วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนจาก การควบคุมดูแล มาเป็น ดูแลเหมือนเช่นการจดแจ้งการพิมพ์..เขียนเมื่อ ต.ค.53


ถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนจาก การควบคุมดูแล มาเป็น ดูแลเหมือนเช่นการจดแจ้งการพิมพ์
          ปัจจุบันคนทั่วไปยังมีความเข้าใจในเรื่องโทรทัศน์ดาวเทียมกันน้อยมาก หลายท่านมักเหมารวมเข้าเป็นพวกเดียวกันหมด แต่จริงๆแล้ว กิจการเหล่านี้แตกต่างกันตามลักษณะการประกอบกิจการสื่อโทรทัศน์ ซึ่งหลักๆ แบ่งได้เป็น 4 แบบคือ
  1. โทรทัศน์ระนาบพื้น (Terrestrial)
ใช้คลื่นความถี่สัญญาณจำกัด รับชมได้โดยวิธีการใช้เสาอย่างที่เราเห็นกันตามที่พักอาศัยทั่วไป พวกนี้จะมีรายได้จากโฆษณา หรืออาจจะมีรายได้จากทางอื่นอีก แต่หลักๆก็คือ โฆษณา
  1. โทรทัศน์แบบพาดสาย (Cable)
แบบนี้สัญญาณไม่จำกัดความถี่ รับชมได้ผ่านสาย การจะชมได้ต้องเปิดรหัส มีรายได้หลักจากการเรียกเก็บค่าสมาชิก
  1. โทรทัศน์เสริม (Super Station)
สัญญาณไม่จำกัดความถี่ ส่งผ่านดาวเทียม แต่ใส่รหัส การจะรับชมต้องเปิดรหัส มีรายได้หลักจากการขายลิขสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเคเบิลท้องถิ่น
  1. โทรทัศน์ดาวเทียม (Satellite TV)
สัญญาณไม่จำกัดความถี่ ส่งผ่านดาวเทียม การรับชมผ่านจาน มีรายได้หลักจากการขายโฆษณา ผมเชื่อว่าเกิดที่เมืองไทยเป็นแห่งแรก
      ส่วนพวก Pay TV, On Mobile TV หรืออื่นๆที่เป็นส่วนน้อย ยังไม่มีอะไรจริงจัง จะไปเน้นเรื่องของวิธีการรับชมมากกว่า เช่น TV เป็นวิธีการรับชมโทรทัศน์ดาวเทียมอีกแบบหนึ่ง รับสัญญาณลงมาเปิดดูในรถ ถือว่าเป็นเรื่องเทคนิคเท่านั้นเอง
      โทรทัศน์ทุกแบบก็ทำธุรกิจคล้ายๆกัน แตกต่างกันที่โทรทัศน์ระนาบพื้นจำกัดความถี่ แต่โทรทัศน์ดาวเทียมไม่จำกัดความถี่ หมายความว่า สามารถรับ-ส่งสัญญาณจากที่ใดก็ได้ จะเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ได้ แล้วจะไปออกระเบียบแบบโทรทัศน์ที่จำกัดความถี่ ถือว่าไม่ถูกต้อง
      ถามว่าธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมันไปเทียบเคียงกับอะไร ถ้าเราตัดคำว่าอิเลคโทรนิคทิ้ง วิธีการหาโฆษณาของโทรทัศน์ดาวเทียมมันก็เหมือนวิธีการหาโฆษณาของแมกกาซีน ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ด้วยนะ ทำไมเหมือนแมกกาซีน เพราะมันเจาะจงกลุ่มคนดูหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชน แต่แมกกาซีนมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ผู้หญิง ผู้ชาย หรือผู้สูงอายุ ฯลฯ เพราะฉะนั้นโทรทัศน์ดาวเทียมคือโทรทัศน์แบบที่เหมือนกับแมกกาซีน เหมือนกับวารสาร แต่ไม่ได้ออกเป็นวาระ แต่ออก 24 ชั่วโมง
      แล้วแตกต่างกับโทรทัศน์ระนาบพื้นอย่างไร? แตกต่างครับ ไม่ได้อยู่ทีวิธีการส่ง แต่มันอยู่ที่วิธีการรับ เพราะถ้ามันมีคลื่นจำกัด ทำมานาน รับชมง่าย ใช้เสาดู มีคนดูอยู่กว่า 50% มันก็มีมูลค่าของสื่อสูงกว่าและเมื่อมีคนดูมาก ก็สามารถคิดค่าโฆษณาได้มาก เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีการที่เราพยายามอธิบายให้ผู้ที่ไม่ใช่คนทำโทรทัศน์ดาวเทียมเขาเข้าใจ เพราะเขาเอาเราไปเทียบกับโทรทัศน์ระนาบพื้น ถ้าคุณไปเทียบกับโทรทัศน์ระนาบพื้น คุณต้องมาดูว่ารายได้มันเท่ากันไหม โทรทัศน์ระนาบพื้นช่วงเวลาไพรมไทม์ นาทีละสามแสนบาทขึ้นไป สำหรับโทรทัศน์ดาวเทียม ไพรมไทม์นาทีละสามพัน เพราะฉะนั้นวิธีคิดมันต้องต่างกัน ผมถึงได้บอกว่า ขอให้เขาช่วยกรุณาคิดแบบเราเป็นสื่อวารสาร แล้ววิธีการคิดขอให้เขาคิดง่ายๆ คุณโฆษิต สุวินิจจิต ขอให้เขาเปลี่ยนจากคำว่า ควบคุม เป็น ดูแล ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นด้วย
      เพราะถ้าไม่เปลี่ยนวิธีการคิด มันก็จะกลับไปที่ว่าทำตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลคลื่นความถี่ของชาติ ขณะนี้เราออกอากาศอยู่นอกประเทศ อยากเข้าอยู่ในประเทศ ถ้าเงื่อนไขดีกว่านี้ ไม่มีใครอยากอยู่ต่างประเทศหรอกครับ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ข้อเสนอน่าสนใจ แทนที่จะไปควบคุม ไปดูแลเขาน่าจะดีกว่าไหม
      อย่างเคเบิลซึ่งเป็น พ.ร.บ.ไปแล้ว เขายอมรับ แต่เขาก็ยังไม่ได้พอใจเต็มร้อย เพราะเขาได้ประโยชน์สองอย่าง อย่างแรก เคเบิลมีการแข่งขันกันถึงขนาดต้องหาเงินมาลงทุน ตอนนี้บริษัทมหาชนต้องแจ้งจดทะเบียนถึงจะกู้เงินได้ อย่างที่สองที่เขายอมรับได้กับระเบียบหยุมหยิมของ พ.ร.บ. เพราะว่าเขาพาดสายได้ เมื่อก่อนถ้าเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าไปเห็นสายที่พาดอยู่ก็ต้องปิด เพราะคุณผิดกฎหมาย วันนี้ถ้าหากเจ้าหน้าที่มา เขาหัวเราะ เพราะเขาถูกกฎหมายแล้ว นี่คือแรงจูงใจที่เขาได้รับ
      ทีนี้ก็น่าจะต้องมาช่วยพวกเราคิดว่า โทรทัศน์ดาวเทียมต้องการแรงจูงใจอะไร ข้อหนึ่ง ส่งสัญญาณเมืองนอกหรือเมืองไทยก็ได้ กู้เงินได้ จดทะเบียนแล้วได้อะไร อย่างลืมว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด หรือไม่ได้ไปล้ำสิทธิ์ของใคร มันไม่ผิดตามรัฐธรรมนูญไทย แล้วผมไม่เชื่อว่าจะทำอะไรเขาได้ ถึงแม้จะจดหรือไม่จดทะเบียนก็ตาม แต่ถ้าเขามาจดทะเบียนนี่สิเป็นเรื่องดี ถ้าคุณคิดจะให้เขาจด ก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วว่าจะจูงใจเขาได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักเลย
      ข้อสอง ถ้าสมัครเป็นสมาชิก กทช. กำหนดค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นค่าจดทะเบียน ส่วนที่สอง เป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ค่าดำเนินการ ตามร่างฯ ที่ออกมาคือ 2% เพื่อเข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ เราเห็นด้วย เพราะเมื่อเขาทำงานเขาต้องมีเงิน แต่ทางไทยคมก็บอกว่าก่อนที่จะขึ้นดาวเทียม ทางไทยคมเสียค่าสัมปทานไป 20 % แล้วไทยคมก็มาเก็บกับพวกนี้แล้ว แปลว่าช่องรายการเสียเงินไปส่วนหนึ่งแล้ว เขาบอกว่าการจดทะเบียนกับอีกส่วนไม่น่าเก็บ ในที่ประชุมสองครั้งมีคนพูดว่าน้อยกว่า 2 % ได้ไหม เช่น 0.00000001% ผมเห็นว่า เปอร์เซ็นต์ไม่ควรนำมาใช้
      เหตุผลคือ พอใช้คำว่าร้อยละของรายได้ ผมถามว่ารายได้อะไร รายได้ค่าเช่าเวลา ค่าขายของ ค่าโฆษณา ค่าข่าวบริการธุรกิจ หรือว่าเงินบริจาค จะต้องมีหน่วยงานใหญ่ในสรรพากรมานั่งตรวจสอบ แล้วถ้าผมเป็นบริษัท เป็นทีวีช่องหนึ่ง ผมบอกว่าผมไม่มีรายได้เลยก็ได้ เพราะรายได้มันเข้ากันคนละบริษัท มันเป็นวิธีการที่ยุ่งยากที่สุดในโลก ตรวจสอบยากที่สุดในโลก ส่งเสริมให้เกิดการทุจริตมากที่สุดในโลก ใครบ้างอยากเสียเงิน
      เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว อสมท. เคยได้รับจากช่อง 3 เป็นค่าสัมปทาน 6% ทรัพย์สินของช่อง 3 มันไม่ใช่ของ อสมท. เขาก็ไปตั้งบริษัทใหม่ มีทรัพย์สินของบริษัทใหม่ อสมท. จึงได้จากช่อง 3 เฉพาะการลงทุนครั้งแรกเท่านั้น เขาก็มีวิธีเลี่ยงของเขาออกไปเรื่อยๆ พอสมัย ท่าเฉลิม อยู่บำรุง ก็แก้ไขเป็น
( รูปทีวี )
 [ การศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะทั้ง 4 อย่างนี้ ไม่ควรเก็บค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นช่องบันเทิง เปิดเพลง เปิดละครอย่างเดียว แบบนี้ควรต้องเก็บเงิน อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์นอกจากไม่เก็บยังต้องช่วยส่งเสริมด้านทุนด้วย] ปีละเท่าไหร่ อัตราก้าวหน้าเท่าไหร่ มันก็ผิดจาก 6% ไปมากทีเดียว ในส่วนของ ทรู ก็เหมือนกัน แต่ง่ายหน่อย เพราะเป็นรายได้ต่อหัวสมาชิก ซึ่งค่อนข้างชัดเจน แต่รายได้ค่าโฆษณาเขาเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนเราก็ไม่รู้ แต่ถ้ามีค่าเช่าเวลา ต้องมีไหม ก็ไม่รู้ บอกไปเลยถ้าเป็นบันเทิง สมมติว่าคุณเก็บร้อยบาท แต่ถ้าบันเทิงมีสาระคุณลดให้เขา 50% ได้ไหม แต่ถ้าเป็นข่าว เป็นความรู้ คุณต้องให้เขาห้าสิบบาทหรือเปล่า เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ต้องเอามาพัฒนาตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นอกจากไม่เก็บแล้ว ยังต้องให้เขาอีกนะ
      เงื่อนไขที่น่าสนใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณทำรายการข่าว รายการความรู้ ตามาตรา 47 ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะทั้ง 4 อย่างนี้ ไม่ควรเก็บค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นช่องบันเทิง เปิดเพลง เปิดหนัง เปิดละคร อย่างเดียว แบบนี้ควรต้องเก็บเงิน อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์นอกจากไม่เก็บแล้ว ยังต้องช่วยส่งเสริมด้านทุนด้วย
      ข้อที่สาม มีเรื่องหยุมหยิมอยู่หลายข้อในการยื่นขอจดทะเบียน แต่ข้อหลักคือ ต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก็ได้มีการคุยถึงเรื่องนี้กันพอสมควร ทันทีที่คุณบอกว่าต้องแสดงข้อมูล ต้องแสดงแค่ไหนถ้าแสดงทั้งหมดจะต้องบอกไหมว่าซื้อมานาทีละเท่าไหร่ ถ้าบอกไปแล้วคนอื่นแอบรู้แล้วเอาไปขึ้นราคาให้มากกว่าแล้วจะทำอย่างไร หรือใครซื้อได้ถูกกว่าใคร เรื่องนี้เป็นความลับนะ แต่ถ้าจะดูแลตรงนี้กันจริงๆ ต้องระบุว่า ห้ามไม่ให้ซื้อลิขสิทธิ์ผูกขาด เพราะฉะนั้นใครซื้อก็ได้ แต่ต้องมาแสดงสิทธิ์ จะขายให้ใครก็ได้ ไม่ต้องมีลิขสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเปิดช่องนี้ได้ดูฟุตบอล พอเปิดช่องโน้นไม่ได้ดู เพราะสิทธิ์ซื้อมาไม่หมด ทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ เพราะฉะนั้นข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์เปิดเผยไม่ได้หรอก มันเป็นประโยชน์กับคู่แข่ง
      ผมเคยตั้งคำถามไว้ว่า การขออนุญาตทำไมต้องมีหลายขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง เลขาฯ พิจารณาเรื่องเอกสารครบถ้วนหรือไม่ หากครบก็ส่งให้คณะกรรมการพิจารณา เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นสมควรจะอนุญาตส่งให้คณะทำงานอนุกรรมการพิจารณา เมื่ออนุกรรมการเห็นความสมควรส่งให้กรรมการพิจารณาแล้วสี่คณะนี้จะประชุมเมื่อไหร่ ถ้าทั้งเดือนประชุมหนึ่งวัน กว่าจะได้ใบอนุญาตอย่างเร็วก็สองเดือน ถ้าเขาถูกต้องหมด เลขาฯ ต้องอนุญาตเลย ไม่ใช่เรื่องของบอร์ด ไม่ใช่เรื่องนโยบาย สำนักงาน กทช. คือคนทำงาน เพราะฉะนั้นเลขาฯ กทช. ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะอนุมัติเหมือนกับหน่วยงานอื่น อันนี้เห็นความยุ่งยากไหม จดทะเบียนบริษัทง่ายกว่า
      คุณโฆษิต สุวินิจจิต ซึ่งอยู่ในคณะตั้งร่างฯ ครั้งแรกบอกว่า ร่างฯ อาจจะมีความคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ เพราะว่า ดาวเทียม กับ เคเบิล ที่ไม่มีความถี่จำกัด เป็นทรัพยากรที่ไม่จำกัด เพราะฉะนั้น รัฐควรจะส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้ให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือเข้าไปช่วยเหลือ และควรจะยึดความมีเสรีภาพของสื่อมวลชน อิสรภาพของคนทำงาน ถามว่าสองเรื่องนี้มาจากไหน เอามาจากมาตรา 45 และ 46 ที่หยิบบางส่วนของ สนธิสัญญาแมคไบรด์ ของ UNESCO ที่เขียนไว้ว่า The Freedom of the press* มาเขียนไว้ในมาตรา 46 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ปิดกั้นไม่ได้
     อีกข้อหนึ่งมีการเขียนไว้ว่า เหตุฉุกเฉินรัฐบาลให้ถ่ายทอดได้ ไม่ว่ารัฐบาลให้ถ่ายทอดหรือมีเหตุการณ์บนท้องถนนต้องไปถ่ายทอดสด บอกว่าต้องขอล่วงหน้า 7 วัน ผมทำงานตรงนี้มายี่สิบกว่าปี รัฐบาลสั่งเราสามวันก็มี วันเดียวก็มี ชั่วโมงหน้าก็มี ต้องไปถ่ายให้รัฐบาล แล้วถ้ารัฐบาลบอกว่าเรื่องที่ไม่ฉุกเฉิน เป็นเรื่องฉุกเฉินล่ะ! คุณก็ไม่สามารถไปถ่ายอีกข้างหนึ่งได้ใช่ไหม พอไปถ่ายอีกข้างไม่ได้ถึงไม่ปิดมันก็เหมือนปิด มันก็เข้ามาตรา 45 ที่บอกว่า ไม่ปิด ซึ่งมาตรา 45 ก็มาจาก สนธิสัญญาแมคไบรด์ ที่บอกว่า Many Voices One World** แต่ถ้าคุณไปปิดมันก็จะเหลือเสียงรัฐบาลเสียงเดียวใช่ไหม อย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้องตามหลักเสรี เพราะฉะนั้นทั้งสองมาตรานี้มันมีนัยของมันที่เข้าเขียนไว้ และร่างอันนี้ไม่ควรจะไปทำลายมัน
      ยังมีเรื่องหยุมหยิมอีกหลายเรื่อง แต่อะไรก็ตามที่มันเป็นเรื่องของการบริหารในองค์กรของเขาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ให้เขามาแจ้ง ถ้าเขาทำอะไรผิดจากที่แจ้ง เป็นเท็จ จึงค่อยใช้กฎหมายเล่นงาน ไม่ใช่ให้เขาส่งมาให้หมดเหมือนกับจะเข้าไปบริหารเอง ถ้าบอกว่าต้องส่งผังรายการให้คุณอนุมัติ แม้กระทั้งกรมประชาสัมพันธ์ยังไม่ได้ทำเลย ถ้าจะเปลี่ยนรายการต้องแจ้ง แต่วิธีแจ้งบางครั้ง แจ้งเดี๋ยวนี้แล้วส่งเอกสารตามหลัง มันมีกรณีศึกษาไว้หมดแล้ว ทำไมถึงไปวางกฎแล้วให้แหกกฎ ผมถึงไม่เข้าใจว่ากรรมการที่นั่งอยู่ ถ้าเป็นคนเคยทำงานพวกนี้มาย่อมต้องรู้กฎพวกนี้ดีอยู่แล้ว หรือเสียงไม่พอที่จะไปโต้แย้ง 
 Freedon of the press หมายถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสดงออกและเผยแพร่ในสื่อต่างๆ โดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ เป็นเงื่อนไขการเรียกร้องหนึ่งในรายงาน ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกันต่อมาได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางในเรื่องเสรีภาพในการไหลเวียนข่าวสาร รวมทั้งได้มีการประกาศ The Free Flow of Information การศึกษานี้เป้นแนวคิดที่นำมาใช้ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร

 ** Many Voiced One World “ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกันเป็นชื่อรายงานของกรรมาธิการด้านการสื่อสารระหว่างประเทศของยูเนสโก เมื่อ พ.ศ.2519 ที่สะเทือนประเทศมหาอำนาจโดยตรง เพราะเป็นแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน ที่ต้องการให้มีการสื่อสารที่ทัดเทียมกัน ระหว่างอิทธิพลของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ล้าหลัง

รัฐธรรมนูญไทย ฉบับ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ก็มีแนวคิดเดียวกันกับรายงาน ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกัน

      มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแดสงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
      การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
      มาตรา 46 พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น
      การขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น