วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฟรีทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร? ..เขียนเมื่อ ก.พ.56


ฟรีทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร?”
ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ
ดิจิตอลทีวีไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยเพราะเรามีการให้บริการมานานแล้ว  วันนี้การส่งภาพโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมลงถึงบ้านเป็นดิจิตอลหมดแล้ว  สังเกตได้จากความชัดเจนของสัญญาณภาพจะไม่มีภาพซ้อน ภาพเต้น  ส่วนชัดมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับคุณภาพโทรทัศน์ที่บ้านซึ่งยังเป็นระบบดั้งเดิมอยู่ (อานาล็อค)  ถ้าสัญญาณภาพมีปัญหาก็จะเห็นช่องสี่เหลี่ยม
            พ.อ.นที ศุกลรัตน์  ประธาน กสท. ประกาศว่าได้เลือกดิจิตอลระบบยุโรปหรือ DVB-T2  ให้เป็นเทคโนโลยีสำหรับดิจิตอลฟรีทีวีภาคพื้นดินในประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบที่จะมาทดแทนระบบปัจจุบันที่ชมผ่านเสาอากาศ ระบบนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้วในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 
           พ.อ. นที  กล่าวว่า ทุกฝ่ายพยายามเร่งรัดเพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเป้าหมายเดิมจะเปิดประมูลทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2556 ส่วนประเภทชุมชน 12 ช่องปลายปี 2556 ประเภทสาธารณะ 12 ช่องกลางปี 2556”
         17 กุมภาพันธ์ 2556  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง ทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร? เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ โดยมีนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา 
         ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สว. สมชาย แสวงการ ประธานประธาน กก. สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา  ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมฯ  นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กก. ผอ. เนชั่น และ ดร.สุภาพร โพธิ์แก้ว อาจารย์ภาควิชาสื่อสารมวลชน จุฬาฯ 
         คุณก่อเขต เกริ่นว่าช่วงนี้เป็นเวลาสำคัญในการเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหา โดยเฉพาะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ไปเป็นช่องโทรทัศน์ดิจิตอลเพื่อสาธารณะจำนวน 12 ช่อง จึงเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม กสทช. และ กสท.  เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปิดให้ยื่นขอฟรีทีวีดิจิตอลเพื่อการบริการสาธารณะ ด้วยวิธีการคัดเลือกผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด (beauty contest) ในเดือนพฤษภา  2556 แต่แท้จริงแล้วยังขาดรายละเอียดอีกมาก รวมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
          สว. สมชาย เห็นว่าปัญหาหลักของการปฏิรูปสื่อ คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่ถูกครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กองทัพ ,กรมประชาสัมพันธ์ และอสมท.  แต่จะเห็นได้ว่าทั้งรายการและข่าวเป็นกิจการที่เช่าช่วงไปดำเนินการทั้งสิ้น  ดังนั้น  กสทช. ควรเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
          ทั้งนี้ สว. สมชาย  ขอให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพ.ร.บ. ประกอบการวิทยุโทรทัศน์ 2551 และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  2553   ที่ให้อำนาจ กสทช.ทั้ง 11 คน ทำงานร่วมกันในการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาจัดสรรคลื่นฯ ในกิจการที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  แต่การทำงานที่ผ่านมา กสทช. กลับแบ่งแยกการทำงานเป็น 2 คณะ  ตนเห็นว่า กสทช.ทั้งคณะ 11 คน ควรพิจารณาประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนร่วมกัน ไม่ควรพิจารณาหรือตัดสินใจกันฝ่ายเดียว
            ส่วนการออกใบอนุญาตฟรีทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะจะต้องดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นสื่อ "สาธารณะ" ไม่ใช่เพียงรับฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่แต่งตั้งขึ้นเท่านั้น เพราะหากพิจารณารายชื่อบุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการฯ ของ กสทช.ในขณะนี้ จะเชื่อมโยงกลุ่มทุนเดิมและบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ ที่มีแนวโน้มจะขอสัมปทานทั้งสิ้น 
         คุณอดิศักดิ์   แปลกใจที่ว่าทำไมยังไม่เห็นมีกระบวนการใดๆ ของ กสทช. ที่เปิดโอกาสให้สังคม หรือสาธารณะ มีส่วนร่วมพิจารณาประกาศหลักเกณฑ์ช่องทีวีสาธารณะ  ถ้า กสทช.  กำหนดให้หน่วยราชการได้ครอบครองช่องสาธารณะทั้ง 12 ช่อง ก็จะย้อนไปสู่ยุคก่อนเพราะผู้ที่จะถือใบอนุญาตคือสื่อของรัฐ  ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อที่ต้องการให้รัฐถือครองคลื่นน้อยลง กระจายอำนาจให้สาธารณะมากขึ้น  
           ส่วนแนวคิดที่ให้หน่วยงานของรัฐจะสามารถหากำไรจากการโฆษณาได้นั้น  ก็ไม่ต่างอะไรกับโทรทัศน์ประเภทธุรกิจ ควรจะต้องอยู่ในระบบแข่งขันแบบเดียวกับสื่อเอกชนเพื่อให้เป็นการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมหรือไม่  สำหรับการคัดเลือกช่องรายการจากข้อเสนอที่ดีที่สุดนั้นจะกำหนดมาตรการอย่างไรเพราะแต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน  คุณอดิศักดิ์ กล่าวสรุปว่า หากเป็นไปได้ กสทช.ยังไม่ควรจะรีบพิจารณา ควรเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม
        ดร.นิพนธ์  อ้างงานวิจัยทีวีสาธารณะว่า[i]  ปรัชญาพื้นฐานของสื่อสาธารณะคือ การเป็นระบบการแพร่ภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ชม  ซึ่งย่อมเป็นไปได้ยากหากสื่อกระจายเสียงดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของภาครัฐเนื่องจากภาครัฐย่อมต้องการให้สื่อเผยแพร่ข้อมูล หรือต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณาของภาคธุรกิจเอกชน
         นอกจากนี้ยังอ้างงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพว่า [ii]  คุณสมบัติมาตรฐานของโครงสร้างองค์กร(สาธารณะ)ข่าววิชาชีพควรมีฐานะเป็นองค์กรสาธารณะที่เป็นอิสระ  จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่ออกอากาศ  จำเป็นต้องมีรายได้จากรัฐโดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ ต้องมีคณะกรรมการบริหารที่มีคุณสมบัติหลากหลายและต้องจัดตั้งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้หมายถึง อ.ส.ม.ท. และกรมประชาสัมพันธ์  
            กราฟแผ่นแสดงสถิติผู้ชมร้อยละของผู้ชมฟรีทีวีภาคพื้นดินตลอด 5 ปี ว่าผู้ชมเอ็นบีทีหรือช่อง 11 มีผู้ชมน้อยที่สุดในจำนวนฟรีทีวี 6 ช่อง  และมีผู้ชมลดลงตามลำดับจากสัดส่วนผู้ชมร้อยละ 4.55 เมื่อปี พ.ศ. 2551 เหลือ 1.95 ในปี 2555  ส่วนทีวีไทยมีผู้ชมลดลงตามลำดับเช่นกันจาก 6.59 เมื่อปี พ.ศ. 2551  เป็น 4.00  ในปี 2555  แสดงให้เห็นว่าช่อง 11 ที่ทำหน้าที่ชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐภายใต้การครอบงำทางการเมืองซึ่งจะไม่ได้ประโยชน์ต่อผู้ชมเท่าที่ควรถูกทอดทิ้ง  เพราะผู้ชมมีโอกาสได้ชมโทรทัศน์แตกต่างหลากหลายจากเคเบิลและโทรทัศน์ดาวเทียม (Cab/Sat)  หากโทรทัศน์ช่องสาธารณะถูกจัดให้เป็นสื่อของรัฐเช่นเดียวกันก็จะไม่มีอะไรต่างกันกับความเป็นจริงที่ผ่านมา  
           ส่วนกราฟสามเหลี่ยมแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ชมโทรทัศน์ พ.ศ. 2555  ว่ายังมีผู้ชมโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศอยู่ร้อยละ 36 ของบ้านผู้ชมโทรทัศน์ในประเทศ  ทั้งที่วันนี้ไม่มีบริการติดตั้งและจำหน่ายเสาอากาศโทรทัศน์แล้วก็ตาม  ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้  เห็นว่าเป็นกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ที่ด้อยโอกาสเลือกชมโทรทัศน์ด้วยวิธีการอื่น 
          ดร. นิพนธ์  ยังได้อ้างอิงงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพอีกว่า  ประชากรกลุ่มพื้นฐาน (ด้อยโอกาส) ไม่มีความพยายามรับข่าวสาร  หรือมีความพยายามรับข่าวสารแบบไม่จงใจ เป็นผลให้ กระบวนการที่สื่อจะเสนอข่าวให้เข้าถึงกลุ่มพื้นฐานโดยตรงดำเนินการได้ยาก  ลักษณะการรับรู้  ความพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาและจังหวะในการสื่อสารมีจำกัด ดั้งนั้นการนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนความเชื่อประชากรกลุ่มพื้นฐานนี้ไม่มีพลัง  เว้นแต่จะนำเสนอโดยผ่านผู้นำสังคมหรือผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เปิดรับในช่วงละครหลังข่าว
         ดร. นิพนธ์  สรุปโดยเสนอให้ กสทช. กำหนดเป้าหมายการคัดสรรอย่างไรเพื่อให้ฟรีทีวีสาธารณะได้องค์กรที่มีนโยบายและวิธีการที่มีรายได้โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลอื่นๆ เช่น กลุ่มทุนทางการเมือง   และมีนโยบายเข้าถึงกลุ่มประชากรผู้รับสารด้อยโอกาส  เช่น  เข้าถึงประชากรกลุ่มพื้นฐาน  โดยเฉพาะเข้าถึงผู้ที่มีปัญหาและปฏิเสธการบริโภคข่าวสารหรือมีความพยายามบริโภคน้อย มีข้อจำกัดทางด้านการทำความเข้าใจ หรือมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพวันต่อวันมากกว่ารับข้อมูลข่าวสาร  และเข้าถึงประชากรกลุ่มอื่นที่ถูกละเลยเช่น กลุ่มนักศึกษา ที่ไม่สนใจสื่อกระแสหลัก
         ดร.สุภาพร   เห็นว่าก่อนการให้ใบอนุญาต หรือ เปิดประมูล สิ่งสำคัญ คือการทำวิจัยและศึกษาเชิงวิชาการด้านภูมิทัศน์สื่อให้ชัดเจนว่า สิ่งที่กำลังดำเนินการ จะให้ใครทำ ทำไปเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร  มีผลการศึกษาทางวิชาการสนับสนุนอย่างไรเมื่อดำเนินการไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร รวมวิสัยทัศน์ของประเทศเป็นอย่างไร  
          ดร. สุภาพร กล่าวอีกว่า "ขณะที่กรอบเวลาการยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ จะเริ่มในเดือนมีนาคมนี้  มองว่า กสท.ควรถอยออกมาก่อน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานวิจัยอย่างรอบด้าน ก่อนการให้ใบอนุญาต เพราะไม่เช่นนั้นจะเปิดโอกาสให้มีการครอบครองคลื่นฯ ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงให้รัฐ และใช้เป็นเครื่องมือหากิน โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ"  
         ผศ.ดร. ธวัชชัย  กล่าวว่าหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตกิจการวิทยุและโทรทัศน์ จะมีความโปร่งใส มากกว่าระบบสัมปทานในอดีต  แต่ขณะนี้ยังไม่สรุปหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านจึงรับว่าจะนำข้อวิตกทั้งหมดไปหารือใน  กสทช. ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การรับฟังความเห็นสาธารณะ คิดว่าจะช่วยให้ได้ข้อมูลรอบด้านมาก และคิดว่าเสียงจากสาธารณะจะมีความสำคัญ เพราะจะเป็นตัวช่วยกำหนดให้เกิดความเป็นธรรม  โดยส่วนตัวก็เห็นว่า กสทช. ควรถอยเรื่องนี้ออกมาก่อนเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุด
ฟรีทีวีสาธารณะ ไม่ควรจะเป็นของรัฐหรือของใคร  แต่ควรจะกระจายให้เป็นช่องรายการของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ  เช่น ความมั่นคง หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม  และประโยชน์สาธารณะ ฯลฯ กลุ่มละช่อง   


[i]  ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์และวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สื่อสาธารณะแนวคิด บทบาท และความเป็นไปได้ในประเทศไทย
[ii]  ดร. นิพนธ์  นาคสมภพ. ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง การศึกษาความเป็นวิชาชีพขององค์กรข่าว.  2547  หน้า  217,227

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น