วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน ..เขียนเมื่อ ก.พ.56


เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญกับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ

                        กสทช. ประกาศเปิดฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดิน 48 ช่องรายการ เมื่อต้นปี 2555  โดยวางแผนให้ เข้าสู่กระบวนการประมูลฟรีดิจิตอลทีวีภาคพื้นดินหรือเอฟทีดีทีวี  ประเภทธุรกิจ 24 ช่องในเดือนเมษา 2556  แบ่งเป็นช่องฟรีดิจิตอลทีวีความละเอียดสูงหรือเฮชดีทีวี(HDTV) เสนอรายการปกิณกะทั่วไป  ช่อง   และฟรีดิจิตอลทีวีทั่วไปหรือเอสดีทีวี (SDTV) 20 ช่อง  จัดเป็นประเภทรายการเยาวชนและครอบครัว 5 ช่อง,  รายการข่าวและสถานการณ์ 5 ช่อง และปกิณกะทั่วไป 10 ช่อง
กรณีที่ กสทช. เปิดประมูลทีวีดิจิตอล 24 ช่อง นี้  ยังเป็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันประมูล โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของธุรกิจเดิมอาจจะมีความได้เปรียบมากหาก กสทช. ไม่กำหนดหลักเกณฑ์การได้มาที่เป็นธรรม  จึงทำให้ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์  ทีวีดาวเทียมช่องเนชั่นจัดรายการ "คม ชัด ลึก" ตอน "24 ช่องธุรกิจไม่ลงตัว" โดยเชิญ วิทยากรมาร่วมรายการอีก 3 ท่าน เป็น กรรมการ กสทช. 2 ท่านคือผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์  และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์  และ ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ  นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม  อีก 1 ท่าน  
ผศ.ดร. ธวัชชัย  กล่าวว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนเพื่อไม่ให้การประมูลเกิดปัญหาทั้งความทั่วถึง ครอบคลุม และเป็นธรรมมากที่สุด  และส่วนตัวมีความกังวลเกี่ยวกับการป้องกันการฮั้วประมูลธุรกิจฟรีดิจิตอลทีวีทั้ง 24 ช่อง  
 สำหรับผู้เข้าประมูลที่เป็นกิจการขนาดใหญ่อาจจะต้องการประมูลเป็นเจ้าของช่องมากกว่า 1 ช่อง  แนวคิดมีทั้งช่องเดียว  สองช่อง หรือสามช่อง  ส่วน ดร.ธวัชชัย เห็นว่าควรประมูลได้ไม่เกิน 2 ช่อง  เป็นช่องปกิณกะกับช่องเด็ก  หรือช่องข่าวกับช่องเด็ก
คุณสุภิญญา  ความเห็นส่วนตัว อยากกำหนดให้คนที่ประมูลได้ไม่เกินกลุ่มละ 1 ช่อง   24 กลุ่ม 24 ช่องไปเลยดีกว่า  เพราะจะได้สมเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ  จะได้เห็นการแข่งขัน และจะได้เผยแพร่เนื้อหาที่หลากหลาย  ซึ่งความคิดนี้อาจจะเป็นความคิดสุดโต่งเพราะผู้ประกอบการหลากหลายอาจก่อปัญหาความอยู่รอดของแต่ละรายในระยะยาวโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก 
 ถ้าถามถึงความเหมาะสมก็เห็นว่าแต่ละกลุ่มควรจำกัดการประมูลได้ 2 ช่อง  คือช่องเด็กกับช่องข่าว หรือช่องปฏิณกะทั่วไปกับช่องข่าว  ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงว่าอาจจะไม่มีใครประมูลช่องเยาวชนและครอบครัวเลย  เนื่องจากในแง่การตลาดช่องเด็กไม่สามารถทำเงินได้ จึงต้องบังคับเอาช่องเด็กไปด้วย
             ดร.นิพนธ์  กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศว่าผู้ประกอบกิจการแต่ละรายประมูลได้ 1 2 หรือ 3 ช่องรายการ  กสทช. ต้องดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดไม่ให้ซ้ำกับบทเรียนจากอดีต  เช่น  เรื่องหนี้สิน  ทั้งสถานีวิทยุ สวท. เวลาโทรทัศน์ของ อสมท.  และสถานีโทรทัศน์ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ที่ให้ราคาประมูลด้วยตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงเกินความจริง ซึ่งต่อมาจ่ายไม่ได้ต้องตัดเป็นหนี้สูญ  
  เรื่องความหลากหลายขององค์กรสื่อสารที่เคยเป็นปัญหา  เพราะเดิมโทรทัศน์ทุกช่องประกอบกิจการด้วยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐเป็นผู้ถือสัมปทานแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งช่อง 3  5  7  9  และ 11  แม้ต่อมา อสมท. แยกตัวออกไปเป็นมหาชนแต่ก็ถูกครอบงำจากหน่วยงานของรัฐบาลเพราะรัฐถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่ง  
ส่วนการก่อตั้งทีวีไทยให้เป็นทีวีสาธารณะ  ก็ประสบปัญหาการครอบงำทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานภายใต้ชื่อไอทีวีอยู่หลายปี  และจบลงด้วยการยึดคลื่นคืนเพราะเป็นหนี้กว่าแสนล้านบาท  วันนี้ทีวีไทยยืนอยู่ได้เพราะมีที่มาของแหล่งรายได้ที่อิทธิพลทางการเมืองเอื้อมไม่ค่อยถึง
 หาก กสทช. ยอมให้ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มที่ชนะประมูลเป็นเจ้าของช่องรายการได้กลุ่มละ 3 ช่อง  หมายความว่าทั้งหมด 24 ช่อง จะมีกลุ่มผู้ประกอบกิจการเป็นเจ้าของ  8 ราย ก็ต้องทบทวนกันใหม่ว่าตกลง รัฐธรรมนูญมาตรา 47 ที่พวกเราภาคภูมิใจกันหนักหนายังจะได้ภูมิใจกันอีกหรือไม่  เพราะความตั้งใจที่จะให้สื่อมีผู้ประกอบการหลากหลายทำได้เพียงเพิ่มเจ้าของช่องรายการจากเดิม 6 ราย  มาอีก 2 ราย  เป็น 8 ราย 
โดยส่วนตัว ดร. นิพนธ์  เห็นว่าเพื่อให้เกิดความหลากหลายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ พรบ. ประกอบกิจการ 2551  ควรทบทวนใหม่ทั้ง 48 ช่อง  ว่านอกจากดึงผู้ประกอบกิจการดั่งเดิม 6 ช่องมาร่วมแล้ว  ควรจะออกแบบคัดสรรช่องรายการอย่างไรที่จะทำประโยชน์ให้ชาติ และเข้าถึงสาธารณะชนได้กว้างขวาง มีโครงสร้างทรัพยากรบุคคลเป็นนักวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ และที่สำคัญต้องพึ่งพาตนเองโดยมีแหล่งเงินทุนที่น่าเชื่อถือ   
เมื่อคัดสรรโดยให้แต่ละกลุ่มมีโอกาสได้เพียง 1 ช่องรายการแล้วค่อยเข้าสู่ระบบประมูลตามกฎหมาย
            ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ประมูลได้มากกว่า 1 ช่องรายการ  เห็นควรป้องกันโดยสร้างกำแพงค่าแรกเข้าและค่าทำเนียมก้าวหน้า   เช่น  เมื่อพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการมีพฤติกรรมการรวมกลุ่มหรือหนึ่งกลุ่มมี 2 ช่อง  ให้ปรับราคาค่าตอบแทนช่องที่ประมูลได้ราคาสูงสุดขึ้นไปอีกเท่าตัว  และถ้าปรากฏภายหลังว่าได้ 3 ช่อง  ให้ปรับราคาค่าตอบแทนย้อนหลังไปเป็นสี่เท่าตัว เป็นต้น
           ก่อนที่จะพิจารณาว่ากลุ่มผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มควรเป็นเจ้าของช่องรายการได้ 1 ช่อง  2 ช่อง  หรือ 3 ช่อง  ผู้ที่เกี่ยวข้องควรกลับไปทบทวนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้ก่อนว่าควรจัดระบบสื่อภาครัฐ สื่อภาคเอกชน และสื่อชุมชน ให้เป็นสื่อที่เป็นประโยชน์ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นได้สูงสุดอย่างแท้จริงได้อย่างไร   

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟรีทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร? ..เขียนเมื่อ ก.พ.56


ฟรีทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร?”
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ
ดิจิตอลทีวีไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยเพราะเรามีการให้บริการมานานแล้ว  วันนี้การส่งภาพโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมลงถึงบ้านเป็นดิจิตอลหมดแล้ว  สังเกตได้จากความชัดเจนของสัญญาณภาพจะไม่มีภาพซ้อน ภาพเต้น  ส่วนชัดมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับคุณภาพโทรทัศน์ที่บ้านซึ่งยังเป็นระบบดั้งเดิมอยู่ (อานาล็อค)  ถ้าสัญญาณภาพมีปัญหาก็จะเห็นช่องสี่เหลี่ยม
            พ.อ.นที ศุกลรัตน์  ประธาน กสท. ประกาศว่าได้เลือกดิจิตอลระบบยุโรปหรือ DVB-T2  ให้เป็นเทคโนโลยีสำหรับดิจิตอลฟรีทีวีภาคพื้นดินในประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบที่จะมาทดแทนระบบปัจจุบันที่ชมผ่านเสาอากาศ ระบบนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้วในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 
           พ.อ. นที  กล่าวว่า ทุกฝ่ายพยายามเร่งรัดเพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเป้าหมายเดิมจะเปิดประมูลทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2556 ส่วนประเภทชุมชน 12 ช่องปลายปี 2556 ประเภทสาธารณะ 12 ช่องกลางปี 2556”
         17 กุมภาพันธ์ 2556  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง ทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร? เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ โดยมีนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา 
         ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สว. สมชาย แสวงการ ประธานประธาน กก. สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา  ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมฯ  นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กก. ผอ. เนชั่น และ ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว อาจารย์ภาควิชาสื่อสารมวลชน จุฬาฯ 
         คุณก่อเขต เกริ่นว่าช่วงนี้เป็นเวลาสำคัญในการเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหา โดยเฉพาะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ไปเป็นช่องโทรทัศน์ดิจิตอลเพื่อสาธารณะจำนวน 12 ช่อง จึงเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม กสทช. และ กสท.  เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปิดให้ยื่นขอฟรีทีวีดิจิตอลเพื่อการบริการสาธารณะ ด้วยวิธีการคัดเลือกผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด (beauty contest) ในเดือนพฤษภา  2556 แต่แท้จริงแล้วยังขาดรายละเอียดอีกมาก รวมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
          สว. สมชาย เห็นว่าปัญหาหลักของการปฏิรูปสื่อ คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่ถูกครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กองทัพ ,กรมประชาสัมพันธ์ และอสมท.  แต่จะเห็นได้ว่าทั้งรายการและข่าวเป็นกิจการที่เช่าช่วงไปดำเนินการทั้งสิ้น  ดังนั้น  กสทช. ควรเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
          ทั้งนี้ สว. สมชาย  ขอให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพ.ร.บ. ประกอบการวิทยุโทรทัศน์ 2551 และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  2553   ที่ให้อำนาจ กสทช.ทั้ง 11 คน ทำงานร่วมกันในการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาจัดสรรคลื่นฯ ในกิจการที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  แต่การทำงานที่ผ่านมา กสทช. กลับแบ่งแยกการทำงานเป็น 2 คณะ  ตนเห็นว่า กสทช.ทั้งคณะ 11 คน ควรพิจารณาประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนร่วมกัน ไม่ควรพิจารณาหรือตัดสินใจกันฝ่ายเดียว
            ส่วนการออกใบอนุญาตฟรีทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะจะต้องดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นสื่อ "สาธารณะ" ไม่ใช่เพียงรับฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่แต่งตั้งขึ้นเท่านั้น เพราะหากพิจารณารายชื่อบุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการฯ ของ กสทช.ในขณะนี้ จะเชื่อมโยงกลุ่มทุนเดิมและบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ ที่มีแนวโน้มจะขอสัมปทานทั้งสิ้น 
         คุณอดิศักดิ์   แปลกใจที่ว่าทำไมยังไม่เห็นมีกระบวนการใดๆ ของ กสทช. ที่เปิดโอกาสให้สังคม หรือสาธารณะ มีส่วนร่วมพิจารณาประกาศหลักเกณฑ์ช่องทีวีสาธารณะ  ถ้า กสทช.  กำหนดให้หน่วยราชการได้ครอบครองช่องสาธารณะทั้ง 12 ช่อง ก็จะย้อนไปสู่ยุคก่อนเพราะผู้ที่จะถือใบอนุญาตคือสื่อของรัฐ  ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อที่ต้องการให้รัฐถือครองคลื่นน้อยลง กระจายอำนาจให้สาธารณะมากขึ้น  
           ส่วนแนวคิดที่ให้หน่วยงานของรัฐจะสามารถหากำไรจากการโฆษณาได้นั้น  ก็ไม่ต่างอะไรกับโทรทัศน์ประเภทธุรกิจ ควรจะต้องอยู่ในระบบแข่งขันแบบเดียวกับสื่อเอกชนเพื่อให้เป็นการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมหรือไม่  สำหรับการคัดเลือกช่องรายการจากข้อเสนอที่ดีที่สุดนั้นจะกำหนดมาตรการอย่างไรเพราะแต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน  คุณอดิศักดิ์ กล่าวสรุปว่า หากเป็นไปได้ กสทช.ยังไม่ควรจะรีบพิจารณา ควรเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม
        ดร.นิพนธ์  อ้างงานวิจัยทีวีสาธารณะว่า[i]  ปรัชญาพื้นฐานของสื่อสาธารณะคือ การเป็นระบบการแพร่ภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ชม  ซึ่งย่อมเป็นไปได้ยากหากสื่อกระจายเสียงดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของภาครัฐเนื่องจากภาครัฐย่อมต้องการให้สื่อเผยแพร่ข้อมูล หรือต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณาของภาคธุรกิจเอกชน
         นอกจากนี้ยังอ้างงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพว่า [ii]  คุณสมบัติมาตรฐานของโครงสร้างองค์กร(สาธารณะ)ข่าววิชาชีพควรมีฐานะเป็นองค์กรสาธารณะที่เป็นอิสระ  จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่ออกอากาศ  จำเป็นต้องมีรายได้จากรัฐโดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ ต้องมีคณะกรรมการบริหารที่มีคุณสมบัติหลากหลายและต้องจัดตั้งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้หมายถึง อ.ส.ม.ท. และกรมประชาสัมพันธ์  
            กราฟแผ่นแสดงสถิติผู้ชมร้อยละของผู้ชมฟรีทีวีภาคพื้นดินตลอด 5 ปี ว่าผู้ชมเอ็นบีทีหรือช่อง 11 มีผู้ชมน้อยที่สุดในจำนวนฟรีทีวี 6 ช่อง  และมีผู้ชมลดลงตามลำดับจากสัดส่วนผู้ชมร้อยละ 4.55 เมื่อปี พ.ศ. 2551 เหลือ 1.95 ในปี 2555  ส่วนทีวีไทยมีผู้ชมลดลงตามลำดับเช่นกันจาก 6.59 เมื่อปี พ.ศ. 2551  เป็น 4.00  ในปี 2555  แสดงให้เห็นว่าช่อง 11 ที่ทำหน้าที่ชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐภายใต้การครอบงำทางการเมืองซึ่งจะไม่ได้ประโยชน์ต่อผู้ชมเท่าที่ควรถูกทอดทิ้ง  เพราะผู้ชมมีโอกาสได้ชมโทรทัศน์แตกต่างหลากหลายจากเคเบิลและโทรทัศน์ดาวเทียม (Cab/Sat)  หากโทรทัศน์ช่องสาธารณะถูกจัดให้เป็นสื่อของรัฐเช่นเดียวกันก็จะไม่มีอะไรต่างกันกับความเป็นจริงที่ผ่านมา  
           ส่วนกราฟสามเหลี่ยมแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ชมโทรทัศน์ พ.ศ. 2555  ว่ายังมีผู้ชมโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศอยู่ร้อยละ 36 ของบ้านผู้ชมโทรทัศน์ในประเทศ  ทั้งที่วันนี้ไม่มีบริการติดตั้งและจำหน่ายเสาอากาศโทรทัศน์แล้วก็ตาม  ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้  เห็นว่าเป็นกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ที่ด้อยโอกาสเลือกชมโทรทัศน์ด้วยวิธีการอื่น 
          ดร. นิพนธ์  ยังได้อ้างอิงงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพอีกว่า  ประชากรกลุ่มพื้นฐาน (ด้อยโอกาส) ไม่มีความพยายามรับข่าวสาร  หรือมีความพยายามรับข่าวสารแบบไม่จงใจ เป็นผลให้ กระบวนการที่สื่อจะเสนอข่าวให้เข้าถึงกลุ่มพื้นฐานโดยตรงดำเนินการได้ยาก  ลักษณะการรับรู้  ความพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาและจังหวะในการสื่อสารมีจำกัด ดั้งนั้นการนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนความเชื่อประชากรกลุ่มพื้นฐานนี้ไม่มีพลัง  เว้นแต่จะนำเสนอโดยผ่านผู้นำสังคมหรือผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เปิดรับในช่วงละครหลังข่าว
         ดร. นิพนธ์  สรุปโดยเสนอให้ กสทช. กำหนดเป้าหมายการคัดสรรอย่างไรเพื่อให้ฟรีทีวีสาธารณะได้องค์กรที่มีนโยบายและวิธีการที่มีรายได้โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลอื่นๆ เช่น กลุ่มทุนทางการเมือง   และมีนโยบายเข้าถึงกลุ่มประชากรผู้รับสารด้อยโอกาส  เช่น  เข้าถึงประชากรกลุ่มพื้นฐาน  โดยเฉพาะเข้าถึงผู้ที่มีปัญหาและปฏิเสธการบริโภคข่าวสารหรือมีความพยายามบริโภคน้อย มีข้อจำกัดทางด้านการทำความเข้าใจ หรือมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพวันต่อวันมากกว่ารับข้อมูลข่าวสาร  และเข้าถึงประชากรกลุ่มอื่นที่ถูกละเลยเช่น กลุ่มนักศึกษา ที่ไม่สนใจสื่อกระแสหลัก
         ดร.สุภาพร   เห็นว่าก่อนการให้ใบอนุญาต หรือ เปิดประมูล สิ่งสำคัญ คือการทำวิจัยและศึกษาเชิงวิชาการด้านภูมิทัศน์สื่อให้ชัดเจนว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการ จะให้ใครทำ ทำไปเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร  มีผลการศึกษาทางวิชาการสนับสนุนอย่างไรเมื่อดำเนินการไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร รวมวิสัยทัศน์ของประเทศเป็นอย่างไร  
          ดร. สุภาพร กล่าวอีกว่า "ขณะที่กรอบเวลาการยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ จะเริ่มในเดือนมีนาคมนี้  มองว่า กสท.ควรถอยออกมาก่อน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานวิจัยอย่างรอบด้าน ก่อนการให้ใบอนุญาต เพราะไม่เช่นนั้นจะเปิดโอกาสให้มีการครอบครองคลื่นฯ ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงให้รัฐ และใช้เป็นเครื่องมือหากิน โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ"  
         ผศ.ดร. ธวัชชัย  กล่าวว่าหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จะมีความโปร่งใส มากกว่าระบบสัมปทานในอดีต  แต่ขณะนี้ยังไม่สรุปหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านจึงรับว่าจะนำข้อวิตกทั้งหมดไปหารือใน  กสทช. ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การรับฟังความเห็นสาธารณะ คิดว่าจะช่วยให้ได้ข้อมูลรอบด้านมาก และคิดว่าเสียงจากสาธารณะจะมีความสำคัญ เพราะจะเป็นตัวช่วยกำหนดให้เกิดความเป็นธรรม  โดยส่วนตัวก็เห็นว่า กสทช. ควรถอยเรื่องนี้ออกมาก่อนเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุด
ฟรีทีวีสาธารณะ ไม่ควรจะเป็นของรัฐหรือของใคร  แต่ควรจะกระจายให้เป็นช่องรายการของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ  เช่น ความมั่นคง หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  และประโยชน์สาธารณะ ฯลฯ กลุ่มละช่อง   


[i]  ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์และวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สื่อสาธารณะแนวคิด บทบาท และความเป็นไปได้ในประเทศไทย
[ii]  ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ. ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง การศึกษาความเป็นวิชาชีพขององค์กรข่าว.  2547  หน้า  217,227

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กทช. ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วย พรบ. 2551 มาตรา 37..เขียนเมื่อ ก.พ.56


กทช. ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วย พรบ. 2551 มาตรา 37
ดร.  นิพนธ์  นาคสมภพ

ประชาชนหันมาให้ความสนใจมาตรา 37 ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ (พรบ. 51)  มากเพราะเสมือนเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และประธานอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ  นำมาอ้างอิงประกอบการพิจารณาเนื้อหารายการดังถึง 2 รายการ คือ 
ของขวัญส่งท้ายปีเก่า  การถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแข่งขันเทิดพระเกียรติมวยไทยวอริเออร์ส ที่มาเก๊า ทางช่อง 11 เมื่อ 9 ธันวาคม 2555 กทช. เห็นว่าเป็นรายการที่ไม่ขัดมาตรา 37
           ของขวัญต้อนรับปีใหม่  รายการละครเหนือเมฆ 2 ยุติการแพร่ภาพวันที่ 4 มกราคม 2556  ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย  ช่อง 3 นำละครเรื่องแรงปรารถนา มาออกอากาศตามที่ประกาศไว้ในเฟซบุ๊ค อ้างว่าเป็นรายการที่ขัดมาตรา 37
            มาตรา ๓๗ ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
          ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัน
 ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
            กิจกรรมส่งท้ายปีเก่า  เมื่อคืนวันที่ 9 ธันวาคม 2555 คนไทยได้ชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานในพิธีเปิด  “Muay Thai Warriors” หรือ ศึกมวยไทยวอริเออร์สปีที่ 2 เทิดไท้องค์ราชัน ในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี  เป็นข่าวที่น่ายินดีแต่สื่อส่วนหนึ่งเห็นตรงข้าม
            ทีนิวส์ โพสต์เวปเพจเมื่อ 21:18 น. ของวันที่ 9 ธันวา ว่า ทักษิณโผล่จัดมวยไทยเฉลิมพระเกียรติที่มาเก๊า  ช่อง 11 ถ่ายสดบอก ปชช. ไปเฝ้าฯในหลวง 5 ..ภาพเกินบรรยาย ยันไม่เคยลืมว่าเกิดใน ปท.ไทย ข้อกล่าวหาว่า "ไม่จงรักภักดี ไม่จริงเลย" แค่เกมการเมือง อ้างคลิปในม็อบเสธ.อ้าย ตัดต่อเสียงตน
.. ช่อง 11 ถ่ายทอดสด "นักโทษหนีคดี"  เปิดงานมวยยิงสดผ่านหน้าจอจากมาเก๊า "สุรสิทธิ์-ชัยสิทธิ์" ยืนประกบข้าง สบช่องฟอกตัวเป็นคนดี เทิดทูนสถาบัน โบ้ยคลิปเสียงเสธ.อ้ายตัดต่อ วราเทพรีบโยน "ศันสนีย์" รับผิดชอบ
 10 ธันวา  ข่าวที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นข่าวเชิงลบ เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคดี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถึง 2 คดี และถูกคดียึดทรัพย์อีก  4.6 หมื่นล้าน  
           12 ธันวา  นายธีระพงษ์ โสดาศรี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  ชี้แจงนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ว่าขั้นตอนการถ่ายสดเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามปกติที่มีการดำเนินการ ไม่ผิดระเบียบแต่อย่างใด   
            20 ธันวา พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ ประธานอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ กสทช  สรุปความเห็นคณะอนุ ฯ ว่า การที่ช่อง 11 ถ่ายทอดสด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ไม่ขัดมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 แต่อย่างใด
             28 ธันวา  นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์  เปิดเผยว่า ช่อง 11 ไม่ยอมให้เวลาถ่ายทอดสดการชิงแชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวทสมาคมมวยโลก  ระหว่างเรียว มิยาซากิ รองแชมป์โลกอันดับหนึ่งชาวญี่ปุ่น กับ คนเหล็กพรสวรรค์ กระทิงแดงยิม อดีตแชมป์โลกชาวไทย เวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 31 ธันวา ที่บอดี้เมกเกอร์ อารีน่า ในกรุงโอซากา ประเทศญี่ปุ่น  เพราะเกรงจะมีการสอดแทรกรายการคล้ายกับการถ่ายทอดสดมวยไทยจาก มาเก๊า   
  ช่อง 11 ลืมไปหรือไม่ว่าตัวเองมีเทคโนโลยีชะลอการแพร่ภาพให้ช้ากว่าเวลาจริงเพื่อการตรวจสอบก่อนออกอากาศได้  จึงได้นำเหตุการณ์มวยมาเก๊ามาเป็นเหตุผลให้คนไทยไม่ได้ชมมวยคืนส่งท้ายปีเก่า  
 ส่วน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่เพียงแต่สามารถปรากฏตัวทางสื่อของไทยได้เท่านั้น  น่าจะมีสิทธิยื่นขออนุญาตเป็นเจ้าของโครงข่าย ช่องรายการ หรือบริการ  ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ได้ด้วยตัวเองอีกด้วย
ทั้งนี้เพราะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์  กำหนดไว้ในข้อ 7 (3) ว่า   ผู้ขอรับใบอนุญาต  กรรมการ  ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันผู้ขอรับใบอนุญาตต้องไม่เคยถูกศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา  ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐและความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต ภายในระยะเวลา 2 ปี ก่อนการยื่นขอรับใบอนุญาต
  กิจกรรมต้อนรับปีใหม่   ช่อง 3 ประกาศข้อความผ่านเว็บไซต์และประกาศทางโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อเย็นวันที่  4 มกรา  ขออภัยท่านผู้ชมที่ต้องงดออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์  เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเนื้อหาบางช่วงบางตอนที่ไม่เหมาะสมที่จะออกอากาศ และเชิญชมละครเรื่องใหม่ "แรงปรารถนา" นำแสดงโดย ณเดช คูกิมิยะ และ คิมเบอร์ลี่ แอน เทียมสิริ เสนอคืนนี้เป็นตอนแรกเวลา 20.15 น."
            เหนือเมฆ 2  เป็นละครหลังข่าวช่อง 3 แพร่ภาพวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 20.30-22.45 น .เดิมมีกำหนดจะอวสานในวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม  แต่ถูกสั่งให้ยุติการออกอากาศ ทางผู้จัดจึงขอนำเรื่องราว 3 ตอนที่เหลือของวันที่ 4-6 มกราคมนี้ มายำรวมกันให้เหลือเพียงตอนเดียวโดยตัดต่อเสร็จเมื่อวันที่ 3 ส่งให้ช่อง 3 เพื่อแพร่ภาพในวันที่ 4 มกราคม  แต่สุดท้ายไม่ได้แพร่ภาพ
              5  มกรา  พล.ท.พีระพงษ์  กล่าว ที่ผ่านมาช่อง 3 เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรายการไทยแลนด์ก็อททาเลนท์มาแล้ว ในเรื่องเปลือยอกวาดภาพ ซึ่งกรณีนี้ ทางช่อง 3 ก็คงตรวจสอบและเห็นว่าละครเรื่องเหนือเมฆอาจจะมีบางฉากบางตอนที่ขัดต่อมาตรา 37 จึงให้หยุดงดการแพร่ภาพ
            วันเดียวกัน  สุภิญญา กลางณรงค์  กสทช. อีกท่านได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นส่วนตัวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึงการยุติการออกอากาศเหนือเมฆว่า  จุดยืนส่วนตัวแล้วดิฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ทางช่อง 3 มีเจตนาเอามาตรา 37 มาใช้อ้างในกรณีนี้      
           7  มกรา  ประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. สรรหา  ได้หารือที่สภาฯ ว่า จะเป็นฝีมือเหนือเมฆ ใต้เมฆ หรือของใครก็ตาม แต่ในสังคมออนไลน์จำนวนแสนๆ นั้นรุมต่อต้าน ไม่เห็นด้วยต่อการยุติละครเรื่องดังกล่าว เพราะเท่าที่ดูเนื้อหาละครถือว่าตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เขายืนหยัดต่อต้านแต่คนชั่วคนโกงบ้านโกงเมืองและพิทักษ์คุณงามความดี ไม่มีเนื้อหาส่อความรุนแรงหรือแม้กระทั่งกรณีไร่ส้มที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้วก็ยังออกอากาศได้โดยไม่ถูกยับยั้ง”  
 สมชาย แสวงการ  สว. สรรหา อีกท่านกล่าวฝากถึงผู้เกี่ยวข้องในวันเดียวกันว่า การแบนละครเรื่องนี้ เป็นการทำลายจิตใจพี่น้องประชาชนหลายล้าน ในโลกออนไลน์จำนวนล้านคลิปที่ไม่พอใจและล่าสุดโพลล์ระบุว่าไม่เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
8 มกรา  บริสุทธิ์ บูรณะสัมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ช่อง เปิดเผยว่า " คงไม่มีการแถลงอะไร ...เราคิดว่าการใช้คำว่าไม่เหมาะสมเป็นการลงตัวแล้ว แต่จะให้ลงรายละเอียดก็คงจะลงลำบาก ซึ่งเราก็เคยทำมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเพียงแต่ว่ามันไม่เป็นข่าว"
วันเดียวกัน  สุภิญญา  ได้กล่าวในการเสวนาที่ทางคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จัดขึ้นว่ากสทช. มีมติให้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว เพราะอำนาจการสั่งให้ยุติการออกอากาศ ตามมาตรา 37 ของ พ...การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นอำนาจ ของ กสทช. ไม่ใช่อำนาจของช่อง 3  หาก กสทช.ตรวจสอบเนื้อหาแล้วไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือไม่เหมาะสมในด้านอื่น กสทช. ก็จะแจ้งให้ช่อง 3 ออกอากาศให้ครบ
           ส่วนสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในวันเดียวกันโดยการยื่นหนังสือถึง กสทช. ร้องให้เอาผิดช่อง 3  โดยให้มีข้อสรุปและรายงานต่อสาธารณะชนภายใน 7 วัน  ถ้าไม่ดำเนินการจะเดินหน้าฟ้องศาลปกครอง
         นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ  กล่าวว่า การกระทำของช่อง 3 ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงได้ร้องเรียนทาง กสทช. ดำเนินการ 4 ข้อ  คือ 1. สั่งให้ช่อง 3 นำละครเหนือเมฆตอนที่เหลืออยู่ทั้งหมดอากาศตามปกติในวันเวลาเดิมโดยไม่มีการตัดทอนบทหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหา  2.  สั่งให้ช่อง 3 ชดเชยเยียวยาการกระทำการละเมิดต่อผู้ชม 3. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนให้ได้ข้อสรุปพร้อมเสนอข้อเท็จจริง  และ 4.  สอบสวนการกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้บริโภคและลงโทษหรือเอาผิดโดยเพิกถอนใบอนุญาตช่อง 3
            8 มกรา  วันเดียวกันพานทองแท้ ชินวัตร  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ผมอยากให้ช่อง 3 อนุญาตให้ละครเหนือเมฆ ออกอากาศตอนที่เหลือจนจบ  ...ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนครับว่าไม่เคยดูละครเรื่องนี้ และไม่เคยคิดที่จะเอาเนื้อหาของละคร ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมาวิจารณ์เลย เพราะในชีวิตจริงแค่ดูละครการเมืองเรื่อง "ประชาธิปัตย์" เพียงอย่างเดียวก็ไม่ไหวจะเคลียร์แล้วครับ 
              กสทช  สว. รัฐบาล และพานทองแท้  ต่างปรากฏตัวออกมาแสดงท่าที่ของตนเองว่าไม่ได้สั่งให้ช่อง 3  ระงับละครเหนือเมฆ  ส่วนช่อง 3 เองก็พยายามแสดงความรับผิดชอบว่าดำเนินการเองแต่ไม่มีคนเชื่อ 
แต่ก็แปลกที่ อสมท. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงยังไม่ได้แสดงรับผิดชอบ  เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่ได้เกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่เป็นผู้กำกับ ควบคุม  ดูแล  และเก็บเกี่ยวค่าสัมปทานช่อง 3 โดยตรง
        กรณีศึกษาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2556  เรื่องพฤติกรรมช่อง 11 และช่อง 3 ควรถือเป็นมาตรฐานที่โทรทัศน์ทุกช่องนำไปปฏิบัติ  หรือ กทช. ควรจะทบทวนมาตรา 37 ให้เสร็จสิ้นและประกาศในปี 2556 ก่อนว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับโทรทัศน์ช่องไหน ช่องนั้นควรตัดสินเอง หรือให้ กทช. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ข้อไหน อย่างไร 

ทีวีไม่ใช้คลื่นความถี่ลงทะเบียน 593 ช่อง..เขียนเมื่อ ม.ค.56


ทีวีไม่ใช้คลื่นความถี่ลงทะเบียน  593  ช่อง
ดร.  นิพนธ์ นาคสมภพ
ราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 16 ตุลาคม  2555 ลงประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการวิทยุและโทรทัศน์  โดยให้ผู้ประกอบกิจการยื่นแบบฟอร์มขออนุมัติการให้บริการภายใน 60 วัน ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2555 มีโทรทัศน์ประเภทไม่ใช้คลื่นความถี่ของชาติทั้งประเภทฟรีทีวีและเปย์ทีวียื่นลงทะเบียนรวม  593 ช่อง โดยมี สมาชิกของสมาคมรวมอยู่ด้วย 90 ช่อง  
ก่อนหน้าที่จะมาถึงการขออนุญาตนี้สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) ได้ทำอะไรไปบ้าง  เราเริ่มตั้งแต่การเข้าร่วมให้ความคิดเห็นสาธารณะเพื่อร่างประกาศต่างๆ ของ กทช. และ กสทช  ทุกครั้ง  และได้ยื่นเป็นลายลักษณ์อักษร รวม 5 ครั้ง 
ครั้งแรก   อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ  อดีตนายกสมาคมฯ  ยื่นร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมให้ กทช. พิจารณาประกาศใช้  เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น  เป็นร่างหลักเกณฑ์ที่แยกตัวออกมาจากโทรทัศน์จัดสรรคลื่นความถี่  (Terrestrial) อย่างชัดเจน 2 ประเภท
ประกอบด้วยประเภทที่รับชมได้โดยอิสระ (Free to air)    และประเภทที่รับชมได้เฉพาะกลุ่ม (Encription) 
          ครั้งที่สองและครั้งที่สาม  ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ  นายกสมาคมฯ  ยื่นหนังสือและสงวนสิทธิ์  เมื่อวันที่ 1กันยายน 2555 และทำหนังสือขอให้แก้ไขเพิ่มเติมตามที่ขอยื่นหนังสือสงวนสิทธิ์ประกาศ กสทช. ทุกฉบับ เมื่อ วันที่ 6 กันยายน  2555   โดยมีสาระสำคัญชี้แจงว่ากิจการโทรทัศน์ดาวเทียม คือ กิจการโทรทัศน์นอกเหนือไปจากกิจการโทรทัศน์ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งต้องขออนุญาต หรือกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ที่มีการบอกรับสมาชิก 
            เนื้อหาที่ขอให้แก้ล้วนเป็นเนื้อหาที่สมาคมฯ และสมาชิกของสมาคมฯ เคยแสดงความคิดเห็นแล้วทั้งสิ้น เช่น  ยกการจำกัดจำนวนโฆษณาออก  ระบุจำนวนเงินค่าสมัครค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงกองทุน  และยกเว้นข้อจำกัดและเงื่อนไขโทรทัศน์เพื่อการศาสนา 
ครั้งที่สี่  ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมฯ  ยื่นหนังสือขอให้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด  ขอบเขตและเงื่อนไขการอนุญาต  เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2555  โดยเน้นสาระสำคัญไปที่  การจำกัดเวลาโฆษณา  และการนำส่งเงินรายปีเข้ากองทุน
ครั้งที่ห้า  เมื่อ 6  ธันวาคม 2555  สมาชิกของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมไป กสทช. เพื่อร่วมกันประกาศตัวยืนยันว่าสมาชิกของสมาคมทุกช่องจะยื่นขอรับใบอนุญาตเพื่อแสดงเจตนาที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย กสทช. และเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ  พร้อมกับให้กำลังใจ กสทช. คณะกรรมการคณะอนุกรรมการทุกคณะ และได้ขอให้ กสทช. พิจารณาข้อเรียกร้องของสมาคมฯ ที่เคยส่งมาให้แล้วทั้ง 4 ครั้งก่อนหน้านี้
การยื่นขอใบอนุญาตจะใช้เวลาทั้งหมด 110 วันทำการ  รายที่ไม่มีปัญหาแก้ไขเพิ้มเติมควรประกาศผลได้ไม่เกิน 5 มิถุนายน 2556 
การพิจารณาคำขอแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร การพิจารณาให้ความเห็น การนำเสนอกรรมการ  และการพิจารณาอนุมัติ  ดังนี้
ขั้นตอนแรกการตรวจสอบเอกสาร  ผู้ประกอบการได้ยื่นขออนุญาตโดยตามแบบคำขอ โดยมีหลักฐานประกอบตามประกาศกสทช. ข้อ 9  ไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาตรวจสอบเอกสารให้แล้วเสร็จ 15 วันทำการ ซึ่งตรงกับวันที่  8 มกราคม 2556   
ขั้นตอนที่สองการพิจารณาให้ความเห็น  เจ้าหน้าที่ชุดที่สองจะพิจารณากลั่นกรอง วิเคราะห์ความเหมาะสม จัดทำร่างใบอนุญาตพร้อมเงื่อนไข เสนอให้กรรมการพิจารณาแล้วเสร็จโดยใช้เวลาไม่เกิน 60 วันทำการ หรือประมาณวันที่ 4 มีนาคม  2556  หากไม่แล้วเสร็จขอขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ๆ ละ 15 วัน ตามประกาศกสทช. ข้อ 10
ขั้นตอนที่สามการนำเสนอกรรมการ  เจ้าหน้าที่ชุดที่สามเสนอผลการกลั่นกรองต่อกรรมการไม่เกิน 15 วันทำการหรือประมาณวันที่ 25 มีนาคม 2556  โดยพิจารณาตามประกาศ กสทช. ข้อ 11 ประกอบด้วยวัตถุประสงค์  การบริหารจัดการ แผนการลงทุนและพัฒนากิจการ ความต้องการของผู้บริโภค ความเสมอภาคในการแข่งขัน และคุณภาพรายการ
ขั้นตอนที่สี่การพิจารณาของกรรมการ  ให้กรรมการประชุมโดยพิจารณาตามประกาศข้อ 11  ภายใน 30 วันทำการ  ยกเว้นบางช่องที่กรรมการต้องการให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับแจ้ง  และเมื่อกรรมการมีมติแล้ว  ให้สำนักงาน กสทช. แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบเป็นหนังสือภายใน 15 วันทำการ หรือประมาณวันที่  5 มิถุนายน 2556
การอนุญาตครั้งแรกนี้จะอนุญาตให้ 1 ปี  เมื่อครบกำหนดและประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ กรรมการจะพิจารณาการต่ออายุใบอนุญาตอีก 14 ปี โดยไม่ต้องเสียค่าสมัครใหม่
การแสดงความคิดเห็นสาธารณะที่สมาคมฯ ได้เสนอและ กสทช. ปรับเปลี่ยนแก้ไขจากร่างเดิมและมีผลต่อการยื่นขอรับใบอนุญาตครั้งนี้  คือ 
1.    การขออนุญาตบริการช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมนี้ เดิม กสทช. กำหนดให้ผ่านกระบวนการพิจารณาทุกขั้นตอนรวม 5 ขั้นตอน   
สมาคมฯ ทักท้วงเพราะเห็นว่าแม้ กสทช. มีเจตนาดีในการพิจารณาโดยละเอียด  แต่ประสบการณ์จากการขออนุญาตยิ่งมีขั้นตอนมากก็ยิ่งมีการวิ่งเต้นมาก  มีการทุจริตมาก และมีหลายมาตรฐาน  ดังนั้นจึงขอให้ กสทช. ปรับเปลี่ยนขั้นตอนการขออนุมัติให้เหลือขั้นตอนเดียว
           ขอบคุณ กสทช. ที่รับฟังความเห็นและไปปรับขั้นตอนการพิจารณาลดลงเป็นการตรวจสอบเอกสาร การให้ความเห็น การนำเสนอ และพิจารณาอนุมัติโดยกรรมการขั้นตอนเดียว  
2.    การส่งมอบเอกสาร  เดิม กสทช.  กำหนดให้ส่งสำเนาสัญญาลิขสิทธิ์รายการทั้งหมด
สมาคม ฯ ท้วงว่าการซื้อลิขสิทธิ์เป็นข้อตกลงชั้นความลับของการทำธุรกิจที่มีการแข่งขันในโลกเสรี เพราะแต่ละสัญญามีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน และลิขสิทธิ์บางรายการมีสัญญามากกว่าหนึ่งสัญญา ทุกสัญญามีพรบ. ลิขสิทธิ์ ควบคุมอยู่แล้ว  หากส่งสำเนาสัญญาให้ แล้ว กสทช. จะประกันชั้นความลับให้ได้หรือไม่  การขนส่งสำเนาจะทำอย่างไร เพราะช่องรายการต่างประเทศบางช่องมีสัญญาเป็นพันเรื่อง
            ขอบคุณที่ กสทช เข้าใจความโกลาหลและปัญหาความยากลำบากที่จะเกิดขึ้น จึงแก้ไขให้แสดงเฉพาะทะเบียนรายชื่อรายการโทรทัศน์ที่แต่ละช่องเป็นผู้ถือสิทธิ์และสามารถแสดงสิทธิ์ได้เมื่อร้องขอ  
3.   อายุการอนุญาต  เดิมการอนุญาตบริการช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมนี้  กสทช. กำหนดให้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1 ปี 4 ปี และ 10 ปี  (1+4+10)
สมาคมฯ ทักท้วงเพราะเห็นว่าการลงทุนกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมปัจจุบันเป็นธุรกิจที่อย่างน้อยต้องลงทุนร้อยล้านขึ้นไป เพราะแต่ละช่องต้องทำรายการเสริมโดยเฉพาะช่องที่ได้รับอนุญาตประเภทกิจการทางธุรกิจ 24 ชั่วโมง ต้องมีข่าวหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 หรือวันละ 6 ชั่วโมง
ดังนั้น  ช่องโทรทัศน์ดาวเทียมรายเล็กรายน้อยที่เคยนำของเก่ามาแพร่ภาพซ้ำไปซ้ำมา ก็ต้องปรับปรุงตนเองหลังมีใบอนุญาตต้องมีเงินลงทุนผลิตรายการเพิ่ม ถ้าไม่มีเงินและกู้ไม่ได้เพราะระยะสัญญา 1+4+10 ช่องเหล่านี้ต้องล้มหายตายจากไป
 ดูเหมือนว่า กสทช. จะเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครี่ง ยอมลดจาก 1+4+10 มาครึ่งทาง เหลือสองขั้นตอน คือ อนุมัติครั้งแรก 1 ปี และต่อโดยอัตโนมัติอีก 14 ปี  หรือ 1+14  แต่สองขั้นตอนนี้อาจเป็นปัญหากับผู้ประกอบการปัจจุบัน เพราะ กสทช. ยังไม่มีความแน่แน่นอนอาจจะอนุญาตทั้งหมดหรือคัดกรองเอาเฉพาะช่องที่ต้องการไว้ ช่องที่เหลือต้องวิ่งเต้นกันเอง 
 มาตรการอนุญาตนี้คงตีความได้ว่าเป็นมาตรการชะลอการขยายการลงทุน เพราะผู้ที่จะลงทุนคงไม่มีใครกล้าลงทุนเพิ่มระยะยาว เพราะการลงทุนระยะยาวมีความเสี่ยงสูงกับการลงทุนช่วงแรกที่มีอายุ 1 ปี เพราะถ้าไม่ได้ต่อใบอนุญาตการลงทุนก็เท่ากับสูญเปล่า
 ยิ่งถ้าระยะเวลาการลงทุนโทรทัศน์ดิจิตอลทั่วไปกำหนดให้ 15 ปี แทนที่จะเป็น 1+14 เท่ากัน ก็เท่ากับว่า กสทช. สร้างเงื่อนไขเพื่อให้การแข่งขันไม่เป็นธรรมเพราะทั้งทีวีดิจิตอลทั่วไปและทีวีดาวเทียม คือ ทีวีที่ไม่ได้เรียกเก็บรายเดือนเหมือนกัน
 สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตโทรทัศน์ดาวเทียมเฉพาะปีแรก ไม่มีประกาศเป็นรูปธรรมว่าจะพิจารณาอย่างไร ดังนั้นผู้ได้รับใบอนุญาตคงต้องระวังไม่ให้กฎหมายต่างๆ มาเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาต่อใบอนุญาต โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ พรบ. กว่ายี่สิบฉบับ ทั้งความมั่นคง อาหาร ยา และคุ้มครองผู้บริโภค
 กสทช. เองก็คงต้องพิจารณาให้การอนุญาตโทรทัศน์ทุกประเภทอยู่ในมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ประเภทจำกัดหรือไม่จำกัดความถี่  แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่า โทรทัศน์ประเภททั่วไปแบบดิจิตอลจะกำหนด 1+14 ปี  หรือไม่
ถ้าเงื่อนไขอายุการอนุญาตต่างกัน หมายความว่า กสทช. สนับสนุนโทรทัศน์ประเภทที่ให้ 15 ปีทันที่  และมีเจตนาลดบทบาทของโทรทัศน์ดาวเทียมใช่หรือไม่   


ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า ..เขียนเมื่อ ธ.ค.55


ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า
            คุณอรชุน รินทรวิฑูรย์  ดำเนินรายการ ปอกเปลือกข่าว  ช่องสปริงนิวส์  เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555  ด้วยประเด็นร้อนเรื่อง  ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า  มี คุณพสุ ศรีหิรัญ ผ.อ. กลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากรกระจายเสียงและโทรทัศน์  ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) และรศ. สุธรรม  อยู่ในธรรม  คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
             คุณพสุ  สรุปเนื้อหา พรบ. ประกอบกิจการกระจายเสียง 2551 ว่าการประกอบกิจการโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  คือ กลุ่มที่ต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ (ช่อง 3 5 7 9 11 และทีวีไทย) ปัจจุบันแพร่ภาพด้วยระบบอนาล๊อครับชมได้ด้วยเสาหนวดกุ้งและก้างปลา ต่อไประบบนี้จะถูกทดแทนด้วยระบบดิจิตอล  กลุ่มที่สอง  ไม่ต้องใช้คลื่นความถี่  ที่เห็นชัด คือ   กิจการเคเบิลทีวี และกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม  
             ปัจจุบัน  กสทช. มีประกาศออกมาแล้ว 4 ฉบับ  ฉบับแรกคือเรื่องของการกำหนดลักษณะประเภทการประกอบกิจการ  4 ลักษณะ  ลักษณะแรก คือ  ช่องรายการทั่วไปแบบ สปริงนิวส์   ลักษณะที่สอง คือ โครงข่ายคือผู้ที่รวบรวมช่องรายการเข้าด้วยกันแล้วส่งไปยังผู้รับ  ลักษณะที่สาม คือ สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เสาที่ใช้ในการกระจายเสียง  และลักษณะที่สี่เป็นแบบประยุกต์นอกเหนือสามลักษณะแรก เช่น โทรทัศน์แบบ Interactive (ปฎิสัมพันธ์)  อีก 3 ฉบับ  คือหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาต 3 ลักษณะแรก ซึ่งเป็นขั้นตอนการขอรับอนุญาตต่างๆ การกำหนดสิทธิและหน้าที่ 
             ผม ( ดร.นิพนธ์) ชี้แจงว่า ช่องโทรทัศน์อยู่ประมาณ 200 -300 ช่อง เป็นช่องที่ประกอบวิชาชีพโทรทัศน์ทั่วไป หารายได้จากโฆษณาเกือบร้อยช่อง นอกนั้นอาจเป็นรายเล็กๆ  ที่เอาไว้แพร่ภาพซ้ำรายการที่ผลิตและเคยเผยแพร่ไปแล้ว  หรือเอาไว้เสริมกิจการอื่น เช่น  ธุรกิจขายตรง หรือ สื่อสารสัมพันธ์เฉพาะกลุ่มที่สามารถสื่อสารได้ทั้ง 2 ทาง 
สำหรับประกาศ กสทช. ทั้ง 4 ฉบับ  เห็นว่ามีรายละเอียดมากไปทำให้สับสน  เช่น  ประกาศบริการสิ่งอำนวยความสะดวก  ไม่แน่ใจว่ารวมถึงอพาทเม้นท์หรือคอนโดมิเนี่ยมที่ติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมบนหลังคาตึก  แล้วเดินสายส่งสัญญาณแจกจ่ายให้ผู้อาศัยตามห้องต่างๆ รับชมโทรทัศน์ถือเป็นการอำนวยความสะดวกหรือไม่  หรือความหมายของคำว่า การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ก็เจาะจงให้เป็นนิยามเฉพาะโทรทัศน์ประเภทใช้คลื่นความถี่ใช่หรือไม่
                รศ. สุธรรม  เห็นด้วยกับผม (ดร.นิพนธ์) ที่ว่าประกาศมีความสับสนในข้อกฎหมายหลายเรื่อง เช่น  หลักการสำคัญในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ดีต้องไม่เป็นภาระเกินควรแก่ทุกฝ่าย อัตราค่าบริการก็ต้องพอเหมาะพอสมต่อกฎหมาย  ส่วนลักษณะของใบอนุญาตค่อนข้างซับซ้อนสับสนและเยอะมาก  
             ใบอนุญาตหลายใบที่กำลังจะออกเป็นใบอนุญาต  เป็นงานที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้เฉพาะเจาะจง  โดยเฉพาะเรื่องของการกำกับดูแล  ไม่ได้มีกฎหมายที่ให้สิทธิเสรีภาพอย่างเดียว แต่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการทำธุรกิจการเสนองานต่อสาธารณะ เช่น การจำกัดการแพร่ภาพและเสียง (Broadcasting) การจำกัดสิทธิของคนเป็นกฎหมายมหาชนที่นักกฎหมายต้องตีความอย่างเคร่งครัด แต่การอนุญาตต่างๆ กลับไม่มีถ้อยคำเหล่านี้ แต่กลับไปมีถ้อยคำเกี่ยวกับโทรคมนาคมมากกว่า
                ท้ายที่สุดแล้วถ้าเกิดมีคนสงสัย อย่างท่านอาจารย์ ดร.นิพนธ์ หรือใครสงสัยก็อาจจะเอาคดีไปสู่ศาล  เราก็ต้องถามว่าใบอนุญาตประเภทต่างๆ ที่จะออกมานี้อยู่ในกฎหมายโทรคมนาคมก็จริงแต่ว่าไม่ได้กำหนดชัดเจนไว้ในกฎหมายวิทยุโทรทัศน์   เป็นการริดรอนสิทธิเค้าหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องคุยกันต่อไปในอนาคต
 ที่ผ่านมาผม (ดร.นิพนธ์) และสมาชิกสมาคมโทรทัศน์ฯ  ได้หารือกันว่าอะไรควรอะไรไม่ควรและทำหนังสือคัดค้าน ชี้แจง และสอบถามไปแล้วรวม 3 ฉบับ  เรื่องที่เป็นปัญหาหลักๆ ในการคัดค้านมี 2 ข้อ คือเรื่องการโฆษณาและการเก็บค่าทำเนียม
            ข้อแรกการโฆษณา พรบ. ฉบับนี้ล้าหลังมาก  การจำกัดโฆษณานี้เป็นเรื่องของ 30 ปี สมัยที่คนต้องเดินไปหมุนเปลี่ยนช่องซึ่งมีช่องโทรทัศน์ให้ดู 3-4 ช่อง  ผู้ชมไม่มีทางเลือก  แต่วันนี้มีโทรทัศน์ถึง  300 ช่อง มีรีโมทกดเปลี่ยนช่องได้ทันที่  ถ้าเราไปจำกัดโฆษณานี่หมายความว่าเราไปจำกัดไม่ให้ผู้ชมได้ชมโฆษณาที่เขาชอบหรือไม่ เพราะช่องที่โฆษณา 24 ชั่วโมง เขาก็มีผู้ชม
           
กิจการโทรทัศน์ใน พรบ. 2551 ไม่มีกิจการที่ระบุว่าเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลี่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าสมาชิกรายเดือน  ถ้าจะตีความให้โทรทัศน์ดาวเทียมอยู่ในกลุ่มไม่ใช้คลื่นความถี่ก็ต้องระบุให้ชัดว่าวิธีการหารายได้ของโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ต่างจากโทรทัศน์กลุ่มใช้คลื่นความถี่  จะมากำหนดให้มีโฆษณาชั่วโมงละ 6 นาทีไม่ได้  เพราะทีวีดาวเทียมไม่มีรายได้จากค่าตอบแทนรายเดือน  แต่มีสภาพเหมือนกับทีวีกลุ่มที่ใช้คลื่นความถี่ที่โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง
             ถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่า กสทช.  กำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร  เพราะประกาศไปว่าโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามที่ กสทช. ประกาศกำหนด  หมายถึงให้ขออนุญาตก่อนแล้วค่อยกำหนดภายหลัง   
              ความจริงพวกทีวีดาวเทียมอยากทำรายการแล้วเก็บค่าลิขสิทธิ์จากพวกเคเบิลแต่ไม่มีใครให้  เพราะใครๆ ก็ขโมยสัญญาณไปดูได้  เราสู้กันมาจนถึงวันที่ตัดสินใจว่าปัญหามากนักก็เปิดฟรีเลย  หารายได้จากโฆษณาเอากันเองก็แล้วกัน  ฝากไว้ว่าถ้า กสทช. จะกำหนดให้โฆษณาไม่ว่ากี่นาทีก็ตาม ให้คำนึงถึงความอยู่รอดและความทัดเทียมกัน ถ้าโทรทัศน์ประเภทหนึ่งโฆษณาได้ 12นาทีครึ่ง  เขาลงทุนผลิตรายการล้านหนึ่ง  และถ้าเราโฆษณาได้ 5 นาที  เราก็ลงทุนผลิตได้เพียงห้าแสนบาท  แล้วการแข่งขันจะเสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร       
ข้อที่  2 เราต้องนำส่งเงินให้ กสทช. 2 ก้อน ๆ ละ 2 เปอร์เซ็นของรายได้ทั้งหมด  หมายความว่าเงินที่เรามีรายได้ตั้งแต่บาทแรกเราต้องนำส่ง 4 บาท  แล้วทราบว่าถ้ามีรายได้ไม่ถึง 5 ล้านต่อปีจะลดให้เหลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์  ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทีวีดาวเทียมช่องไหนมีรายได้ต่ำกว่า 5 ล้านต่อปี  สรุปว่ารายจ่ายขั้นต่ำต่อช่องไม่ต่ำกว่าปีละ18 ล้าน  ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ควรได้รับการยกเว้น  เพราะนอกจากค่าทำเนียม 4 เปอร์เซ็นต์แล้ว  ก็ต้องเสียภาษี ไม่ต่างจากกิจการอื่นๆ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็น ภาษีการค้า 3 เปอร์เซ็นต์  สรุปง่ายๆ ว่าถ้าเราลงทุน 100 บาทนะครับ แล้วเราไม่ได้115บาท แปลว่าขาดทุนแน่เพราะทุกๆ ร้อยบาทต้องจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าทำเนียมต่างๆ 15 บาท   
วันนี้คนทำโทรทัศน์ดาวเทียมยังสับสนและวิตกกังวลมากเพราะไม่เข้าใจว่ารายได้นั้นหมายถึงรายได้อะไรบ้าง  เพราะหลายรายตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วมีกิจการหลายอย่างในบริษัทเดียวกัน  รายได้ประเภทโฆษณาและเช่าเวลาเป็นรายได้การออกอากาศแน่ๆ  รายได้จากโฆษณาในเนื้อรายการจะคิดอย่างไร  ถ้าขายของจะคิดรายได้จากอะไร  สตูดิโอที่ให้คนเช่าไปทำงานอื่นต้องเอารายได้มารวมไหม  
  ผม (ดร. นิพนธ์) เคยเสนอไปว่าการนำส่งเงินนี้ควรเก็บตามจำนวนรายได้หรือไม่ ถ้ารายได้มากเก็บมาก แต่ถ้าไม่มีกำไรควรจะต้องเก็บไหม  หรือเราเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินนำส่งแบบที่พวกเราเต็มใจให้ได้หรือไม่  เช่น  เก็บจากสัดส่วนผู้ชมของแต่ละช่อง สมมติว่าสปริง นิวส์มีผู้ชม 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เสีย 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดค่าใช้จ่ายที่  กสทช. วางแผนไว้  ถ้าผู้ชมมากกว่านั้นก็เต็มใจจ่ายมากกว่านั้น  เพราะยิ่งมีผู้ชมมากเราก็ยิ่งขายโฆษณาได้มาก
รศ. สุธรรม อธิบายว่าหลักในการคิดอัตราค่าบริการเนี่ย กฎหมายเค้าให้เพดานเอาไว้เพราะกลัวว่าจะไปคิดเกินเหตุเก็บเกินไม่ได้ และต้องอธิบายหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราค่าบริการกับเงินที่เก็บไปเอาไปใช้อย่างสมเหตุสมผลว่าเอาไปใช้อย่างไร ถ้าไม่มีความชัดเจนก็จะอธิบายในศาลหรือที่ไหนไม่ได้  ความจริงแทนที่ กสทช. ตั้งไว้ก่อน 2 เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วค่อยลดลงมา  คิดว่าจะเก็บไปทำอะไรบ้างและเหมาะสมหรือไม่ก่อนแล้วค่อยๆ บวกขึ้นไปว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์  ตามหลักการของกฎหมายปกครองนี้ควรจะกำหนดอัตราค่าอนุญาตไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่ใช่ยิ่งโตยิ่งรวย 
 คุณพสุ  สรุปว่าปัจจุบันทางกสทช.กำลังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องหลักเกณฑ์เรื่องการลดหย่อน เช่น  ช่องที่ทำรายการสาระและคุณประโยชน์ก็สามารถทำขอลดหย่อนมาได้
รศ. สุธรรม  ยังยืนยันว่า  กสทช. เป็นองค์กรของรัฐ  ไม่ได้ทำหน้าที่อนุมัติเงินลงทุนแบบบริษัทเอกชน  ดังนั้นการเสนอรายละเอียดในการขออนุญาตก็ไม่ควรต้องดูรายละเอียดมากจนเกินกว่าการเป็นผู้กำกับดูแล เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมากำกับก่อน เป็นเรื่องของการกำกับภายหลัง  ทุกช่องต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์  ช่วงท้ายรายการ รศ. สุธรรม  ฝากไว้ว่า 
 จริงๆ การกำกับดูแลมันหน้าจะทำให้ง่าย แล้วก็เข้าตลาดสำหรับคนที่เข้าตลาดอยู่แล้ว แล้วค่อยกำกับดูแลเค้าที่หลังง่ายกว่า
ท้ายสุดผม (ดร. นิพนธ์) ได้เล่าถึงการประชุมของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมก่อนมาร่วมรายการปอกเปลือกข่าวว่า กรรมการสมาคมฯ ได้คุยกันถึงว่าจะพวกเราจะสมัครหรือไม่   ถ้าไม่สมัครแล้วคงต้องเปลี่ยนสัญชาติไปแพร่ภาพที่ประเทศเพื่อนบ้าน  ส่วนผู้ชมจะชมได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่งแต่เชื่อว่าถ้ามีรายการถูกใจผู้ชมก็ต้องพยายามชมให้ได้  เหมือนปรากฏการซื้อวิทยุคลื่นสั้นมาฟังกันในอดีต  ท้ายที่สุดสมาคมฯ มีมติให้สมัคร  โดยให้สมาคมเป็นตัวแทนสมาชิกทั้งหมดกว่า 90 ช่อง  ไปยื่นใบสมัครพร้อมกันในวันที่ 6 ธันวาคม 2555