วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

CNN และสื่อดาวเทียมกับแผนการปรองดองแห่งชาติ..เขียนเมื่อ ก.ค.53


CNN และสื่อดาวเทียมกับแผนการปรองดองแห่งชาติ
          คุยกับ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ ฉบับนี้ขอนำเสอน 2 ประเด็นร้อนจากกรณีการนำเสนอข่าวไม่รอบด้านของสื่อต่างชาติ เป็นเหตุให้องค์กรสื่อไทยต้องผนึกกำลังกันออกมาเรียกร้องความจริง ต่อด้วยแผนการปรองดองและปฎิรูปประเทศไทย
            CNN เริ่มจากการทำข่าวบันเทิง แล้วจึงหันมาทำข่าวทุกแง่มุม ต่อมาหันเข้าไปทำข่าวสงครามจนคนชอบระหว่างสงครามมีการทำโปรโมชั่นให้กับประเทศต่างๆ ด้วยรวมทั้งประเทศไทย CNN กับคนไทยมีความผูกพันกันมานาน แต่เมื่อคราวสงครามอิรัก CNN ก็ไม่ได้โชว์อะไรมากมาย คนที่โชว์ตัวเป็น AI Jazeera วันนี้ AI Jazeera มีสื่อภาษาอังกฤษแล้ว รู้สึกว่าจะได้ทุนจาก BBC,NHK เพราะเขาถือว่าเป็นสื่อที่น่าเชื่อถือ สำหรับคนไทยยังเชื่อถือ CNN อยู่ แต่มีคนไทยส่วนหนึ่งที่ดูทีวีจากหลายทาง เช่น ดูจาก You Tube และจากแหล่งอื่นอีกหลายช่องในช่วงวิกฤติเมืองไทย แต่ละคนรู้สึกว่า CNN ไม่เหมือนเดิมหรือเปล่า CNN รายงานข้างเดียวหรือเปล่า ทำให้คนเข้าใจผิดหรือเปล่า ทั้งๆ ที่คนไทยเชื่อถือ CNN มาโดยตลอด
            สมมติฐานที่ผมตั้งไว้ว่าวันนี้คนไทยที่ดู CNN แล้วเราต้องเชื่อตามนั้นหรือไม่ เชื่อแล้วอะไรเกิดขึ้น ภาพที่เรามองประเทศเราผิดไปจากเดิมไหม เราลองตั้งสมมติฐานว่าการที่ CNN ทำข่าวมาจากประเทศอื่นๆ มาให้เราดู เราเชื่อได้ไหม ถ้าเขาทำแบบเดียวกัน ผมไม่มองไปที่ตัวบุคคล ผมมองไปที่ CNN เลย ทำนองเดียวกัน ต่างชาติโดยเฉพาะอเมริกาที่ดูแต่ CNN เขามองเมืองไทยเป็นอย่างไร
            เหตุนี้เราเลยต้องเชิญ 5 สมาคม 2 มหาวิทยาลัย และคนในวงการสื่อมวลชนอีกพอสมควรมาร่วม มาคุยกันว่าอะไรคืออะไร มี 21 องค์กรสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ดาวเทียม หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ โดยนำเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายนมาให้ดู วันนั้น CNN รายงานว่าดอนเมืองมีผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ แต่ทหารมีอาวุธ ในขณะที่ AI Jazeera รายงานว่าพบภาพคนถืออาวุธปืนสั้น วันที่ 16 พฤษภาคม France รายงานว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ชุมนุมต่างมีอาวุธสงคราม แต่ CNN บอกว่าผู้ชุมนุมมีเพียงหนังสติ๊กและดอกไม้ไฟ ผมดูภาพนี้ 2-3 หน เขาเรียกว่าการสร้างข่าว คือเขียนมาเสร็จแล้วไปหาภาพ วิธีหาภาพก็คือไปหาคนที่ชุมนุมบอกว่าไหนขอดูประทัดหน่อย ไหนลองโยนให้ดูซิ มีแต่เสียงดังน่ากลัว แล้วก็เข้าไปหาหมอเหวง ดูซิว่ามีอาวุธหรือเปล่า แล้วใครเขาจะมาให้คุณดูละ นี่คือวิธีการที่เรียกว่าการสร้างภาพข่าว ซึ่งในวิชาชีพผู้สื่อข่าวเราเกลียดเรื่องนี้มาก เพราะมันไม่มีความจริงอยู่ในนั้น มันมีความจริงที่คุณสร้างขึ้นเท่านั้น ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม AI Jazeera รายงานจากศาลาแดงว่ามีการทำลายรั้ว มีอย่างนั้นอย่างนี้ ในขณะที่ CNN บอกว่ามีเสียงปืนดังจากทหาร แล้วรายงานด้วยว่ามีชาวอังกฤษเห็นทหารมีปืนกล ไม่มีภาพ มันแปลว่าอะไร คุณยกเมฆหรือเปล่า ถ้าคุณบอกว่าชายชาวอังกฤษเห็นทหารมีปืนกลคุณต้องมีเทปเสียงเป็นอย่างน้อย เพราะจะต้องมีหลักฐาน มิเช่นนั้นใครก็พูดได้
            ทำให้เราต้องลุกขึ้นมาเพื่อจะให้คนไทยรู้เท่าทันสื่อต่างประเทศที่เข้ามาในเมืองไทยและพยายามจะให้รัฐบาลรับรู้ว่าสิ่งที่พวกนี้มาเอาของเราไปออกในต่างประเทศผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงหรือเปล่า เราพยายามตะโกน แล้วก็มีอีเรื่องหนึ่งที่เราตะโกน แต่มันไม่ดัง มีรายการหนึ่งชื่อ Rick’s List โดย Rick Sanches มี Booke Baldwin เป็นคู่สนทนา ในเนื้อหามีการล่วงละเมิดเบื้องสูง มีคนไทยร้องเรียน CNN เยอะมาก สิ่งที่ CNN ตอบมาคือ เขาออกมาขอโทษ แต่คำขอโทษของเขาเราเอามาแปลความ ผมไม่ได้แปลเองให้ผู้อำนวยการสถานี TAN Network สถานี ข่าวภาษาอังกฤษแห่งเดียวของไทย แปลออกมาว่า โอ้โฮ ไม่ได้เจตนาจะดูหมิ่น... ขออภัยหากความรู้สึกตรงนั้นไม่ได้รับการถ่ายทอดออกมา
            ถามว่าหลังจากเกิดเรื่องวันนั้นแล้ว มีใครทำอะไรบ้าง รุ่งขึ้นมีแถลงการณ์ของสภาทนายความ 5 ข้อ มีข้อหนึ่งเขียนว่า การเสนอข่าวของ CNN ต้องเสนอข่าวที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ไม่มีอคติ ไม่ให้ร้ายป้ายสีประเทศไทย และรัฐบาลความดำเนินการตอบโต้ชี้แจ้งฟ้องร้องดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำเช่นนี้อีกถามว่าทำไมสภาทนายความถึงกล้าเขียน ผมไม่รู้คนไทยรู้หรือเปล่า แต่สิงคโปร์เคยฟ้องมาแล้ว แล้วได้สตางค์ ฟ้อง CNN นี่แหละครับ
            เขาได้รับข่าวของเราหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับรู้ก็ถือว่าสอดคล้องกัน ถ้าเขาได้รับรู้ก่อนหน้านั้นวันเดียวว่าเราพูดอะไร แล้วเขาเขียนอย่างนี้ก็แปลว่านี่แหละความปรองดองของคนไทย ระหว่างสภาทนายความกับพวกเราซึ่งเป็นสมาคมสื่อ เพราะวันนั้นที่ประชุมเห็นว่าการรายงานข่าวของ CNN เป็นการรายงานแบบนามธรรมคือ เห็นแล้วนึกคิดต่อไป เช่น ได้ยินเสียงปืนก็บอกว่าเป็นปืนกล ใช่หรือไม่ก็ไม่รู้ เห็นคนล้มลง อาจจะบอกว่าทหารยิง ทั้งๆที่ยังไม่เห็นทหาร ไม่เห็นว่าใครยิง อันนี้เราเรียกว่า การรายงานแบบนามธรรมมากกว่าการให้ข้อเท็จจริง โดยรายงานที่สร้างขึ้นขาดหลักฐานพยานอ้างอิง ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงรอบด้านแล้วบอกว่าจนถึงวันนี้ผมยังไม่ได้ยิน ผมยังไม่ได้เห็นภาพของคนอื่นว่าผู้ชุมนุมมีปืนหรือว่าคนชุดดำมีปืนด้วยตาของผมเอง แต่คุณไม่ได้ดูว่าคนอื่นเขาเห็น ไม่ได้ดูภาพของคนอื่นที่เขาออกมาแล้ว ถามว่ารายงานข่าวแบบนี้มีอคติไหม ทุกคนเห็นด้วยว่าเป็นการรายงานที่เป็นอคติ มีการเบี่ยงเบนเป็นผลทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดในสาระสำคัญ โดยเฉพาะผู้รับสารที่ไม่พยายามตรวจสอบจากสื่ออื่น ผมถามต่อไปอีกว่า นายแดน ริเวอร์ส มีอิสรภาพในการทำข่าวหรือไม่ ที่ประชุมบอกว่ายังไม่อยากให้ลงไปในประเด็นนี้ เห็นว่าการตำหนิการทั้งานทั้งหมดของ CNN อาจจะไม่เป็นธรรม CNN มีคนดี ที่ประชุมเราจึงลงไปที่นายแดน                  ริเวอร์ส ส่วนรุ่งขึ้นสภาทนายความไม่เจาะจงไปที่ นายแดน ริเวอร์ส แต่มุ่งไปที่ CNN เลย เหมือนกับที่ผมคิดไว้
            หลังจากนั้น สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) มีการเชิญคนไทยไปพูด ถามว่าทำไมไม่เชิญนายแดนมาพูด นายแดนอ้างว่าอยู่ต่างประเทศ ไม่ต้องการให้สัมภาษณ์ แต่หลังจากเรื่องราวพวกนี้ นายแดนได้ทำข่าวขึ้นมาข่าวหนึ่งที่เขาเห็นสดๆ เห็นภาพของหัวหน้าการ์ดที่ถือปืน ขณะนี้รัฐบาลยังถามว่า แล้วตกลงภาพนี้มาจากไหน นายแดนบอกให้ไม่ได้ ต้องถามสำนักงานใหญ่ ถามว่าสิ่งที่เราทำ ทำไมเราต้องทำสรุปก็คือ
1. เราต้องการให้คนไทยรู้เท่าทันสื่อต่างประเทศ ไม่ใช่เห็นสื่อต่างประเทศแล้วเชื่อไปหมด
2. ให้ระมัดระวังสื่อต่างประเทศที่อยู่ในไทยเอาเรื่องราวไปพูดในต่างประเทศ แล้วต่างประเทศเข้าใจผิดคนไทย
3. ภาพที่เห็นใน CNN เป็นภาแบบเดียวกับที่เขาทำในประเทศไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นภาพแบบเดียวกันทำให้คนไทยเข้าใจผิดประเทศอีก ด้วยเหตุนี้ถึงได้บอกว่าแล้วเราจะไว้ใจสื่อต่างประเทศสื่อเดียวได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันต่อไปครับ
            สื่อโทรทัศน์ดาวเทียมกับการปรองดองแห่งชาติ
          นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ระดมความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ ในเรื่องของแผนกการปรองดองและปฎิรูปประเทศไทย ทางกองงานท่านนายกฯ ได้เชิญเราไปในนามสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม นอกจากเราแล้วยังเชิญ สภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และเชิญ รศ.ดร.ยุบล คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไปด้วย คิดว่าเราคงไปในฐานะของตัวแทนผู้ประกอบการเจ้าของกิจการ ทีวี วิทยุ และสื่อ เพราะเราเป็นตัวแทนเดียวที่เป็นเจ้าของกิจการ ส่วนสภาวิชาชีพฯ เขาคงต้องไปในนามบรรณาธิการ คนทำข่าวคนทำรายการ ส่วนอาจารย์คงไปในนามนักวิชาการฝ่ายนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ งานนี้นอกจากผมพูดแทนโทรทัศน์ดาวเทียมแล้วผมยังพูดแทนสื่ออื่นๆ ด้วย โดยแบ่งเป็น
4 ประเด็นหลักๆ คือ
            1. การทำหน้าที่ของสื่อ เรารู้สึกว่าเราจะเยียวยาพวกเราอย่างไร ถูกยิงตาย บาดเจ็บ ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร สื่อสารมวลชนคือผู้ที่ค้นหาและเปิดเผยความจริง เรามีหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับคนในชาติ ในขณะที่เพิ่งมีอารมณ์กับ CNN ที่ทำให้เราไม่เข้าใจกัน เราบอกรัฐบาลว่าเรื่องเหล่านี้เราทำไปพอสมควร  ซึ่งในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ จะร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ จัดการเสวนาในช่วงเช้าที่ ม.ธรรมศาสตร์ เรื่องการทำข่าวในภาวะวิกฤติโดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
            2. การสร้างจิตสำนึกของคนในชาติสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ จะมีละครรักชาติ รักพระเจ้าแผ่นดิน ละครเด็ก ที่มุ่งไปในประเด็นที่ทำให้พวกเรารักชาติในแบบละคร คือรักชาติให้ถูกทาง ถามว่าคนไทยทุกวันนี้รักชาติไหม บางคนตอบว่ารัก บางคนตอบไม่รัก แต่ส่วนใหญ่จะตอบว่ารัก แล้วรักแบบไหนล่ะ เรามีวิธีวัดรึเปล่า เมื่อวัดแล้วจะรู้ว่าจะมีสักกี่คนที่รัก เราบอกว่าเราใช้สื่อเป็นเครื่องมือ จะรู้ได้อย่างไรว่าสื่อแต่ละสื่อได้ทำหน้าที่ของตนเอง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนดูสื่อ ผมว่าคนดูข่าวในเมืองไทยไม่ต้องไปห่วงเขา คนดูข่าว 2-3 ช่องนะครับ ในเมื่อดูช่องฟรีทีวีมันไม่ได้ข่าวก็ต้องมาดูเคเบิล แต่คนที่คิดจะมาสร้างจิตสำนึก จะสร้างสื่อสาธารณะ เป็นการคิดขึ้นมาเพื่อคนระดับกลางทั้งนั้น ซึ่งทุกวันนี้คนเหล่านี้เขามีเหลือเฟืออยู่แล้วทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ ยังไม่พอยังมี ทวิตเตอร์ คุยกันเห็นกันอีก ทำให้มีข่าวอะไรก็รู้หมด ในขณะอีกมุมหนึ่งมีคนอีกกลุ่มที่มีเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมงที่เหลือจากการทำงาน เขาเลือกดูละครไม่ดูข่าวหรอก ถ้าเราจะปลูกจิตสำนึกเราจะทำอย่างไรกับคนกลุ่มนี้ผมเคยทำงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ในคนกลุ่มพื้นฐาน มีทั้งคนรับจ้าง มอเตอร์ไซค์ คนหาบขอบในตลาดที่เรารู้ว่ารายได้เขาประมาณเท่าไหร่ ผมทำโฟกัสกรุ๊ป 12 คน หนึ่งใน 12 คนไม่เคยดูสื่อ ไม่เคยฟังวิทยุ ไม่เคยดูทีวี ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ ถามว่าแล้ววันๆหนึ่งทำอะไร เป็นลูกจ้างร้านผักตีห้าตื่นล้างผัก เด็ดผัก ขายผักทั้งวัน เก็บผัก เก็บร้าน ห้าทุ่มนอน ตอนนั้นผมทำเรื่องไข้หวัดนก แล้วเขาถามว่าคุณกินไก่หรือเปล่า กิน!” แล้วรู้หรือไม่ว่ามันมีเรื่องไข้หวัดนก ใครบอก เพื่อนบอกแล้วทำไมกิน พักอาศัยอยู่ในย่านอิสลาม ไก่อิสลามไม่เป็นไรหรอก นี่คือกรุงเทพฯ แล้วต่างจังหวัดล่ะ
            ทุกวันนี้คิดจะปฏิรูปสื่อ คนระดับกลางขึ้นไปไม่ต้องช่วยเขาหรอกเพราะเขามีจนล้นอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ได้รับสื่อ ไม่เคยมีสื่อเลยจะช่วยอย่างไร มีบางวิจัยบอกว่าทำอย่างไรถึงจะให้ลิเก ลำตัด เพลงลูกทุ่ง เวลาต่อเพลงให้แทรกเอาเรื่องประชาธิปไตย เอาเรื่องรักในหลวงไปใส่ไว้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นคนมีอำนาจทำ ถามว่าพวกเราไปทำได้ไหม เราทำได้อย่างมากก็ทำรายการลงโทรทัศน์ แล้วคนพวกนี้เขาจะดูแต่ละครจะทำอย่างไร ถ้าผมมีงบผมจะทำละครคล้ายหลวงวิจิตร วาทการ เค้าโครงคล้ายกันนี่แหละ เราสามารถที่จะเอาความจริง เอาความรู้ไปใส่ไว้ในละคร ยังไม่มีใครทำ ถ้าจะให้ประเทศไทยปรองดอง มันต้องเห็นเหมือนกัน ต้องคิดแบบเดียวกัน ในระยะสั้นอาจทำได้แต่ในระยะยาวคุณต้องให้ความรู้เขาเท่าที่จะให้ได้ ต้องมีวิธีสื่อสารกับคนที่ไม่ได้รับสื่อ รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ถ้าจะให้พวกเราทำละครเรื่องหนึ่งแล้วเอาเรื่องแบบนี้ไปใส่ ต้องมีชั่วโมงละไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาทำ
            3. เรื่องสารแท้กับสารเทียม เกิดเรื่องอะไรก็จะปิดสื่อ ปิดหนังสือพิมพ์ เราเคยคิดกันบ้างไหมครับว่าในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง นอกจากคนที่คุณเกลียดก็ยังมีคนที่คุณรักด้วย นอกจากมีคนที่มีภัยกับชาติแล้วยังมีคนที่รักชาติอยู่ด้วย ถ้าคุณปิดหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งเท่ากับคุณไปปิดทีวีจอหนึ่งนะ คนแล้วที่รักพวกนั้นเขาจะไปอยู่ไหนล่ะ ไม่ใช่ปิดสื่อไม่ได้ เพราะสื่อมันมีทั้งสารดีและไม่ดี ต้องปิดสารครับ วิธีปิดสารรัฐบาลที่แล้วเขาทำให้ดูแล้ว ฟ้องเรียกค่าเสียหายร้อยล้านพันล้าน ถ้าเอาเรื่องปลอมมาออกพวกคุณต้องเสียเงินนะครับ ฟ้องถึงขนาดว่าเรื่องถึงศาลแล้วห้ามไม่ให้คนนี้พูด คนที่จะพูดก็ต้องไปร้องศาลว่าสิ่งที่จะพูดเพราะว่าเขาเป็นบุคคลสาธารณะ แล้วมีเหตุจูงใจว่าเรื่องนี้มีข้อพิสูจน์ก็ให้พูดต่อ ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง วันนี้เป็นเรื่องของภาวะฉุกเฉิน ปิดสารมันควรจะปิดทุกครั้ง ปิดทุกวันที่มีสารเทียมออกมา ปิดโดยไม่ใช่เอาทหารไปปิด ใครเสียหายฟ้องเลย เราก็จะมีคนดีมาทำงานกับเราโดยเราไม่ต้องไปเป็นศัตรูกับใคร เพราะเรามีหน่วยงานทำให้ แต่ไม่ใช่มาปิดสื่อ เหมือนกับกรณีของ CNN ว่านี่คือสารแท้หรือสารเทียม
            ส่วนวิทยุชุมชน วันนี้เรามีวิทยุทั้งกระแสหลักและกระแสรอง 7-8 พันสถานี ในจำนวนนี้มีการแยกชัดเจน ว่าเป็นกระแสหลัก ที่เหลือเป็นวิทยุชุมชน คำว่าวิทยุชุมชนมันไม่มีในรัฐธรรมนูญนะครับ มีแต่เขียนว่าทำประโยชน์ ให้กับชาติและท้องถิ่น คำว่าวิทยุชุมชนเป็นวิทยุท้องถิ่นรึเปล่า วิทยุท้องถิ่นใครเป็นเจ้าของก็ได้ แต่วิทยุชุมชนคือคนที่มาร่วมกันออกเงินแล้วทำเป็นวิทยุขึ้นมา เพราะแถวนั้นมันไม่มีสัญญาณ ก็ต้องรวมเงินกันซื้อ ต้องทำข่าวอย่างนี้นะ เฉพาะการเกษตรนะ ช่วงนี้พวกเราฟังอยู่ จะได้รู้ว่าตั๊กแตนมันไปลงที่ไหนหรือเพลี้ยมันระบาดตรงไหน ต้องฟังวิทยุชุมชน และยังมีวิทยุอีกประเภทหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึง ที่เกิดขึ้นมาสมัยฮิตเลอร์คือ วิทยุชวนเชื่อ เมื่อปิดสถานีวิทยุ ข่าวออกมาว่าปิดวิทยุชุมชน คนไทยพอรู้เพราะเราฟังอยู่ทุกวัน แต่ฝรั่งเอาไปแปลว่าปิด Community Radio อะไรเกิดขึ้น โอ้โห! เมืองไทยมันเผด็จการปิดแม้กระทั่งวิทยุชุมชน แล้วทุกคนก็ต้องมองเมืองไทยผิดหมด นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด
            นอกจากคุณคัดสื่อแท้ สื่อเทียมแล้ว คุณต้องแยกประเภทสื่อด้วย ของเรามีสมาชิก 50 กว่าราย เรายังแยกเป็นข่าว บันเทิง วาไรตี้ หนัง ละคร เพลง เด็ก แล้ววิธีการจดทะเบียนเราต้องจดตามประเภท พอถึงเวลาเราจะได้รู้ คุณจดทะเบียนเป็นรายการเด็ก พอถึงเวลาคุณเอาหนุ่มสาวมารักกัน มันเป็นรายการเด็กหรือเปล่า หรือว่า 4-5 ทุ่มคิดว่าเด็กนอนหมดแล้ว เอาหมอมาตอบปัญหาเพศทำได้ไหม สิ่งพวกนี้ต้องแยกให้ชัดเจน แล้วจะให้มีชวนเชื่อไหม ไม่ให้มีคุณจะปิดเขาอย่างไร ไม่ใช่ปิดสื่อ ปิดคนที่พูด มีวิธีมากมายไม่จำเป็นต้องร่างกฎหมายใหม่
            4. ความเข้าใจขององค์กรรัฐ พอเราบอกว่าเราเป็นโทรทัศน์ดาวเทียม หลายๆหน่วยงานจะถามว่ามีใบอนุญาตไหม ผมมีความรู้สึกว่าไม่ใช่เฉพาะคนของรัฐเท่านั้น คนที่มีอำนาจทางด้านสื่อสักหน่อย มักจะคิดว่าสื่อทุกสื่อต้องมีใบอนุญาต แล้วมองไปถึงว่าต้องคุม คือคุมเนื้อหา ถ้าประเทศเราจะมีสื่อสาธารณะ คนที่มีอำนาจต้องหยุดคิดเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่พอเริ่มประชุมกัน เรามาร่วมกันปฏิรูปสื่อนะ คำถามแรกคือ พวกคุณมีใบอนุญาตหรือเปล่า คุณปฏิเสธเราตั้งแต่วันแรก วันไหนๆก็คุยกันไม่จบหรอกครับ ต้องถามว่าเราผิดหรือถูกกฎหมาย ถ้าเราผิดแล้วเราอยู่ได้อย่างไรวันนี้ รอดปากเหยี่ยวปากกามาตั้งแต่ยุคทักษิณ สมัคร สมชาย เราอยู่ได้อย่างไร ทำไมไม่คิดในมุมกลับบ้าง สื่อมันปิดไม่ได้นะ สื่อไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต แล้วสารที่ออกมาต้องเป็นสารแท้ไม่ใช่สารเทียม  สารเทียมจะทำอย่างไร คนของรัฐต้องคิดตรงนี้ให้ได้ ผมพูดวันนั้นว่า การปฏิรูปสื่อขอให้เป็นการปฏิรูปสื่อ อย่าเป็นการปฏิเสธสื่อ

ความเคลื่อนไหวในสมาคมฯ
ขณะนี้ผู้ที่จดทะเบียนทำสถานีเคเบิล ถ้าเอารายการคนอื่นมาออกต้องมีใบอนุญาต คือ คุณต้องไปติดต่อประมาณ 25 เจ้า กว่าจะเปิดได้ใบอนุญาตจะเยอะมาก สิ่งที่เราทำขณะนี้คือ เรารวบรวมช่องต่างๆให้โยนสิทธิ์มาให้กับสมาคมฯ แล้วสมาคมฯจะเป็นผู้ออกหน้าให้ อย่างเช่น คุณบอกว่าต้องการเอา ASTV ไปลง ASTV บอกให้ฟรี แต่คุณต้องลง 5 ช่อง ถ้าคุณไม่ลง 5 ช่อง เราก็ไม่ให้คุณนะ เอาไหม? ถ้าเอาเราเซ็นให้ เพลงฟรีทำอย่างไร หนังไม่ฟรี คุณต้องเสียสามพัน ห้าพัน ทั้งหมดจะจัดไว้แล้ว เซ็นให้โป๊ะเดียวจบ
            ขณะนี้มีคนมอบสิทธิ์ไว้แล้วประมาณ 40 ช่อง เข้าใจว่าจะมีมาอีก เมื่อรวบรวมเสร็จเราจะประกาศว่าเคเบิลท่านใด หรือคนที่ทำจานดาวเทียมจะทำอะไรมาขอที่เราได้เลย เราทำใบรับรอง ทำทะเบียนให้ ช่องไหนออกที่จานอะไรบ้าง IPM, PSI, DTV ออกเท่านี้ Platform อยู่ช่องไหนรู้หมดถ้ามาขอที่เรา ถ้าไม่ได้ขอ คุณก็ไปเล่นงานกันเอง
            สมมติว่าเคเบิลที่เชียงใหม่ หรือที่ไหนก็แล้วแต่ จะเปิดเอง จะเอากี่ช่อง เอาช่องนี้คุณต้องเอาช่องนี้ด้วย ช่องนี้จ่ายเงิน ช่องนี้ฟรี คุณบอกมาว่าเคเบิลคุณครอบคลุมขนาดไหน เราทำให้หมด ทำให้ฟรีด้วย ทำไมทำให้ฟรี สิ่งที่สมาคมฯจะได้ ไม่มี มีแต่เสีย เพราะเราต้องให้คนมาทำงาน แต่สมาชิกสมาคมฯ ได้อะไร สมาชิกได้รู้ว่าช่องตัวเองไปออกที่ไหนบ้าง เคเบิลได้อะไร คุณไม่ต้องวิ่งไป 40 ที่ คุณมาที่เดียว แล้วเราก็จะเอาที่เขาขอ 40 ช่องรายงานว่าออกที่ไหนบ้างส่งไปให้เจ้าของกิจการ ส่งไปให้ช่อง ช่องก็เอาใบนี้ไปให้เอเยนซี่ดู
            เป็นงานที่ใหญ่ แต่ว่าวันหนึ่งเมื่อมันเข้ารูปเข้ารอยมันจะเป็นเครื่องอ้างอิงว่า ถ้าคุณโฆษณากับช่องนี้ มีคนดูคุณที่ไหนบ้าง ทางเคเบิลเท่าไหร่ ทางจานเท่าไหร่ สมาคมจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกและสามารถนำไปอ้างอิงได้  ตรวจสอบได้ ออกจริงหรือเปล่า ออกช่องไหนตรงไหนเรามีหมด เพราะว่าพวกเราก็มีความฝันว่าที่จะได้สิ่งพวกนี้มา เพื่อนำไปให้พวกเอเยนซี่ดูว่าสื่อดาวเทียมฮิตจริงนะ และอยู่ตรงไหนของประเทศบ้างครับ    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น