สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม
(ประเทศไทย) สมัยสามัญประจำปี 2554
วันที่
25 มีนาคม 2554 ณ ห้องลาดพร้าว โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ
สาระสำคัญที่น่าสนใจของการประชุมครั้งนี้ก็คือ
การลงนามบันทึกความเข้าใจและมีการแถลงข่าวการจัดทำเว็บไซต์สมาคมฯ เพื่อรับชมช่องรายการของสมาชิกได้ทุกช่อง
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานด้านเทคโนโลยี ขณะนี้ใครก็ตามที่ได้เปิด www.stat.or.th จะมีรายการโทรทัศน์ดาวเทียมรอให้คุณชมมากถึง
65 ช่อง แบ่งเป็น 6 กลุ่มรายการคือ ข่าว ภาพยนตร์ เพลง วาไรตี้บันเทิง สาระ
และรายการเด็ก
ธรรมดาแล้วคนจะไม่ค่อยเปิดโทรทัศน์ดูกันทางเว็บไซต์
แต่ของเราเปิดแล้ว ชมได้ทันที ไม่ต้องรอ ที่พิเศษคือ สามารถชมย้อนหลังได้ 8 ชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นการปฎิวัติการรับชมโทรทัศน์ดาวเทียมรูปแบบใหม่เลยทีเดียว
เราเคยเห็นโทรทัศน์รุ่นเดิมๆ
เป็นตู้สี่เหลี่ยม ส่วนรุ่นใหม่ก็ค่อยๆ บางลง
จนกระทั้งวันนี้มีการโฆษณากันว่าบางเพียง 3 นิ้ว นั่นคือรูปแบบของโทรทัศน์
แต่ในอนาคตผมคิดว่าเราสามารถชมโทรทัศน์ได้นอกจากการชมจากจอโทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียว
ซึ่งเราจะสามารถชมได้ทุกที่แม้แต่ฝาผนังบ้านก็ตาม
ดังตัวอย่างของเราที่เป็นเว็บไซต์ ถ้าเชื่อมสัญญาณผ่านโปรเจคเตอร์แล้วฉายไปที่ฝาผนังมันก็ดูได้แล้ว
อยู่ที่วันนี้เครื่องโปรเจคเตอร์ราคาเท่าไร แล้วต่อไปในอนาคตราคาเท่าไร ในอดีต 3-4
ปีที่ผ่านมาโปรเจคเตอร์ราคาเป็นแสน วันนี้ราคาอยู่ที่หลักหมื่น
ผมเชื่อว่าในอนาคตคงลดลงเหลือแค่หลักพัน
นอกจากจะชมย้อนหลังได้กว่า 8 ชั่วโมง
และดูได้ทันทีแล้ว เรายังมีสาระข่าวสารให้ได้รับรู้
ที่สำคัญคือมีการแสดงข้อมูลผู้ชมว่าชมช่องไหนอย่างไร
ซึ่งจะให้เฉพาะคนที่ได้รหัสจากเราเท่านั้น เช่น สมาชิกทั้งหมดหรือมีเดียเอเยนซี
เพื่อรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนโฆษณาในอนาคต
นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าถึงเราโดยตรงผ่านการติชมใน
facebook.com/stat.tv
สำหรับการติถ้าเข้าในหลักเกณฑ์
4-5 ประการ ที่เรากำหนดไว้ ก็จะรวบรวมนำมาพิจารณาว่าควรเป็นสมาชิกของสมาคมฯ
ต่อไปหรือไม่
อย่างไรก็ตามในเรื่องของเทคโนโลยีเราคงยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้
เรายังมองไปถึงธุรกิจของ IPTV ซึ่งกำลังมองว่าจะเอาช่องรายการของเราทั้งหมดไปต่างประเทศได้อย่างไร
เรากำลังพัฒนาเรื่องนี้อยู่ และคาดว่าในไม่ช้านี้ครับ
เรื่องที่สองคือเรื่อง เศรษฐกิจ เราไปสะดุดติดอยู่ที่เรื่อง
สถิติ เราดำเนินการ 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่วนแรกเราประสานกับ AGB Nielsen ขอเพิ่มตัวอย่างจาก 100 บ้าน เป็น 240 บ้าน
ซึ่งเราก็เห็นว่ายังไม่พอและประสานงานกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ
เพื่อฝากคำถามข้อหนึ่งว่า “คุณดูโทรทัศน์ทางใด” อันนี้น่าจะช่วยให้เราทราบข้อมูลพฤติกรรมการชมโทรทัศน์ในประเทศไทย
ซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังอยู่ในขั้นสอบถาม
ส่วนที่สอง สมาคมฯ ได้มีการคุยกับ PSI, IPM และ DTV ที่จะทำข้อมูลผู้ชมว่ามีผู้ชมเท่าไร
แล้วเอาข้อมูลแปลงใส่โปรแกรมมาเฉลี่ยดูว่ามีคนดูแต่ละช่องเท่าไร โดยทางสมาคมฯ
ร่วมกันทำกับนักวิชาการ
ประโยชน์ที่ได้คือจะได้รู้ว่าตกลงแล้วช่องไหนมีคนดูเท่าไรแน่ๆ
เมื่อรู้ข้อมูลชัดเจน คนที่วางแผนโฆษณาก็ง่าย
สำหรับด้านเศรษฐกิจ สมาคมฯ
ได้รับความร่วมมืออย่างมากจากกระทรวงพาณิชย์ ให้เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน MIP TV 2011 ระหว่างวันที่
4-7 เมษายน ซึ่งจัดที่ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส หลังจากเราได้ประกาศออกไปก็มีสมาชิกที่ต้องการให้ทางเราไปสร้างช่องทางการค้าการขาย
8 ช่องรายการด้วยกัน ได้แก่ Nation Channel, GMM Grammy, S channel, Gang Cartoon ,H plus, PSI, MVTV และ TAN
Network ซึ่งเรามีแผนงานกับกระทรวงพาณิชย์ว่าเราจะของบตรงนี้ให้เราทุกปีเพื่อทำการส่งเสริมรายการของประเทศไทย
เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง กฏหมาย ตามที่เริ่มมีการรับฟังความคิดเห็นการทำแผนแม่บท
นำมาตราต่างๆ ที่ผ่านมาที่เห็นว่าควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เรื่องแรกก็คือ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์
พ.ศ.2551 มาตรา 22 เรื่อง การส่งเงินไม่เกินร้อยละ 2
ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายที่ได้จากการโฆษณาเข้ากองทุน ผมเรียนไปว่า
ไม่ว่าจะเป็น 2%,
1%, 0.1% หรือ 0.001% ก็ตาม
ล้านแต่เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะคุณต้องมีเจ้าหน้าที่ กสทช.
จำนวนมากแค่ไหนมาตรวจว่า คำว่าร้อยละ 2
ตกลงแล้วบริษัทแต่ละบริษัทเขาจ่ายตามนี้จริงหรือไม่ ถ้าไม่จ่ายแล้วเอาไปไว้ไหน
ต้องมีการประเมินกัน ส่วนผู้ประกอบกิจการก็คงไม่ต้องทำอะไร ต้องเอาแต่วิ่งหนี 2% คือตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเยอะๆ
รับต่อๆ กันไป เราจึงคิดหาทางออกให้ว่า
วิธีการคิดเปอร์เซ็นต์มันควรจะคิดว่าตกลงปีนี้เราควรต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อจะไปเข้ากองทุน
แล้วเราก็จะมาดูว่าเราจะมาหารจากแต่ละช่องเท่าไร บางความคิดอาจบอกว่าหารเท่ากัน
บางความคิดอาจจะเห็นว่าไม่ยุติธรรม เพราะบางช่องมาก บางช่องน้อย
มันก็มีอีกแนวทางหนึ่งคือ ทาง กสทช.เองคงต้องทำวิจัยกันมาว่า
ในปีหนึ่งมีคนดูช่องไหนเท่าไรแล้วก็จ่ายตามนั้น
มาตรา 23 กับ มาตรา 28 เราได้พูดกันมาหลายครั้งแล้วว่า
แบบที่ใช้คลื่นความถี่ ให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาที แบบไม่ใช่คลื่นความถี่
ให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 6 นาที
มาตรา 30
ผู้รับใบอนุญาตต้องรับผิดในการกระทำของผู้อำนวยการสถานี
ซึ่งผมเคยชี้แจงไปแล้วว่าเป็นกฎหมายเก่า เสมือนกับ ปร.42 ของ
พ.ร.บ.การพิมพ์แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 45, 46
ระบุว่าไม่สามารถจะไปแทรกแซงความคิดเห็นของพนักงานและลูกจ้างได้
(รูป)
มาตรา 35 เขียนไว้ว่า กรณีที่มีภัยพิบัติ
หรือมีเหตุฉุกเฉิน หรือมีกรณีอื่น ตามที่คณะกรรมการประกาศให้มีความจำเป็น
ต้องออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยให้ประชาชนทราบ
จะเห็นได้ว่าเรื่องภัยพิบัติทุกช่องออกหมด
ยิ่งภัยพิบัติใหญ่ยิ่งต้องออก แม้กระทั่งที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหว
โรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่ญี่ปุ่น เราก็ออกอากาศกันนะครับ แต่คำว่า หรือมีเหตุฉุกเฉิน
ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ารัฐบาลประกาศว่า
มีเหตุฉุกเฉินแล้วมันแปลว่าฉุกเฉินจริงหรือไม่ และคำว่า “ฉุกเฉิน”
แปลว่าอะไร
ถ้าคำว่าฉุกเฉินหมายถึงว่ารัฐบาลสั่งให้ออกประกาศได้
แล้วสามารถที่จะยุติรายการหรือการนำเสนอข่าวสารได้ ตรงนี้ผมถือว่าสิทธิเสรีภาพมันขาดหายไป
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
จะเห็นได้ว่าเรื่องภัยพิบัติทุกช่องออกหมด
ยิ่งภัยพิบัติใหญ่ยิ่งต้องออก แม้กระทั่งที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหว
โรงไฟฟ้าปรมาณูระเบิดที่ญี่ปุ่น เราก็ออกอากาศกันนะครับ แต่คำว่า หรือมีเหตุฉุกเฉิน
ทำให้เราไม่สบายใจ เพราะถ้ารัฐบาลประกาศว่า
มีเหตุฉุกเฉินแล้วมันแปลว่าฉุกเฉินจริงหรือไม่ และคำว่า “ฉุกเฉิน”
แปลว่าอะไร ถ้าคำว่าฉุกเฉินหมายถึงว่ารัฐบาลสั่งให้ออกอากาศได้
แต่ถ้ารัฐบาลประกาศว่าฉุกเฉิน ทั้งๆที่ไม่ฉุกเฉิน
แล้วสามารถที่จะยุติรายการหรือการนำเสนอข่าวสารได้
ตรงนี้ผมถือว่าสิทธิเสรีภาพมันขาดหายไป
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เป็นอีกฉบับที่เราต้องพูดถึงมาตรา
6 การกำหนดจำนวน กสทช. ว่ามี 11 คน
โดยให้ผู้ที่มีผลงานหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวน
1 คน กิจการโทรทัศน์จำนวน 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน ทั้งหมดรวมเป็น 4 คน
ก็ดูดีนะครับ อย่างน้อยยังได้เข้าไปให้ความเห็นบ้าง แม้จะโหวตแพ้ก็ยังมีความเห็น
แต่ถ้าดูมาตรา 7 วงเล็บ 112
แล้วกลายเป็นว่าเราไม่ได้เข้าไปเลย เพราะว่าผู้ที่จะได้เข้าไปต้อง ไม่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ
ผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาพนักงาน หรือหุ้นส่วนของบริษัทให้
หรือห้างหุ้นส่วนใดมาก่อน อันนี้ถือเป็นการจำกัดสิทธิ์พวกเรามากพอสมควร
ถามว่าทำไมไม่หยุดไปก่อน 1 ปี
ก็ตอบได้ว่า วันนี้บุคลากรทางด้านโทรทัศน์มีจำกัด มีน้อยมาก
เพราะโทรทัศน์เปิดทำการเกือบ 200 สถานีแล้ว ผู้บริหารที่ผมเคยเห็นๆ
ที่เคยทำงานด้วยกันก็มีงานทำกันหมด คงมีบางกลุ่มเท่านั้นที่ไม่มีงานทำ
มันเหมือนกับเป็นการสร้างกำแพงกั้นคุณสมบัติของผู้มีประสบการณ์ เพราะเขาบอกห้างหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
แต่ถ้าเป็น องค์กรของรัฐไม่เป็นไร เพราะว่าองค์กรของรัฐอาจรวมไปถึง ทีวีไทย
และ กรมประชาสัมพันธ์ ต้องดูว่ามีพวกนี้เข้ามาสมัครไหม
เพราะตอนที่คิดเรื่องนี้พวกนี้เข้ามาสมัครไหม
เพราะตอนที่คิดเรื่องนี้พวกนี้เป็นการกรรมการอยู่ พอร่างระเบียบเสร็จแล้วก็เข้ามาสมัคร
ก็แปลว่าทำให้กับตัวเอง ใช่หรือไม่ อันนี้สำคัญมาก
มาตรา 41 วิธีการมอบใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่
เรื่องนี้มีขั้นตอนมากเกินไป แล้วกำหนดให้ใช้ การประมูล ผมเคยเรียนไปแล้วว่า
การประมูลคลื่อนั้น ไม่เคยให้เงินมากไปกว่าการคิดค่าธรรมเนียมเพราะว่าจะมีแต่ตัวเลข
พอถึงเวลาแล้วตัวเลขสวยๆ นั้นไม่สามารถแปลงเป็นเงินได้ อย่างเช่น
กรมประชาสัมพันธ์เคยประมูลวิทยุ ตัวเลขสวยมาก แต่จริงๆ แล้วมีแต่หนี้ ต่อมา อสมท.
ก็ทำเหมือนกันในการประมูลทีวี รายการที่ต้องลงทุนมากก็ต้องให้เงินน้อยจนไม่สามารถอยู่ได้
ท้ายที่สุดแล้วรายการที่ให้เงินมากที่สุดก็ติดหนี้จนไม่สามารถอยู่ที่ อสมท.
เพราะต้องเอาเงินไปให้ค่าออกอากาศจนหมด ส่วนหนี้สินเท่าไรช่างมัน
ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมสักเท่าไร สำหรับรายนี้เห็นได้ชัดเจน
นอกจากนั้นเรายังมีการคุยกันถึงว่า
เราจะมีการจัดงาน 2 – 3 งานด้วย งานแรกคือ งานครบรอบ 2 ปีสมาคมฯ ให้เดือนมิถุนายน
เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก
ให้มีการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้และเป็นการหารายได้ให้กับสมาคมฯ
งานที่สองคืองาน Thailand
Broadcasting โดยอาจจะร่วมกับทาง CASBAA ขณะนี้ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ชุดหนึ่งเพื่อให้ดำเนินงานต่อไป
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ได้ประชุมกันในวันนั้น
แล้วได้มีการขอมติที่ประชุมให้ทำงานตามนโยบายของสมาคม ฯ คือ ด้านกฎหมาย, ด้านเทคโนโลยี
และด้านสังคม การเมือง โดยมีการร่วมมือกับคณะกรรมการกสทช. ในการร่างแผนแม่บทเพื่อประกาศใช้ในการดำเนินงาน
ถ้าเขาเชิญเราไปเราก็ไป แต่ถ้าเขาไม่เชิญเรา เราก็จะไป เพราะว่าถ้าแผนแม่บทออกมาดี
เราก็จะสบายใจกันไปตลอด
อีกสิ่งหนึ่งคือเราต้องพยายามกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาดูแลตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม
เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพรายการ
และการโฆษณาให้เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ซึ่งยังไม่ยอมรับอยู่ในขณะนี้
ทางด้านเศรษฐกิจ เราจะผลักดันถวาย โครงการความจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา 84 พรรษาร่วมกับ สสส.ซึ่งจะทำก็ต่อเมื่อ
สสส.ให้งบประมาณมา
ผมคิดว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นการรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีและการดำเนินการด้านกฎหมายในอนาคต
และเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดาวเทียมให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนต่อไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น