของ AGB Nielsen Media Research   สรุปภาพรวมผู้ชมทีวีไร้เสาตั้งแต่ปี 2000 – 2005 ว่าตัวเลขผู้ชมขึ้นทีละนิด  แล้วมาเริ่มพุ่งแรงขึ้นตั้งแต่ 2006 ทำให้มีผู้ชมทีวีไร้เสามากกว่าร้อยละ 50 ในปี 2010 หมายถึงมีทีวีไม่น้อยกว่า 22 ล้านเครื่อง เฉลี่ยเปิดชมรายการผ่านจานดาวเทียมและเคเบิลราวๆ เครื่องละ 4 ชั่วโมง ต่อวัน
            2013 มีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลกว่า 600 ช่อง  ผู้ชมจะเปลี่ยนพฤติกรรมมานั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์มากขึ้นหรือไม่  คงได้ทราบกันในช่วงเช้าของงานสัมมนา
            2011  แคสบ้าได้ถกถึง พรบ. การประกอบกิจการโทรทัศน์  2551  และ พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2553  โดยที่ยังไม่มี กสทช. วันนั้นเราคุยกันถึงการหารายได้วิธีต่างๆ มากกว่าการพึ่งพารายได้จากบริษัทโฆษณา  เราพูดถึงความสำคัญของช่องข่าวที่ทำให้โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลพลิกประวัติศาสตร์
            วันนี้เรามี กสทช. และได้เลือก DVB T2  ให้เป็นระบบการแพร่ภาพโทรทัศน์ภาคพื้นดิน 48 ช่อง  โดยจัดสรรให้ระบบดิจิตอลมาตรฐาน (SD) แพร่ภาพคู่ขนานกับฟรีทีวีอนาล็อค  6 ช่อง คัดสรรองค์กรต่างๆ บริการสาธารณะและท้องถิ่น 18 ช่อง  และจัดสรรให้ประมูล  24 ช่อง โดยแบ่งเป็นดิจิตอลระบบความละเอียดสูง (HD) เพื่อทำธุรกิจทั่วไป 7 ช่อง  และ (SD)  17 ช่อง  เป็นรายการทั่วไป 7 ช่อง  รายการข่าวและสาระ 7 ช่อง และรายการสำหรับครอบครัว 3 ช่อง
หมายถึงเมื่อเรามีโทรทัศน์ทุกระบบทั่วประเทศกว่า 700 สถานี เศรษฐกิจของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งระบบจะเป็นอย่างไร แคสบ้าเชิญเพื่อนร่วมอาชีพมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์  4 กลุ่มด้วยกัน 
กลุ่มแรกเป็นวิสัยทัศน์ของโทรทัศน์ไทยประกอบด้วย  นิพนธ์ นาคสมภพ จากสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม,  อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ จากเนชั่น และศุภจี สุธรรมพันธุ์ จากไทยคม 
กลุ่มที่สองเป็นเรื่องการเงินทั้งระบบว่าโทรทัศน์จะมีเงินจากไหน โดยวรรณี  รัตนพล สมาคมมีเดียฯ,  อ่อนอุษา ลำเลียงพล  สมาคมโฆษณาฯ,  Nilufar Fowler จาก Mindshare,  Nadia Hwang  จาก Turner , อนุวัฒน์ เฉลิมไชย จาก SCG, และ ธารี ประศาสน์วินิจฉัย  จาก ยูนิลีเวอร์  
กลุ่มที่สามคุยกันถึงรายการตามกระแสนิยม  ประกอบด้วยสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ จาก อาร์เอส, Ashley Jordan  จาก Fashion One  และ Augustus Dulgoro  จาก ITV Studios 
กลุ่มที่สี่เจาะลึกลงไปถึงธุรกิจฟุตบอล  เพื่อหาคำตอบว่าเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นสำหรับโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลจริงหรือ  โดยจิรเดช นุตสถิตย์ จากซีทีเอช-พรีเมียรลีค ,ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม จาก แกรมมี่-ฟุตบอลยูโร,  สุระพล สีประเสริฐ จากสมาคมเคเบิล,  Adrian New จากสโมสรฟุตบอลเชลซี ,  Rick  Abhakorn  จาก FOX Sports  และ Ramez Sheikh จาก Universal   
           หลังจากคุยกันถึงทิศทางการเจริญเติบโตแล้ว ปิดท้ายด้วยปัญหาระดับมหภาคหนักๆ  สองเรื่อง  ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมอย่างมาก  คือ  เรื่องกฎระเบียบของภาครัฐ และนวัตกรรมเทคโนโลยี
วันนี้กฎระเบียบส่วนใหญ่ของไทยยังเป็นแนวคิดการบังคับควบคุมและลงโทษ มากกว่าการกำกับดูแลตัวเอง  แต่จะพัฒนาไปอย่างไร ผู้ที่จะตอบได้ คือ กสทช.  สุภิญญา กลางณรงค์,   พนา ทองมีอาคม จากกองทุนพัฒนาเพื่อประโยชน์สาธารณะ  และ Joe Welch  ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายการสื่อสารในภูมิภาคเอเชีย
            ส่วนเรื่องเทคโนโลยีคงไม่มีใครปฎิเสธว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ต้องพร้อมที่จะเข้าสู่โลกของดิจิตอลไม่ใช่อนาล็อค  แต่ไม่แน่ว่าผู้ชมจะเลือกดิจิตอลภาคพื้นดิน  ดิจิตอลดาวเทียม หรือดิจิตอลทางสาย  ผู้ที่จะให้ข้อมูลเรื่องนี้คือสุระ เกนทะนะศิล  และทินกร เทียนประทุม   
             นอกจากนี้แคสบ้าได้เชิญสุทธิชัย หยุ่น  มาเปิดใจในช่วงกลางวันและเชิญนที ศุกลรัตน์มาปิดท้ายรายการ

อยากเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าการลงนามบันทึกข้อตกลง ..เขียนเมื่อ พ.ค.2556


อยากเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าการลงนามบันทึกความตกลง
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ
 สคบ. จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 10 แห่ง ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556  เพื่อสร้างความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน  และเพื่อให้โทรทัศน์ทุกช่องได้ดำเนินการให้ถูกต้อง
 หน่วยงานที่ลงนามประกอบด้วย  กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  กสทช. อย.  สคบ. สมาคมโฆษณาฯ สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมฯ สมาคมผู้ประกอบการเคเบิลฯ สมาคมเคเบิลฯ ไทยคม และ ดีทีวี โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค จะแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ฐานข้อมูลและความคิดเห็นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรค์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างหน่วยงาน ให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว  จะสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในอำนาจของแต่ละหน่วยงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจัดตั้งคณะทำงานร่วมประกอบด้วยผู้แทนทั้ง 10 แห่ง และผู้เชี่ยวชาญด้านที่เกี่ยวข้อง
หลังจากการลงนามร่วมกัน  ทั้ง อย. สคบ. และสมาคมโฆษณาฯ  ได้จัดเสวนาต่อซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับใบอนุญาตช่องรายการโทรทัศน์ทั้งดาวเทียมและเคเบิล จึงเก็บมาเล่าให้ฟ้ง   
 อาหารและยา  ภญ. ศรีนวล กรกชกร  รองเลขา อย. ได้อธิบายถึงความปลอดภัย อันตรายและการเยียวยาที่ผู้บริโภคจะได้รับจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากยา เครื่องมือแพทย์ และอาหาร  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าปากทุกชนิดและที่ไม่เข้าปากแต่มีผลต่อร่างกายและจิตใจบางชนิดต้องขออนุญาต
 ข้อมูลสำคัญที่คนทีวีต้องรู้คือการโฆษณายาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกาย ด้วยวิธีขายผ่านศูนย์รับโทรศัพท์และขายตรงทำไม่ได้
ส่วนการผลิตงานโฆษณาอาหารและยา อย่างน้อยต้องเข้าใจว่า
ถ้อยคำที่ห้ามใช้ในการโฆษณา    คำพูดที่ใช้ในโฆษณาอาหารและถูกห้ามมาแล้ว คือ  คำที่กล่าวอ้างถึงคุณภาพที่มีความหมายว่า ที่สุด ยอด วิเศษ ดีเลิศ เด็ดขาด  ศักดิ์สิทธิ์ หรือมหัศจรรย์ และคำพูดที่ทับถมเปรียบเทียบ  ผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่ยาห้ามแสดงสรรพคุณว่ามีฤทธิ์ในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือ ป้องกันโรค เพราะคำเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็น  ยา 
           โรคที่ห้ามไม่ให้โฆษณา   บางโรคที่ทางการแพทย์เห็นว่าการโฆษณามีผลให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อชีวิตมากขึ้นก็จะไม่ให้ใช้ในการโฆษณา เช่น เบาหวาน มะเร็ง  เอดส์  อัมพาต วัณโรค โรคเรื้อน โรคหรืออาการของโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม และไต  
             บุคคลที่ห้ามโฆษณา   ห้ามนำบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข หรือทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แนะนำ รับรอง หรือเป็นผู้แสดงแบบ  
            เอกสารต้องตรวจสอบ  เอกสารประกอบการโฆษณาคือใบอนุญาตโฆษณา  เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่  อาหารและยารายที่ไม่มีเอกสารการอนุญาตประกอบเป็นความผิดโดยเจตนาของผู้ทำการโฆษณาโดยตรง  แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือเอกสารอนุญาตโฆษณาทั้งอาหารและยาปลอมหรือเนื้อหาที่โฆษณาไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต 
            ผลิตภัณฑ์ประกอบฉาก  หลายครั้งที่ผมเห็นพิธีกรโฆษณาแนะนำผลิตภัณฑ์ถูกต้องทุกอย่าง   แต่ข้างๆ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องล้อมรอบด้วยอาหารหรือยานำเข้าที่ไม่เคยขอแม้แต่จดแจ้ง ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร 
          หากไม่แน่ใจว่าเอกสารการอนุญาตโฆษณาเป็นของจริงหรือไม่  ให้ตรวจสอบกับอย. ก่อน  โดยโทรไปที่สายด่วน อย. 1556
            ผู้บริโภค   คุณบัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขา สคบ. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองผู้บริโภค  ได้ชี้แจงถึงกฎหมายซึ่งสรุปได้ว่าสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหารายการ ข้อเขียน หรือโฆษณา  ต้องไม่กล่าวเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเพื่อประโยชน์ทางการค้า  ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิของผู้บริโภคที่ต้องดูแลมี  5 ประการ คือ  สิทธิ์ในการบริโภคข่าวสาร  อิสรภาพในการรับข่าวสาร  ความปลอดภัยในการรับข่าวสาร  ความเป็นธรรมในการทำสัญญา  และการชดเชยค่าเสียหาย
            การดูแลผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โฆษณา  เพราะวัตถุประสงค์ของการโฆษณาคือสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค  ซึ่งโฆษณานั้นจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ     
             คุณทรงศิริ จุมพล  รก. ผอ. คุ้มครองผู้บริโภค ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริงนั้นไม่ได้เป็นเพียงข้อกล่าวหา  แต่เป็นสิ่งที่ผู้โฆษณาต้องพิสูจน์ว่าทำได้จริง การโฆษณากรณีที่เป็นการลด แลก แจก แถม เสี่ยงโชค ชิงรางวัล เหล่านี้ต้องขออนุญาต  การโฆษณาให้สั่งซื้อสินค้าทางโทรทัศน์ต้องมีทะเบียนใบอนุญาตขายตรง  
            คุณวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณา ให้ความเห็นว่าโทษที่ทาง อย. และ สคบ.  ลงโทษเป็นโทษที่ไม่มาก เช่น จับได้ปรับ 5,000. บาท  แต่ความจริงเป็นการปรับรายวัน หลายๆ วันก็เป็นแสนเป็นล้านก็เคยมี  โฆษณาบางชิ้นไม่น่าจะผิดกฎหมายแต่ก็ผิดจนได้ เช่น เครื่องเล่น  DVD เล่นแผ่นผีได้ แต่ก็มีถ้อยคำจำนวนมากที่ตัดสินยาก  ต้องดูที่เจตนา    
              โทรทัศน์บางรายการเห็นว่าทั้ง อย. และ สคบ. เข้มงวดกับโฆษณาจึงเอาใจใส่ไม่ให้โฆษณาผิดกฎหมาย เลี่ยงเอาไปไว้ในบางส่วนของรายการ  ไม่ว่าจะเอาไว้ในช่วงโฆษณาหรือช่วงรายการก็มีความผิดเหมือนกันเพราะถือว่าเป็นเนื้อหาที่ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้าสื่อโฆษณา
              ผมเชื่อว่าการลงนามบันทึกความตกลงครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ
           เจ้าภาพลงมือปฏิบัติมากกว่าเอาบันทึกไปเก็บไว้ในลิ้นชัก
           ต้องถ่ายอำนาจให้สมาคมวิชาชีพแต่ละแขนงไปพร้อมกับหน้าที่ๆ ให้เขาไปกำกับกันเอง
           ตั้งศูนย์ที่ปรึกษาวิชาชีพที่มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการแพร่ภาพและเสียง (one stop service)
          วางแผนต่อเนื่องส่งเสริมและแนะนำสินค้าที่มีในตลาดให้ผู้บริโภครู้จักและเกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่เลือกบริโภคมีคุณค่าสมราคา

หลักฐานสำคัญที่จะให้หรือไม่ให้ใบอนุญาต14ปี ..เขียนเมื่อ มิ.ย.2556


หลักฐานสำคัญที่จะให้หรือไม่ให้ใบอนุญาต  14 ปี
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ
การขึ้นทะเบียนให้ใบอนุญาต 1 ปี  ช่องรายการทีวีดาวเทียมและเคเบิล น่าจะเสร็จสิ้นครบทั้ง  632 ราย ภายในเดือนมิถุนายน 2556 ตามที่ พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์  กสทช. ประกาศให้คำมั่นก่อนหน้านี้ แต่เมื่อครบกำหนด 1 ปี จะต่อให้อีก 14 ปีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กสทช.
การต่อหรือไม่ต่อใบอนุญาตนั้นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละช่องจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำกับการประกอบกิจการอย่างไร   และมีหลักฐานสำคัญอะไรที่จะปฎิเสธการต่ออายุตามหลักเกณฑ์และวิธีการขอรับใบอนุญาต
 ผมเชื่อว่าสิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือคุณสมบัติของกรรมการหรือบุคคลผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันว่าถูกเพิกถอนใบอนุญาตดาวเทียมและเคเบิลหรือไม่  และที่มีคุณลักษณะต้องห้ามตาม “หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์”  หมวด ๑ ข้อ ๗  (๓)  หรือไม่
         ผู้ขอรับใบอนุญาต กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลผู้มีอํานาจกระทําการผูกพันผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องไม่เคยถูกศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดว่ามีโทษทางอาญาซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์.....  ภายในระยะเวลาสองปีก่อนการยื่นขอรับใบอนุญาต
 หลักฐานการกระทำผิดหลักเกณฑ์ที่พิสูจน์ได้ง่าย คือ การกระทำผิดด้วยการเผยแพร่รายการและโฆษณาอาหาร ยา และคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ส่วนหลักฐานที่พิสูจน์ได้ยากคือการพิจารณาความร่วมมือระดับมหภาค  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย   
สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.  แถลงเมื่อ 6 กุมภาพันธ์  2556  ว่า
“โทรทัศน์ดาวเทียมที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 8 สถานี  ปล่อยให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม กาแฟลดความอ้วน เครื่องมือแพทย์ โฆษณาในลักษณะโอ้อวดเกินจริง และมีผลิตภัณฑ์บางชนิดไม่มีใบรับรอบจากองค์การอาหารและยา (อย.) และถ้าศาลตัดสินว่าผิดก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที"  
          ต่อมาเมื่อ  21 กุมภา  กสทช. ได้ส่งจดหมายไปยังผู้ประกอบการช่องรายการดาวเทียมจำนวน 90 ราย ห้ามโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง  และได้ตรวจพบว่ามีโทรทัศน์อีก 11 ช่อง โฆษณาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง และมีรายการที่มีลักษณะเนื้อหาสาระที่เข้าข่ายมาตรา 37 แห่งพ.ร.บ.ประกอบกิจการ  2551  ที่ว่า
  ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
 สคบ. ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สคบ. กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 10 แห่ง  โดยมีสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี  ไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556  เพื่อสร้างความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน  และเพื่อให้โทรทัศน์ทุกช่องได้ดำเนินการให้ถูกต้อง
หลังจากการลงนามร่วมกัน  ทั้ง อย. และ สคบ. ได้มีการเสวนาเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้รับใบอนุญาต
             อาหารและยา  คุณศรีนวล กรกชกร  รองเลขา อย. ได้อธิบายถึงความปลอดภัย อันตรายและการเยียวยา  ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการบริโภคที่เข้าปากทุกชนิดและที่ไม่เข้าปากแต่มีผลต่อร่างกายและจิตใจบางชนิด   ซึ่งแบ่งได้เป็น  3 หมวด  คือ  
1)  หมวดที่ห้ามโฆษณา ประกอบด้วยยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
2)  หมวดที่ต้องขออนุญาตโฆษณา ประกอบด้วยยา เครื่องมือแพทย์ และอาหาร 
3)  หมวดที่ไม่ต้องขออนุญาตโฆษณา เช่น เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน น้ำยาไล่แมลงหรือปลวก ต้องไม่โฆษณาให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญว่าสามารถบำบัด บรรเทารักษาโรค หรือมีผลต่อโครงสร้างร่างกาย
          ข้อควรระวังที่คนทีวีผิดกฎเหล็กกันมาก  คือ  ยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณ จะขายตรงและขายผ่านศูนย์รับโทรศัพท์ไม่ได้ หากจะโฆษณาขายยาต้องขออนุญาต อย. ก่อน เมื่อได้รับอนุญาตอย่างไรแล้ว จึงโฆษณาไปตามที่ได้รับอนุญาตอย่าไปเพิ่มเติมตัดตอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างใดย่างหนึ่งโดยเด็ดขาด
              อย. สรุปว่า เฉพาะพฤศจิกายน  2555  เดือนเดียวดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดพรบ.อาหาร 59 ราย และ พรบ.ยา 17 ราย  คดีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องนึกไม่ถึงว่าอาหารที่เรายอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสุขภาพกลับเป็นอันตราย เช่น  บล็อกโคลี่ กะหล่ำปลีสีม่วง แครอทแห้ง และแก้วมังกรสด ซึ่งเป็นอาหารนำเข้ามีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้าง  ซอฟเค้กและมะเขือเทศอบแห้งมีวัตถุกันเสีย เกินปริมาณที่กำหนด ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือปริมาณวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล (โซเดียมไซคลาเมต) ไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นสารก่อมะเร็ง
   ตลอดปี 2555  อย. ลงโทษช่องโทรทัศน์ดาวเทียมโดยการปรับการโฆษณาคุณประโยชน์อาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตกว่า 33 ราย ปรับรายละ 1,000 8,000 บาท  และอีก 2 ราย  ปรับ 120,000บาท  และ 160,000 บาท  ทั้งสองรายโฆษณาขายยาประเภทสมุนไพรผง ยาเม็ด และแคปซูล  ที่มีเลขทะเบียน อย. ทำการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตและอ้างสรรพคุณอันเป็นเท็จ เช่น การบำรุงร่างกายให้แข็งแกร่ง บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค  
  ผมเคยถามผู้บริหารของ อย. ว่าทำไมถึงคุมเข้มถึงขนาดให้รายละเอียดส่วนที่เป็นความรู้ไม่ได้ คำตอบก็คือไม่ใช่เรื่องของประโยชน์ทางการค้าแต่เป็นเรื่องของโอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อไป  เพราะถ้าเกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถป้องกันหรือรักษาได้ผู้บริโภคก็จะละเลยสิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติต่อชีวิตและร่างกาย
คนที่ชอบกินขนมหวานทุกคืนแล้วเข้าใจว่าดื่ม กิน หรือมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่เป็นเบาหวาน อย่างน้อยก็จะระวังตนเองน้อยลง เพิ่มขนมหวานให้ตัวเอง ที่น่ากลัวมากคือ ไม่ตรวจร่างกาย และไม่ทำตามคำสั่งแพทย์จนถึงระดับที่ไม่สามารถรักษาได้ 
คนทำโฆษณาเองก็ต้องรู้ว่าโฆษณาอย่างไรต้องขออนุญาต อะไรไม่ต้องขออนุญาต  เช่น  
          ถ้อยคำที่ห้ามใช้ในการโฆษณา    คำพูดที่ใช้ในโฆษณาอาหารและถูกห้ามมาแล้ว คือ  คำที่กล่าวอ้างถึงคุณภาพที่มีความหมายว่า ที่สุด ยอด วิเศษ ดีเลิศ เด็ดขาด  ศักดิ์สิทธิ์ หรือมหัศจรรย์ และคำพูดที่ทับถมเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์อื่น  ส่วนอาหารเสริมห้ามไม่ให้แสดงสรรพคุณว่ามีฤทธิ์ในการบำบัด บรรเทา รักษา หรือ ป้องกันโรค เพราะคำเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็น  ยา 
            โรคที่ห้ามไม่ให้โฆษณา   บางโรคที่ทางการแพทย์เห็นว่าการโฆษณามีผลให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงต่อชีวิตมากขึ้นก็จะไม่ให้ใช้ในการโฆษณา เช่น เบาหวาน มะเร็ง  เอดส์  อัมพาต วัณโรค โรคเรื้อน โรคหรืออาการของโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม และไต  
             บุคคลที่ห้ามโฆษณา   ห้ามนำบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข หรือทําให้เข้าใจได้ว่าเป็นบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แนะนำ รับรอง หรือเป็นผู้แสดงแบบ  แต่สำหรับยาห้ามใช้บุคคลใดก็ตามมารับรอง หรือยกย่องสรรพคุณโดยเด็ดขาด
            เอกสารต้องตรวจสอบ  เอกสารประกอบการโฆษณาอาหารและยา คือใบอนุญาตโฆษณาต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่ว่าไม่ใช่ของปลอม  บทพูดพิธีกรในสาระสำคัญของยา อาหาร และเครื่องมือแพทย์ ไม่ควรเกินเลยกว่าที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น
            ผลิตภัณฑ์ประกอบฉาก  หลายครั้งที่ผมเห็นพิธีกรโฆษณาแนะนำผลิตภัณฑ์ถูกต้องทุกอย่าง   แต่ข้างๆ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องล้อมรอบด้วยอาหารหรือยานำเข้าที่ไม่เคยขอแม้แต่จดแจ้ง ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร 
          หากไม่แน่ใจว่าเอกสารการอนุญาตโฆษณาเป็นของจริงหรือไม่  ให้ตรวจสอบกับอย. ก่อน  โดยโทรเข้าสายด่วนที่ 1556
            ผู้บริโภค   คุณบัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขา สคบ. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองผู้บริโภค  ได้ชี้แจงถึงกฎหมายซึ่งสรุปได้ว่าสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหารายการ ข้อเขียน หรือโฆษณา  ต้องไม่กล่าวเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญเพื่อประโยชน์ทางการค้า  ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สิทธิของผู้บริโภคที่ต้องดูแลมี  5 ประการ คือ 
1)      สิทธิ์ในการบริโภคข่าวสาร 
2)      อิสรภาพในการรับข่าวสาร 
3)      ความปลอดภัยในการรับข่าวสาร 
4)      ความเป็นธรรมในการทำสัญญา  และ
5)      การชดเชยค่าเสียหาย
           การดูแลผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โฆษณา  เพราะวัตถุประสงค์ของการโฆษณาคือสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค  ซึ่งโฆษณานั้นจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ 
                ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม คือ ข้อความที่เป็นเท็จ หรือเกินความจริง  ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ  ข้อความที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม
                ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือศีลธรรม หรือนำไปสู่การเสื่อมเสียวัฒนธรรมของชาติ ข้อความที่ทำให้เกิดการแตกแยก เสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน   
              แต่ถ้าโฆษณาความไม่จริงและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความโฆษณาดังกล่าวไม่อาจเป็นความจริงได้อย่างแน่แท้ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณา
              คุณวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโฆษณา ให้ความเห็นว่า
              “โทษที่ทาง อย. และ สคบ.  ลงโทษเป็นโทษที่ไม่มาก เช่น จับได้ปรับ 5,000. บาท  แต่ความจริงเป็นการปรับรายวัน หลายๆ วันก็เป็นแสนเป็นล้านก็เคยมี  โฆษณาบางชิ้นไม่น่าจะผิดกฎหมายแต่ก็ผิดจนได้ เช่น เครื่องเล่น  DVD เล่นแผ่นผีได้ แต่ก็มีถ้อยคำจำนวนมากที่ตัดสินยาก  ต้องดูที่เจตนา“  
              โทรทัศน์บางรายการเห็นว่าทั้ง อย. และ สคบ. เข้มงวดกับโฆษณาจึงเอาใจใส่ไม่ให้โฆษณาผิดกฎหมาย  แต่เลี่ยงเอาไปไว้ในบางส่วนของรายการ  แต่ไม่ว่าจะเอาไว้ในช่วงโฆษณาหรือช่วงรายการก็มีความผิดเหมือนกัน  เพราะคำว่าโฆษณา ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 หมายถึง
                        การกระทำการไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้าสื่อโฆษณา หมายความว่า สิ่งที่ใช้เป็นสื่อในการโฆษณา เช่น หนังสือพิมพ์สิ่งพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ไปรษณีย์โทรเลขโทรศัพท์หรือป้าย
            คุณทรงศิริ จุมพล  รก. ผอ. คุ้มครองผู้บริโภค ชี้แจงว่า
            ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาเกินจริงนั้นไม่ได้เป็นเพียงข้อกล่าวหา  แต่เป็นสิ่งที่ผู้โฆษณาต้องพิสูจน์ว่าทำได้จริง การโฆษณากรณีที่เป็นการลด แลก แจก แถม เสี่ยงโชค ชิงรางวัล เหล่านี้ต้องขออนุญาต  การโฆษณาให้สั่งซื้อสินค้าทางโทรทัศน์ต้องมีทะเบียนใบอนุญาตขายตรง”  
            สำหรับเนื้อหารายการอื่นๆ ที่มีการถกเถียงและมีความเห็นต่างกันมากคือเรื่องลามกอนาจารหาข้อยุติได้ยาก  เพราะสื่อลามกอนาจาร คือ สื่อที่มีเนื้อหารายการหรือโฆษณาที่ผู้พบเห็นแล้วมีความรู้สึกน่าอุจาดบัดสี น่าอับอาย เป็นสื่อที่แสดงออกในรูปของภาพเปลือยมนุษย์ ภาพอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย หรือภาพการร่วมเพศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้พบเห็นเกิดความใคร่ทางกามารมณ์    
            สรุปได้ว่าหลักฐานสำคัญที่น่าจะนำมาพิจารณาเพื่อปฎิเสธไม่ออกใบอนุญาตใบอนุญาตโทรทัศน์ดาวเทียมหรือเคเบิล 14 ปี คือ หลักฐานการเผยแพร่รายการหรือโฆษณาที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาหาประโยชน์กับผู้ชมโดยไม่คำนึงถึงอันตราย

ตกลงเราคุยกันถึง DVB-T2, DVB-Sหรือ DVB-C ..เขียนเมื่อ พ.ค.2556


ตกลงเราคุยกันถึง DVB-T2, DVB-S, หรือ DVB-C
ข่าวทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินเป็นข่าวเหมือนคลื่นซัดชายทะเลเป็นระลอก ซ้ำแล้วซ้ำอีกมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่  คนที่คิดจะเปลี่ยนเสาทีวีเป็นจานรับทีวีดาวเทียมหรือต่อสายเคเบิลเข้าบ้านส่วนหนึ่งถึงกับลังเล  คนที่คิดจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ก็ลังเลไม่น้อยไปกว่ากัน
ผมได้พูดคุยกับคนขายจานดาวเทียมกับคนขายสมาชิกเคเบิลท้องถิ่นตอบเป็นเสียงเดียวกันว่านอกจากยอดขายไม่เพิ่มแล้วยังทำท่าจะตกอีกด้วย  ส่วนเครื่องรับทีวีระบบดิจิตอลในห้างหลายรุ่นติดราคาไว้ถูกเหมือนราคาในเอ้าท์เลท  ผู้คนจำนวนมากยังลังเลที่จะซื้อทีวีเครื่องใหม่  ส่วนเสาอากาศที่ถึงเวลาเปลี่ยนก็ต้องชะลอไว้ก่อน  เพราะข่าวดิจิตอลทีวีสร้างความสับสนให้กับคนธรรมดามาก
ทางด้าน กสทช.  พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธาน กทช. ก็ได้ลงนามประกาศมาตรฐานทางเทคนิคสําหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล 2555 ออกมาแล้วว่า
การให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลที่ใช้ระบบการส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถีที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (free-to-air) โดยอาศัยระบบ Second Generation Digital Terrestrial Television Broadcasting System (DVB-T2)
DVB-T2 เป็นนวัตกรรมของทีวีระบบดิจิตอลภาคพื้นดินที่ กสทช. เลือกให้เป็นระบบที่มาแทนฟรีทีวีระบบอนาล็อคภาคพื้นดิน  หรือเข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นเทคโนโลยีดิจิตอลที่จะมาแทนช่อง 3  5  7  9  และ 11  และไทยพีบีเอส  ซึ่งเป็นฟรีทีวีอนาล็อคแบบดั้งเดิม
ระบบดิจิตอลเองก็มีความคมชัดต่างกัน  กสทช. เลือกความคมชัดมาตรฐาน  (SD: Standard Definition)  เพื่อแพร่ภาพคู่ขนานกันไปทั้งระบบอนาล็อคทั้ง 6 ช่อง    เพื่อให้องค์กรที่จะบริการสาธารณะ 9 ช่อง  ให้องค์กรบริการท้องถิ่น 9 ช่อง  รวมเป็น 24 ช่อง
เตรียมช่อง SD. ไว้ให้องค์กรธุรกิจประมูลอีก 17 ช่อง  แบ่งเป็นรายการทั่วไป 7 ช่อง  รายการข่าว 7 ช่อง และรายการครอบครัว 3 ช่อง นอกจากนี้ยังเตรียมช่องคมชัดสูงหรือไฮเดฟ (HD: High Definition)  ให้องค์กรธุรกิจประมูลอีก 7 ช่อง  รวมเตรียมการประมูลทั้งหมด 24 ช่อง
กสทช. หวังว่าการประมูลคลื่นความถี่ดิจิตอลภาคพื้นดินนี้จะมีรายได้มาเป็นทุนสนับสนุนผู้ที่ต้องการซื้อกล่องปรับสัญญาณ (Set-top-box) เพราะผู้ชมจะชมทีวีภาคพื้นดินได้ต้องมีเสารับสัญญาณนอกบ้าน กล่องปรับสัญญาณในบ้าน และเครื่องรับทีวีแบบจอกว้าง
 กสทช. กำหนดให้เครื่องรับทีวีภาคพื้นดินมีสัดส่วนจอภาพ 2 แบบ คือ แบบเดิมขนาด 4:3 แบบจอกว้างขนาด 16:9 และมีสัญญาณภาพ 2 มาตรฐาน  คือ
 มาตรฐานความคมชัดปกติ (SD) กําหนดให้มีความละเอียด 720x576 แบบ interlace (576i) ที่มีอัตราเฟรม (frame rate) 25 ภาพต่อวินาทีและอัตราส่วนภาพ (aspect ratio) 16:9 และ 4:3
             มาตรฐานความคมชัดสูง (HD) กําหนดให้มีความละเอียด 1920x1080 แบบ interlace (1080i) ที่มีอัตราเฟรม (frame rate) 25 ภาพต่อวินาทีและอัตราส่วนภาพ (aspect ratio) 16:9 หรือมีความละเอียด 1280x720  แบบ progressive (720p) ที่มีอัตราเฟรม (frame rate) 50 ภาพต่อวินาทีและอัตราส่วนภาพ (aspect ratio) 16:9”    
            ผู้คนส่วนใหญ่ทราบว่าดิจิตอลทีวีดีกว่าอนาล็อคเพราะจะได้ภาพที่สดใสชัดคมขึ้น อาการภาพซ้อนมัวพร่าซ่าเป็นเม็ดวิ่งหรือเต้นแบบทีวีดั้งเดิมหรือที่เรียกว่าอนาล็อคจะหายไป  แต่ถ้าสัญญาณดิจิตอลแรงไม่พอภาพก็จะโหว่เหลี่ยมๆ เหมือนกระเบื้องโมเสกหลุด ภาพโหว่จะเกิดขึ้นง่ายเมื่อภาพมีความเคลื่อนไหวมาก เช่น ถ่ายทอดฝูงชน
 แต่ผู้คนไม่น้อยคิดว่าดิจิตอลทีวี  หมายถึง DVB-T2 หรือฟรีทีวีภาคพื้นดิน โดยลืมนึกไปว่าทีวีอีก 2 รูปแบบ คือ ทีวีดาวเทียมและเคเบิลก็ต้องพัฒนาไปสู่ระบบดิจิตอลเหมือนกัน
           ผมสอบถาม ดร. ถวิล  พึ่งมา[1] ในการสัมมนาทิศทางวิทยุโทรทัศน์ไทยสู่ยุคดิจิตอลที่วุฒิสภาจัดว่าถ้าทีวีทั้ง 3 รูปแบบแพร่ภาพด้วยระบบดิจิตอลเหมือนกัน คือ ฟรีทีวีภาคพื้นดิน DVB-T2 ฟรีทีวีผ่านดาวเทียม DVB-S แพร่ภาพระบบ DVB เหมือนกัน  การรับสัญญาณจะต่างกันหรือ เหมือนกันตรงไหน 
             คำตอบคือ ความชัดเจนเหมือนกัน  แต่โทรทัศน์ดิจิตอลภาคพื้นมีข้อจำกัดในการรับสัญญาณมากกว่าโทรทัศน์ดาวเทียม
             ถ้าย้อนไปดูข่าวเมื่อเดือนมกราคม 2556 ก็จะพบว่าช่อง 5 อยู่ในระหว่างการทดลองแพร่ภาพ SD ดิจิตอลกับฟรีทีวีภาคพื้นดินทั้ง 6 ช่องในกรุงเทพและปริมณฑล โดยออกอากาศรายการคู่ขนานไปกับทีวีภาคพื้นดินแบบดั้งเดิมทุกช่อง  การรับชมต้องอยู่ในอาณาบริเวณที่สัญญาณแพร่ภาพจากเสาอากาศภาคพื้นดินส่งไปถึง ต้องมีเสาอากาศหนวดกุ้ง และต้องมีทีวีที่รับระบบ  DVB-T2  หรือถ้าเป็นทีวีในบ้านปกติต้องติดตั้งกล่องรับสัญญาณ (set-top-box) มาตรฐาน DVB-T2   
             ก่อนหน้านี้ฟรีทีวีผ่านดาวเทียมส่งด้วยสัญญาณ SD มานานแล้วเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าแต่ไม่เป็นข่าว ผู้ชมที่ต้องการชมฟรีทีวีผ่านดาวเทียมที่มีคุณภาพแบบ SD ต้องมีกล่องรับสัญญาณ DVB-S เพื่อส่งต่อเข้าเครื่องรับทีวีที่รับดิจิตอลได้   
คุณมานพ โตการค้า ประธานกรรมการบริหาร  IPM  จานส้ม  ผู้ให้บริการเครือข่ายฟรีทีวีผ่านดาวเทียมย่าน KU Band  ให้รายละเอียดว่า  จานส้มได้แพร่ภาพเป็น  SD อยู่แล้วกว่าร้อยช่อง ผู้ชมที่มีกล่องรับสัญญาณ IPM DVB-S รับได้อยู่แล้ว  และถ้าบ้านไหนติดกล่องรับสัญญาณแบบ IPM DVB-S2 จะรับ HD  ได้อีกกว่า 20 ช่อง
คุณนภาศักดิ์ โคตรวิบูลย์  กรรมการบริหาร PSI จานโปร่งดำ  ผู้ให้บริการเครือข่ายฟรีทีวีผ่านดาวเทียมย่าน C Band  แจ้งว่า “PSI แพร่ภาพเป็น SD ทั้งหมดอยู่แล้ว และมีโครงการที่จะแพร่ภาพ HD ปลายปีนี่  บ้านไหนจะรับ HD  ก็ต้องเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณจาก PSI DVB-S เป็นกล่อง DVB-S2”
ส่วนเคเบิลหรือเปย์ทีวีของไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ  คือ กลุ่มแรกคือทรูส่งภาพแบบ SD  มานานแล้วและส่ง HD ไปอีก  17 ช่อง   และกลุ่มที่สองเป็นเคเบิลท้องถิ่น
สมาชิกที่ต้องการชมต้องเป็นสมาชิกแพลตทินัมแพคเกจ โดยเสียค่าสมาชิกเดือน  2,300 บาท  ได้ดูทั้ง HD และ SD  อีก 119 ช่อง   ทรูจะเปลี่ยนกล่องรับสัญญาณรุ่นใหม่ให้  สมาชิกต้องมีเครื่องรับทีวีแบบ LCD  LED หรือ Plasmaที่รับ HD ได้  แต่ถ้าไม่เอา HD เลือกเฉพาะ SD 115 ช่อง  ก็จะเสียค่าสมาชิกเดือนละ 1,700 บาท ถ้าเน้นเฉพาะบางประเภทก็มีให้เลือกระหว่าง 300-800 บาทต่อเดือน 
กลุ่มที่สองคือเคเบิลท้องถิ่น เป็นเคเบิลทีวีที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ก่อนที่จะมีสัญญาณดิจิตอล  กิจการส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นเครื่องรับส่งแบบทีวีดั้งเดิม
คุณเกษม อินทร์แก้ว  ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมเคเบิลแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า เรื่องดิจิตอลนี้ต้องแยกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มแรกที่เป็นสมาชิกของสมาคมขณะนี้ได้เริ่มส่งภาพด้วย SD ไปบ้างแล้วไม่ถึงร้อยละ 10  ส่วนที่เหลือยังเป็นระบบอนาล็อค  อีกส่วนหนึ่งได้รวมตัวกันตั้งเป็น CTH ส่งรายการออกไปเป็น SD กว่าร้อยช่อง  และทดลองส่ง HD อีก10 ช่อง  เข้าใจว่าจะสมบูรณ์ก่อนกลางปีนี้  ส่วนค่าบริการมีหลายระดับ  เริ่มต้นที่  SD  เดือนละประมาณ 350 บาท  สมาชิกที่ต้องการรับสำหรับ HD เพิ่มเป็นเดือนละ 400 บาท  ถ้าต้องการชมรายการพิเศษ ก็มี Premium Package ให้เลือก  
คุณภานุวัสส์   ตั้งศักดิ์สถิตย์  นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี  เคเบิลในกรุงเทพส่วนหนึ่งส่งด้วยระบบ SD อยู่แล้ว  บางศูนย์พร้อมที่จะส่ง HD แล้ว  ส่วนต่างจังหวัดที่ส่ง HD แล้วก็มี เช่น ภูเก็ต  ส่วนค่าสมาชิกปัจจุบันไม่เกินเดือนละ 300 บาท  แต่มีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกครึ่งหนึ่ง  หมายความว่าสมาชิกจะได้ชมรายการดิจิตอลที่เป็นฟรีทีวีทั้งหมดส่วนหนึ่ง และมีรายการอีกส่วนหนึ่งให้เลือกชมโดยเสียค่าบริการเพิ่ม
สำหรับผู้ชมที่เตรียมซื้อทีวีเครื่องใหม่ก็หาจอแบบ  4 ต่อ 3  ยาก  กลายเป็นของเก่าหายากราคาไม่ถูก  ที่มีอยู่ตามร้านจะเป็นจอทีวีแบบกว้างที่มีสัดส่วน 16 ต่อ 9 แบบ  ที่สามารถเปลี่ยนไปรับภาพที่มีสัดส่วน 4 ต่อ 3 ก็ได้
 คาดว่าต้นปี 2557  ผู้ชมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีทีวี แบบ LCD  LED หรือ Plasma สัดส่วน 16 ต่อ 9  ทุกบ้าน   เพราะทุกบ้านมีโอกาสเลือกรับ SD และ HD ได้ถึง 3 ทาง คือ ฟรีทีวีภาคพื้นดิน (DVB-T2)  ฟรีทีวีผ่านดาวเทียม (DVB-S หรือ DVB-S2) และเคเบิลทีวี  (DVB-C หรือ DVB-C2)  เพราะทั้ง 3 ระบบต้องพัฒนาไปพร้อมๆ


[1]   ถวิล พึ่งมา  วิทยากรในการสัมมนาเรื่อง ทิศทางวิทยุโทรทัศน์ไทยสู่ยุคดิจิตอล จัดโดยคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา,  อาคารรัฐสภา 2, วันที่ 4 เมษายน 2556