วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) สมัยสามัญประจำปี 2554..เขียนเมื่อ พ.ค.54


สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) สมัยสามัญประจำปี 2554
วันที่ 25 มีนาคม 2554 ณ ห้องลาดพร้าว โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ
            สาระสำคัญที่น่าสนใจของการประชุมครั้งนี้ก็คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจและมีการแถลงข่าวการจัดทำเว็บไซต์สมาคมฯ เพื่อรับชมช่องรายการของสมาชิกได้ทุกช่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานด้านเทคโนโลยี ขณะนี้ใครก็ตามที่ได้เปิด www.stat.or.th จะมีรายการโทรทัศน์ดาวเทียมรอให้คุณชมมากถึง 65 ช่อง แบ่งเป็น 6 กลุ่มรายการคือ ข่าว ภาพยนตร์ เพลง วาไรตี้บันเทิง สาระ และรายการเด็ก
          ธรรมดาแล้วคนจะไม่ค่อยเปิดโทรทัศน์ดูกันทางเว็บไซต์ แต่ของเราเปิดแล้ว ชมได้ทันที ไม่ต้องรอ ที่พิเศษคือ สามารถชมย้อนหลังได้  8 ชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นการปฎิวัติการรับชมโทรทัศน์ดาวเทียมรูปแบบใหม่เลยทีเดียว
            เราเคยเห็นโทรทัศน์รุ่นเดิมๆ เป็นตู้สี่เหลี่ยม ส่วนรุ่นใหม่ก็ค่อยๆ บางลง จนกระทั้งวันนี้มีการโฆษณากันว่าบางเพียง 3 นิ้ว นั่นคือรูปแบบของโทรทัศน์ แต่ในอนาคตผมคิดว่าเราสามารถชมโทรทัศน์ได้นอกจากการชมจากจอโทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเราจะสามารถชมได้ทุกที่แม้แต่ฝาผนังบ้านก็ตาม ดังตัวอย่างของเราที่เป็นเว็บไซต์ ถ้าเชื่อมสัญญาณผ่านโปรเจคเตอร์แล้วฉายไปที่ฝาผนังมันก็ดูได้แล้ว อยู่ที่วันนี้เครื่องโปรเจคเตอร์ราคาเท่าไร แล้วต่อไปในอนาคตราคาเท่าไร ในอดีต 3-4 ปีที่ผ่านมาโปรเจคเตอร์ราคาเป็นแสน วันนี้ราคาอยู่ที่หลักหมื่น ผมเชื่อว่าในอนาคตคงลดลงเหลือแค่หลักพัน
            นอกจากจะชมย้อนหลังได้กว่า 8 ชั่วโมง และดูได้ทันทีแล้ว เรายังมีสาระข่าวสารให้ได้รับรู้ ที่สำคัญคือมีการแสดงข้อมูลผู้ชมว่าชมช่องไหนอย่างไร ซึ่งจะให้เฉพาะคนที่ได้รหัสจากเราเท่านั้น เช่น สมาชิกทั้งหมดหรือมีเดียเอเยนซี เพื่อรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนโฆษณาในอนาคต
            นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าถึงเราโดยตรงผ่านการติชมใน facebook.com/stat.tv สำหรับการติถ้าเข้าในหลักเกณฑ์ 4-5 ประการ ที่เรากำหนดไว้ ก็จะรวบรวมนำมาพิจารณาว่าควรเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ต่อไปหรือไม่
            อย่างไรก็ตามในเรื่องของเทคโนโลยีเราคงยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังมองไปถึงธุรกิจของ IPTV ซึ่งกำลังมองว่าจะเอาช่องรายการของเราทั้งหมดไปต่างประเทศได้อย่างไร เรากำลังพัฒนาเรื่องนี้อยู่ และคาดว่าในไม่ช้านี้ครับ
            เรื่องที่สองคือเรื่อง เศรษฐกิจ เราไปสะดุดติดอยู่ที่เรื่อง สถิติ เราดำเนินการ 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่วนแรกเราประสานกับ AGB Nielsen ขอเพิ่มตัวอย่างจาก 100 บ้าน เป็น 240 บ้าน ซึ่งเราก็เห็นว่ายังไม่พอและประสานงานกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ เพื่อฝากคำถามข้อหนึ่งว่า คุณดูโทรทัศน์ทางใดอันนี้น่าจะช่วยให้เราทราบข้อมูลพฤติกรรมการชมโทรทัศน์ในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังอยู่ในขั้นสอบถาม
            ส่วนที่สอง สมาคมฯ ได้มีการคุยกับ PSI, IPM และ DTV ที่จะทำข้อมูลผู้ชมว่ามีผู้ชมเท่าไร แล้วเอาข้อมูลแปลงใส่โปรแกรมมาเฉลี่ยดูว่ามีคนดูแต่ละช่องเท่าไร โดยทางสมาคมฯ ร่วมกันทำกับนักวิชาการ
            ประโยชน์ที่ได้คือจะได้รู้ว่าตกลงแล้วช่องไหนมีคนดูเท่าไรแน่ๆ เมื่อรู้ข้อมูลชัดเจน คนที่วางแผนโฆษณาก็ง่าย
            สำหรับด้านเศรษฐกิจ สมาคมฯ ได้รับความร่วมมืออย่างมากจากกระทรวงพาณิชย์ ให้เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน MIP TV 2011 ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน ซึ่งจัดที่ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส หลังจากเราได้ประกาศออกไปก็มีสมาชิกที่ต้องการให้ทางเราไปสร้างช่องทางการค้าการขาย 8 ช่องรายการด้วยกัน ได้แก่ Nation Channel, GMM Grammy, S channel, Gang Cartoon ,H plus, PSI, MVTV และ TAN Network ซึ่งเรามีแผนงานกับกระทรวงพาณิชย์ว่าเราจะของบตรงนี้ให้เราทุกปีเพื่อทำการส่งเสริมรายการของประเทศไทย
            เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง กฏหมาย ตามที่เริ่มมีการรับฟังความคิดเห็นการทำแผนแม่บท นำมาตราต่างๆ ที่ผ่านมาที่เห็นว่าควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เรื่องแรกก็คือ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 22 เรื่อง การส่งเงินไม่เกินร้อยละ 2 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายที่ได้จากการโฆษณาเข้ากองทุน ผมเรียนไปว่า ไม่ว่าจะเป็น 2%, 1%, 0.1% หรือ 0.001% ก็ตาม ล้านแต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะคุณต้องมีเจ้าหน้าที่ กสทช. จำนวนมากแค่ไหนมาตรวจว่า คำว่าร้อยละ 2 ตกลงแล้วบริษัทแต่ละบริษัทเขาจ่ายตามนี้จริงหรือไม่ ถ้าไม่จ่ายแล้วเอาไปไว้ไหน ต้องมีการประเมินกัน ส่วนผู้ประกอบกิจการก็คงไม่ต้องทำอะไร ต้องเอาแต่วิ่งหนี 2% คือตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเยอะๆ รับต่อๆ กันไป เราจึงคิดหาทางออกให้ว่า วิธีการคิดเปอร์เซ็นต์มันควรจะคิดว่าตกลงปีนี้เราควรต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อจะไปเข้ากองทุน แล้วเราก็จะมาดูว่าเราจะมาหารจากแต่ละช่องเท่าไร บางความคิดอาจบอกว่าหารเท่ากัน บางความคิดอาจจะเห็นว่าไม่ยุติธรรม เพราะบางช่องมาก บางช่องน้อย มันก็มีอีกแนวทางหนึ่งคือ ทาง กสทช.เองคงต้องทำวิจัยกันมาว่า ในปีหนึ่งมีคนดูช่องไหนเท่าไรแล้วก็จ่ายตามนั้น
            มาตรา 23 กับ มาตรา 28 เราได้พูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า แบบที่ใช้คลื่นความถี่ ให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที แบบไม่ใช่คลื่นความถี่ ให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 6 นาที
            มาตรา 30 ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิดในการกระทำของผู้อำนวยการสถานี ซึ่งผมเคยชี้แจงไปแล้วว่าเป็นกฎหมายเก่า เสมือนกับ ปร.42 ของ พ.ร.บ.การพิมพ์แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 45, 46 ระบุว่าไม่สามารถจะไปแทรกแซงความคิดเห็นของพนักงานและลูกจ้างได้
(รูป)
            มาตรา 35 เขียนไว้ว่า กรณีที่มีภัยพิบัติ หรือมีเหตุฉุกเฉิน หรือมีกรณีอื่น ตามที่คณะกรรมการประกาศให้มีความจำเป็น ต้องออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยให้ประชาชนทราบ
          จะเห็นได้ว่าเรื่องภัยพิบัติทุกช่องออกหมด ยิ่งภัยพิบัติใหญ่ยิ่งต้องออก แม้กระทั่งที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหว โรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่ญี่ปุ่น เราก็ออกอากาศกันนะครับ แต่คำว่า หรือมีเหตุฉุกเฉิน ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ารัฐบาลประกาศว่า มีเหตุฉุกเฉินแล้วมันแปลว่าฉุกเฉินจริงหรือไม่ และคำว่า ฉุกเฉินแปลว่าอะไร ถ้าคำว่าฉุกเฉินหมายถึงว่ารัฐบาลสั่งให้ออกประกาศได้ แล้วสามารถที่จะยุติรายการหรือการนำเสนอข่าวสารได้ ตรงนี้ผมถือว่าสิทธิเสรีภาพมันขาดหายไป
            พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
            จะเห็นได้ว่าเรื่องภัยพิบัติทุกช่องออกหมด ยิ่งภัยพิบัติใหญ่ยิ่งต้องออก แม้กระทั่งที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหว โรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่ญี่ปุ่น เราก็ออกอากาศกันนะครับ แต่คำว่า หรือมีเหตุฉุกเฉิน ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ารัฐบาลประกาศว่า มีเหตุฉุกเฉินแล้วมันแปลว่าฉุกเฉินจริงหรือไม่ และคำว่า ฉุกเฉิน แปลว่าอะไร ถ้าคำว่าฉุกเฉินหมายถึงว่ารัฐบาลสั่งให้ออกอากาศได้ แต่ถ้ารัฐบาลประกาศว่าฉุกเฉิน ทั้งๆที่ไม่ฉุกเฉิน แล้วสามารถที่จะยุติรายการหรือการนำเสนอข่าวสารได้ ตรงนี้ผมถือว่าสิทธิเสรีภาพมันขาดหายไป
            พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เป็นอีกฉบับที่เราต้องพูดถึงมาตรา 6 การกำหนดจำนวน กสทช. ว่ามี 11 คน โดยให้ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวน 1 คน กิจการโทรทัศน์จำนวน 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน ทั้งหมดรวมเป็น 4 คน ก็ดูดีนะครับ อย่างน้อยยังได้เข้าไปให้ความเห็นบ้าง แม้จะโหวตแพ้ก็ยังมีความเห็น
            แต่ถ้าดูมาตรา 7 วงเล็บ 112 แล้วกลายเป็นว่าเราไม่ได้เข้าไปเลย เพราะว่าผู้ที่จะได้เข้าไปต้อง ไม่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาพนักงาน หรือหุ้นส่วนของบริษัทให้ หรือห้างหุ้นส่วนใดมาก่อน อันนี้ถือเป็นการจำกัดสิทธิ์พวกเรามากพอสมควร
            ถามว่าทำไมไม่หยุดไปก่อน 1 ปี ก็ตอบได้ว่า วันนี้บุคลากรทางด้านโทรทัศน์มีจำกัด มีน้อยมาก เพราะโทรทัศน์เปิดทำการเกือบ 200 สถานีแล้ว ผู้บริหารที่ผมเคยเห็นๆ ที่เคยทำงานด้วยกันก็มีงานทำกันหมด คงมีบางกลุ่มเท่านั้นที่ไม่มีงานทำ มันเหมือนกับเป็นการสร้างกำแพงกั้นคุณสมบัติของผู้มีประสบการณ์ เพราะเขาบอกห้างหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน แต่ถ้าเป็น องค์กรของรัฐไม่เป็นไร เพราะว่าองค์กรของรัฐอาจรวมไปถึง ทีวีไทย และ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องดูว่ามีพวกนี้เข้ามาสมัครไหม เพราะตอนที่คิดเรื่องนี้พวกนี้เข้ามาสมัครไหม เพราะตอนที่คิดเรื่องนี้พวกนี้เป็นการกรรมการอยู่ พอร่างระเบียบเสร็จแล้วก็เข้ามาสมัคร ก็แปลว่าทำให้กับตัวเอง ใช่หรือไม่ อันนี้สำคัญมาก
            มาตรา 41 วิธีการมอบใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ เรื่องนี้มีขั้นตอนมากเกินไป แล้วกำหนดให้ใช้ การประมูล ผมเคยเรียนไปแล้วว่า การประมูลคลื่อนั้น ไม่เคยให้เงินมากไปกว่าการคิดค่าธรรมเนียมเพราะว่าจะมีแต่ตัวเลข พอถึงเวลาแล้วตัวเลขสวยๆ นั้นไม่สามารถแปลงเป็นเงินได้ อย่างเช่น กรมประชาสัมพันธ์เคยประมูลวิทยุ ตัวเลขสวยมาก แต่จริงๆ แล้วมีแต่หนี้ ต่อมา อสมท. ก็ทำเหมือนกันในการประมูลทีวี รายการที่ต้องลงทุนมากก็ต้องให้เงินน้อยจนไม่สามารถอยู่ได้ ท้ายที่สุดแล้วรายการที่ให้เงินมากที่สุดก็ติดหนี้จนไม่สามารถอยู่ที่ อสมท. เพราะต้องเอาเงินไปให้ค่าออกอากาศจนหมด ส่วนหนี้สินเท่าไรช่างมัน ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมสักเท่าไร สำหรับรายนี้เห็นได้ชัดเจน
            นอกจากนั้นเรายังมีการคุยกันถึงว่า เราจะมีการจัดงาน 2 3 งานด้วย งานแรกคือ งานครบรอบ 2 ปีสมาคมฯ ให้เดือนมิถุนายน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก ให้มีการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้และเป็นการหารายได้ให้กับสมาคมฯ
            งานที่สองคืองาน Thailand Broadcasting โดยอาจจะร่วมกับทาง CASBAA ขณะนี้ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ชุดหนึ่งเพื่อให้ดำเนินงานต่อไป
            ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ได้ประชุมกันในวันนั้น แล้วได้มีการขอมติที่ประชุมให้ทำงานตามนโยบายของสมาคม ฯ คือ ด้านกฎหมาย, ด้านเทคโนโลยี และด้านสังคม การเมือง โดยมีการร่วมมือกับคณะกรรมการกสทช. ในการร่างแผนแม่บทเพื่อประกาศใช้ในการดำเนินงาน ถ้าเขาเชิญเราไปเราก็ไป แต่ถ้าเขาไม่เชิญเรา เราก็จะไป เพราะว่าถ้าแผนแม่บทออกมาดี เราก็จะสบายใจกันไปตลอด อีกสิ่งหนึ่งคือเราต้องพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาดูแลตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพรายการ และการโฆษณาให้เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ซึ่งยังไม่ยอมรับอยู่ในขณะนี้
            ทางด้านเศรษฐกิจ เราจะผลักดันถวาย โครงการความจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา 84 พรรษาร่วมกับ สสส.ซึ่งจะทำก็ต่อเมื่อ สสส.ให้งบประมาณมา
            ผมคิดว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นการรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีและการดำเนินการด้านกฎหมายในอนาคต และเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดาวเทียมให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น