“ฟรีทีวีสาธารณะ
(ดิจิตอล) เพื่อใคร?”
ดร. นิพนธ์ นาคสมภพ
ดิจิตอลทีวีไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยเพราะเรามีการให้บริการมานานแล้ว วันนี้การส่งภาพโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมลงถึงบ้านเป็นดิจิตอลหมดแล้ว
สังเกตได้จากความชัดเจนของสัญญาณภาพจะไม่มีภาพซ้อน ภาพเต้น ส่วนชัดมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับคุณภาพโทรทัศน์ที่บ้านซึ่งยังเป็นระบบดั้งเดิมอยู่
(อานาล็อค)
ถ้าสัญญาณภาพมีปัญหาก็จะเห็นช่องสี่เหลี่ยม
พ.อ.นที
ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. ประกาศว่าได้เลือกดิจิตอลระบบยุโรปหรือ
DVB-T2 ให้เป็นเทคโนโลยีสำหรับดิจิตอลฟรีทีวีภาคพื้นดินในประเทศไทย
ซึ่งเป็นระบบที่จะมาทดแทนระบบปัจจุบันที่ชมผ่านเสาอากาศ ระบบนี้ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้วในการประชุม
ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555
พ.อ. นที กล่าวว่า “ทุกฝ่ายพยายามเร่งรัดเพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปเป็นระบบดิจิตอล
แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย โดยเป้าหมายเดิมจะเปิดประมูลทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ
24 ช่อง ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2556 ส่วนประเภทชุมชน 12 ช่องปลายปี 2556 ประเภทสาธารณะ 12 ช่องกลางปี 2556”
17 กุมภาพันธ์ 2556 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้มีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ทีวีสาธารณะ (ดิจิตอล) เพื่อใคร?” เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ
โดยมีนายผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย สว. สมชาย แสวงการ ประธานประธาน กก. สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กสทช. ดร.
คุณก่อเขต เกริ่นว่าช่วงนี้เป็นเวลาสำคัญในการเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหา โดยเฉพาะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน ไปเป็นช่องโทรทัศน์ดิจิตอลเพื่อสาธารณะจำนวน 12 ช่อง จึงเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม กสทช. และ กสท. เป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเปิดให้ยื่นขอฟรีทีวีดิจิตอลเพื่อการบริการสาธารณะ ด้วยวิธีการคัดเลือกผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด (beauty contest) ในเดือนพฤษภา 2556 แต่แท้จริงแล้วยังขาดรายละเอียดอีกมาก รวมทั้งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสและผลประโยชน์ทับซ้อน
สว. สมชาย เห็นว่าปัญหาหลักของการปฏิรูปสื่อ
คือ โครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ที่ถูกครอบครองโดยหน่วยงานของรัฐ
เช่น กองทัพ ,กรมประชาสัมพันธ์ และอสมท. แต่จะเห็นได้ว่าทั้งรายการและข่าวเป็นกิจการที่เช่าช่วงไปดำเนินการทั้งสิ้น ดังนั้น
กสทช. ควรเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้ สว. สมชาย ขอให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.
ประกอบการวิทยุโทรทัศน์
2551 และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2553 ที่ให้อำนาจ กสทช.ทั้ง 11 คน
ทำงานร่วมกันในการกำหนดหลักเกณฑ์และพิจารณาจัดสรรคลื่นฯ ในกิจการที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่การทำงานที่ผ่านมา กสทช. กลับแบ่งแยกการทำงานเป็น
2 คณะ ตนเห็นว่า
กสทช.ทั้งคณะ 11 คน ควรพิจารณาประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อสังคมและประชาชนร่วมกัน
ไม่ควรพิจารณาหรือตัดสินใจกันฝ่ายเดียว
ส่วนการออกใบอนุญาตฟรีทีวีดิจิตอลประเภทสาธารณะจะต้องดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็น
เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นสื่อ "สาธารณะ" ไม่ใช่เพียงรับฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ
ที่แต่งตั้งขึ้นเท่านั้น เพราะหากพิจารณารายชื่อบุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการฯ ของ
กสทช.ในขณะนี้ จะเชื่อมโยงกลุ่มทุนเดิมและบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ ที่มีแนวโน้มจะขอสัมปทานทั้งสิ้น
คุณอดิศักดิ์ แปลกใจที่ว่าทำไมยังไม่เห็นมีกระบวนการใดๆ
ของ กสทช. ที่เปิดโอกาสให้สังคม หรือสาธารณะ มีส่วนร่วมพิจารณาประกาศหลักเกณฑ์ช่องทีวีสาธารณะ
ถ้า กสทช. กำหนดให้หน่วยราชการได้ครอบครองช่องสาธารณะทั้ง 12 ช่อง ก็จะย้อนไปสู่ยุคก่อนเพราะผู้ที่จะถือใบอนุญาตคือสื่อของรัฐ
ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อที่ต้องการให้รัฐถือครองคลื่นน้อยลง
กระจายอำนาจให้สาธารณะมากขึ้น
ส่วนแนวคิดที่ให้หน่วยงานของรัฐจะสามารถหากำไรจากการโฆษณาได้นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับโทรทัศน์ประเภทธุรกิจ
ควรจะต้องอยู่ในระบบแข่งขันแบบเดียวกับสื่อเอกชนเพื่อให้เป็นการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมหรือไม่ สำหรับการคัดเลือกช่องรายการจากข้อเสนอที่ดีที่สุดนั้นจะกำหนดมาตรการอย่างไรเพราะแต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน คุณอดิศักดิ์ กล่าวสรุปว่า “หากเป็นไปได้ กสทช.ยังไม่ควรจะรีบพิจารณา ควรเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วม”
ดร.นิพนธ์ อ้างงานวิจัยทีวีสาธารณะว่า[i] “ปรัชญาพื้นฐานของสื่อสาธารณะคือ
การเป็นระบบการแพร่ภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ชม ซึ่งย่อมเป็นไปได้ยากหากสื่อกระจายเสียงดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของภาครัฐเนื่องจากภาครัฐย่อมต้องการให้สื่อเผยแพร่ข้อมูล
หรือต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณาของภาคธุรกิจเอกชน”
นอกจากนี้ยังอ้างงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพว่า [ii] คุณสมบัติมาตรฐานของโครงสร้างองค์กร(สาธารณะ)ข่าววิชาชีพควรมีฐานะเป็นองค์กรสาธารณะที่เป็นอิสระ จำเป็นต้องมีคลื่นความถี่ออกอากาศ จำเป็นต้องมีรายได้จากรัฐโดยไม่ผ่านระบบงบประมาณ
ต้องมีคณะกรรมการบริหารที่มีคุณสมบัติหลากหลายและต้องจัดตั้งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้หมายถึง
อ.ส.ม.ท. และกรมประชาสัมพันธ์
กราฟแผ่นแสดงสถิติผู้ชมร้อยละของผู้ชมฟรีทีวีภาคพื้นดินตลอด 5 ปี ว่าผู้ชมเอ็นบีทีหรือช่อง
11 มีผู้ชมน้อยที่สุดในจำนวนฟรีทีวี 6 ช่อง
และมีผู้ชมลดลงตามลำดับจากสัดส่วนผู้ชมร้อยละ 4.55 เมื่อปี พ.ศ. 2551 เหลือ
1.95 ในปี 2555
ส่วนทีวีไทยมีผู้ชมลดลงตามลำดับเช่นกันจาก 6.59 เมื่อปี พ.ศ. 2551 เป็น 4.00
ในปี 2555 แสดงให้เห็นว่าช่อง 11
ที่ทำหน้าที่ชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์ให้กับรัฐภายใต้การครอบงำทางการเมืองซึ่งจะไม่ได้ประโยชน์ต่อผู้ชมเท่าที่ควรถูกทอดทิ้ง
เพราะผู้ชมมีโอกาสได้ชมโทรทัศน์แตกต่างหลากหลายจากเคเบิลและโทรทัศน์ดาวเทียม
(Cab/Sat)
หากโทรทัศน์ช่องสาธารณะถูกจัดให้เป็นสื่อของรัฐเช่นเดียวกันก็จะไม่มีอะไรต่างกันกับความเป็นจริงที่ผ่านมา
ส่วนกราฟสามเหลี่ยมแสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ชมโทรทัศน์
พ.ศ. 2555
ว่ายังมีผู้ชมโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศอยู่ร้อยละ 36
ของบ้านผู้ชมโทรทัศน์ในประเทศ
ทั้งที่วันนี้ไม่มีบริการติดตั้งและจำหน่ายเสาอากาศโทรทัศน์แล้วก็ตาม ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ เห็นว่าเป็นกลุ่มผู้ชมโทรทัศน์ที่ด้อยโอกาสเลือกชมโทรทัศน์ด้วยวิธีการอื่น
ดร. นิพนธ์
ยังได้อ้างอิงงานวิจัยองค์กรข่าววิชาชีพอีกว่า “ประชากรกลุ่มพื้นฐาน
(ด้อยโอกาส) ไม่มีความพยายามรับข่าวสาร
หรือมีความพยายามรับข่าวสารแบบไม่จงใจ เป็นผลให้ กระบวนการที่สื่อจะเสนอข่าวให้เข้าถึงกลุ่มพื้นฐานโดยตรงดำเนินการได้ยาก ลักษณะการรับรู้ ความพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาและจังหวะในการสื่อสารมีจำกัด
ดั้งนั้นการนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนความเชื่อประชากรกลุ่มพื้นฐานนี้ไม่มีพลัง เว้นแต่จะนำเสนอโดยผ่านผู้นำสังคมหรือผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เปิดรับในช่วงละครหลังข่าว
ดร. นิพนธ์ สรุปโดยเสนอให้ กสทช. กำหนดเป้าหมายการคัดสรรอย่างไรเพื่อให้ฟรีทีวีสาธารณะได้องค์กรที่มีนโยบายและวิธีการที่มีรายได้โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลอื่นๆ
เช่น กลุ่มทุนทางการเมือง และมีนโยบายเข้าถึงกลุ่มประชากรผู้รับสารด้อยโอกาส เช่น เข้าถึงประชากรกลุ่มพื้นฐาน โดยเฉพาะเข้าถึงผู้ที่มีปัญหาและปฏิเสธการบริโภคข่าวสารหรือมีความพยายามบริโภคน้อย
มีข้อจำกัดทางด้านการทำความเข้าใจ หรือมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพวันต่อวันมากกว่ารับข้อมูลข่าวสาร และเข้าถึงประชากรกลุ่มอื่นที่ถูกละเลยเช่น กลุ่มนักศึกษา
ที่ไม่สนใจสื่อกระแสหลัก
ดร.สุภาพร เห็นว่าก่อนการให้ใบอนุญาต หรือ เปิดประมูล
สิ่งสำคัญ คือการทำวิจัยและศึกษาเชิงวิชาการด้านภูมิทัศน์สื่อให้ชัดเจนว่า
สิ่งที่กำลังดำเนินการ จะให้ใครทำ ทำไปเพื่ออะไร และจะทำอย่างไร มีผลการศึกษาทางวิชาการสนับสนุนอย่างไรเมื่อดำเนินการไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร
รวมวิสัยทัศน์ของประเทศเป็นอย่างไร
ดร. สุภาพร กล่าวอีกว่า "ขณะที่กรอบเวลาการยื่นขอใบอนุญาตทีวีดิจิตอลสาธารณะ
จะเริ่มในเดือนมีนาคมนี้ มองว่า กสท.ควรถอยออกมาก่อน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและทำงานวิจัยอย่างรอบด้าน
ก่อนการให้ใบอนุญาต เพราะไม่เช่นนั้นจะเปิดโอกาสให้มีการครอบครองคลื่นฯ
ที่ใช้เป็นกระบอกเสียงให้รัฐ และใช้เป็นเครื่องมือหากิน
โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ"
ผศ.ดร. ธวัชชัย กล่าวว่าหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตกิจการวิทยุและโทรทัศน์
จะมีความโปร่งใส มากกว่าระบบสัมปทานในอดีต แต่ขณะนี้ยังไม่สรุปหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านจึงรับว่าจะนำข้อวิตกทั้งหมดไปหารือใน กสทช. ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การรับฟังความเห็นสาธารณะ
คิดว่าจะช่วยให้ได้ข้อมูลรอบด้านมาก และคิดว่าเสียงจากสาธารณะจะมีความสำคัญ
เพราะจะเป็นตัวช่วยกำหนดให้เกิดความเป็นธรรม
โดยส่วนตัวก็เห็นว่า กสทช. ควรถอยเรื่องนี้ออกมาก่อนเพื่อให้เกิดความพร้อมมากที่สุด
“ฟรีทีวีสาธารณะ” ไม่ควรจะเป็นของรัฐหรือของใคร
แต่ควรจะกระจายให้เป็นช่องรายการของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ เช่น ความมั่นคง หน่วยงานของรัฐ
สถาบันการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และประโยชน์สาธารณะ ฯลฯ กลุ่มละช่อง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น