วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาระกิจแรกของ “กสทช” เริ่มต้นตรงไหนดี..เขียนเมื่อ พ.ย.54


ภาระกิจแรกของ “กสทช” เริ่มต้นตรงไหนดี
           
หลายฝ่ายมีความพยายามและมีความหวังไว้สูงที่จะได้ กสทช. นับแต่ปี 2540 เป็นปีที่เทคโนโลยี วิทยุและโทรทัศน์ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จนถึงวันนี้ ประเทศไทยไม่มีข้อจำกัดในการแพร่ภาพและเสียง เราก็ได้ กสทช. มาครบถ้วน ทั้ง 11 ท่าน 
ต้องปรบมือให้กับความพยายามของหลายท่านที่อยู่ในขบวนการก่อตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และต้องขอแสดงความยินดีกับ กสทช. ทั้ง 11 ท่าน
มีหลายคนเคยถามผมว่า ช้าไปหรือไม่ที่เราเพิ่งได้ กสทช. คนในวงการโทรทัศน์จริง ๆ ส่วนใหญ่ตอบว่า เมื่อเทคโนโลยีล้ำหน้าจนถึงระดับที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องแย่งคลื่นความถี่แล้ว จะมีหรือไม่มี กสทช. ก็ไม่เป็นไ เพราะความต้องการให้มี องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เมื่อปี 2540 ในยุคนั้นคือ ผู้ผลิตรายการส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นทางภาพและเสียงเท่าที่ควร เพราะช่องรายการโทรทัศน์จำกัดมีเพียง 6 ช่อง ส่วนวิทยุมีเพียง 500 สถานี อีกทั้งสถานีวิทยุส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของหน่วยราชการทั้งสิ้น
วันนี้มีโทรทัศน์ดาวเทียมเปิดกันกว่า 300 ช่อง ส่วนวิทยุเปิดกันทั่วประเทศเกือบหมื่นสถานีแล้ว  หากจะเปิดกัน อีกสักกี่สถานีก็ไม่ได้ยากไปกว่าการเปิดสื่อหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ  ที่ต้องมีพลังความสามารถ และมีเงินลงทุนมากพอสมควร  
เพราะคนชมทีวีที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่หันมาชมทีวีทางเคเบิลและจานดาวเทียมกันหมดแล้ว บ้านที่ชมทีวีผ่านเสาอากาศได้เพียง 6 ช่องเหลืออีกไม่ถึงครึ่ง แล้วจะค่อย ๆ หมดไป  อีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้าคนดูทีวี 20 บ้านจะชมทีวี โดยใช้เสารับสัญญาณ 1บ้าน ส่วนอีก 19 บ้าน  ดูทางจานรับสัญญาณดาวเทียมบ้าง ทางเคเบิลทีวีบ้าง ทางคอมพิวเตอร์บ้าง หลายบ้านมีจานรับสัญญาณทั้งดาวเทียมไทยคมและดาวเทียมเอ็นเอสเอส 6  ส่วนคนที่ไม่ค่อย ได้อยู่กับบ้านก็ดูได้จากจอโทรทัศน์เคลื่อนที่ ทั้งที่อยู่ในรถ ทางโทรศัพท์ หรือทางแท็บเล็ตก็ตาม   
            ความยากในการประกอบกิจการโทรทัศน์และวิทยุไม่ได้อยู่ที่มีความถี่คลื่นสัญญาณหรือไม่มี แต่อยู่ที่เปิดแล้วจะมีผู้ชมผู้ฟังหรือไม่
            หากจะย้อนไปดูเจตนาในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ส่วนที่เป็น “เสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน”  มีเนื้อหาที่ไม่ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เท่าไรนัก ก่อนหน้านี้  พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ 2 องค์กร  แต่ปี 2550 กำหนดให้มีองค์กร เดียวก็คือ “กสทช” และแถมมาตรา 48 ไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของกิจการสื่อ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม
การที่คนในวงการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยตื่นเต้นมากนักกับการมีหรือไม่มี  กสทช. เป็นเพราะเหตุว่า พรบ. 2 ฉบับ ที่เกิดตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งพรบ.การประกอบกิจการปี 2551 และ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 ส่วนใหญ่มีเนื้อหาสาระไปในทางควบคุมมากกว่าการส่งเสริมและเอื้อประโยชน์ในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนอย่างเสรีมากสักเท่าไหร่ ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยเหตุหลายประการและสองประการในนั้นคือ การร่างไปอิงกับเทคโนโลยีมากกว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และพลิกตำรามาเขียนมากกว่าศึกษาอดีตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีคนวงการโทรทัศน์ดาวเทียมส่วนใหญ่ก็ยังหวังว่า “กสทช” ชุดนี้สามารถที่จะเขียนแผนแม่บทออกมาส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นตามเจตนาของรัฐธรรมนูญ โดยแยกแผนแม่บทออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน คือ
ส่วนแรก  ทำอย่างไรจึงจะสนับสนุนให้มีการทบทวนเนื้อหา พรบ.วิทยุและโทรทัศน์ เพื่อเสนอสภาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่ๆ ให้เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมการประกอบกิจการที่ไม่ขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญมาตรา 47 มากกว่าการกำกับ ควบคุม  ดูแล เพราะแผนแม่บทต้องตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้
- การส่งรายได้ก่อนหักรายจ่าย 2 % เข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไม่รายงานรายได้จริงและเป็นการชี้เป้าให้มีทุจริตหรือไม่ 
- เมื่อมีช่องให้เลือกชมมากมายแล้วยังจำเป็นต้องจำกัดเวลาโฆษณาอีกต่อไปหรือไม่
- ทำไมจึงห้ามคนมีความรู้หรือความสามารถและประสบการณ์หรือผลงานที่คนจ้างทำงานด้านวิทยุและโทรทัศน์สมัครเป็น กสทช. 
- จะกำหนดเงื่อนไขการประมูลอย่างไรจึงจะมีเงินไปลงทุนผลิตรายการดีๆ ให้คนดู แทนที่จะต้องส่งให้ กสทช. เป็นค่าสัมปทานคลื่นความถี่  และเมื่อประมูลได้แล้วทำอย่างไรจึงไม่ให้มีปัญหาหนี้สิน
ส่วนที่สอง  ทำอย่างไรจึงจะเขียนแผนแม่บทให้ครอบคลุมและสนับสนุนกฏหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน
วันนี้มีใครรู้จริง ๆ บ้างว่าประชาชนรับชมโทรทัศน์และฟังวิทยุที่มีเผยแพร่กันมากมายกันอย่างไร แล้วเขารับสัญญาณอะไร ทางไหน  แล้วใครเป็นผู้ประกอบกิจการประเภทไหน  
ผู้อำนวยการสถานีมีอำนาจตามขอบเขตที่ต้องการรับผิดชอบมากน้อยเพียงไร ในเมื่อสาระสำคัญตาม มาตรา 46 ให้อำนาจพนักงานลูกจ้างข้าราชการมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น และมาตรา 45 การสั่งปิดเพื่อลิดรอนเสรีภาพทำไม่ได้ 
กสทช. มีมาตรการอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้นักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม  ซึ่งรวมถึงการ เป็นหุ่นเชิดตามมาตรา 48
ส่วนที่สาม กสทช. จะสนับสนุนการผลิตรายการของไทยให้มีคุณภาพระดับที่สามารถเข้าถึงประชากรในประเทศทุกกลุ่ม และยังสามารถส่งออกไปเผยแพร่ต่างประเทศไทยได้มากกว่าให้รายการต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย
เมื่อผู้ผลิตรายการส่วนใหญ่จำเป็นต้องผลิตรายการที่เผยแพร่แล้วมีรายได้มากกว่ารายการที่มีคุณภาพตามอุดมคติ ดังนั้นรายการส่วนใหญ่ที่เผยแพร่จึงเป็นรายการเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากกว่าผลิตรายการที่ผู้ชมไม่มีกำลังซื้อ แล้ว กสทช. จะสนับสนุนการจัดรายการอย่างไรให้กลุ่มที่ไม่มีกำลังซื้อน้อยหรือไม่มีกำลังซื้อมีโอกาสได้ชมรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุที่เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
ทุกวันนี้คนไทยได้ชมรายการนำเข้าจากต่างประเทศมากมายทุกรูปแบบ  แต่ละรายการต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ จำนวนมาก โดยเฉพาะรายการประเภทกีฬา  แล้ว กสทช. เราจะกำหนดเงื่อนไขอย่างไร ให้คนไทยมีโอกาส ได้ชมรายการโดยไม่ต้องแข่งกันเสนอราคาซื้อสูงเกินความจริง  
นอกจากนี้ กสทช. ยังต้องคำนึงถึงบทบาทในการส่งเสริมรายการของไทยให้สามารถ ส่งออกไปจำหน่าย ในต่างประเทศได้มากกว่าการขายลิขสิทธิ์ละครไปเผยแพร่ที่ประเทศจีน    
อาจจะเป็นเพราะหลายฝ่ายมีความหวังไว้สูงที่จะให้ กสทช. ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ สมกับ การเป็น “องค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่การและกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์และสมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่มีมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งอันเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น  และสมกับที่ใช้ความพยายามในการก่อตั้งมา 14 ปี   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น