ถึงเวลาหรือยังที่จะเปลี่ยนจาก
การควบคุมดูแล มาเป็น ดูแลเหมือนเช่นการจดแจ้งการพิมพ์
ปัจจุบันคนทั่วไปยังมีความเข้าใจในเรื่องโทรทัศน์ดาวเทียมกันน้อยมาก
หลายท่านมักเหมารวมเข้าเป็นพวกเดียวกันหมด แต่จริงๆแล้ว
กิจการเหล่านี้แตกต่างกันตามลักษณะการประกอบกิจการสื่อโทรทัศน์ ซึ่งหลักๆ
แบ่งได้เป็น 4 แบบคือ
- โทรทัศน์ระนาบพื้น
(Terrestrial)
ใช้คลื่นความถี่สัญญาณจำกัด
รับชมได้โดยวิธีการใช้เสาอย่างที่เราเห็นกันตามที่พักอาศัยทั่วไป
พวกนี้จะมีรายได้จากโฆษณา หรืออาจจะมีรายได้จากทางอื่นอีก แต่หลักๆก็คือ โฆษณา
- โทรทัศน์แบบพาดสาย (Cable)
แบบนี้สัญญาณไม่จำกัดความถี่
รับชมได้ผ่านสาย การจะชมได้ต้องเปิดรหัส มีรายได้หลักจากการเรียกเก็บค่าสมาชิก
- โทรทัศน์เสริม
(Super
Station)
สัญญาณไม่จำกัดความถี่
ส่งผ่านดาวเทียม แต่ใส่รหัส การจะรับชมต้องเปิดรหัส มีรายได้หลักจากการขายลิขสิทธิ์
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเคเบิลท้องถิ่น
- โทรทัศน์ดาวเทียม
(Satellite
TV)
สัญญาณไม่จำกัดความถี่
ส่งผ่านดาวเทียม การรับชมผ่านจาน มีรายได้หลักจากการขายโฆษณา
ผมเชื่อว่าเกิดที่เมืองไทยเป็นแห่งแรก
ส่วนพวก Pay TV, On Mobile TV หรืออื่นๆที่เป็นส่วนน้อย ยังไม่มีอะไรจริงจัง
จะไปเน้นเรื่องของวิธีการรับชมมากกว่า เช่น TV เป็นวิธีการรับชมโทรทัศน์ดาวเทียมอีกแบบหนึ่ง
รับสัญญาณลงมาเปิดดูในรถ ถือว่าเป็นเรื่องเทคนิคเท่านั้นเอง
โทรทัศน์ทุกแบบก็ทำธุรกิจคล้ายๆกัน
แตกต่างกันที่โทรทัศน์ระนาบพื้นจำกัดความถี่ แต่โทรทัศน์ดาวเทียมไม่จำกัดความถี่
หมายความว่า สามารถรับ-ส่งสัญญาณจากที่ใดก็ได้ จะเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ได้
แล้วจะไปออกระเบียบแบบโทรทัศน์ที่จำกัดความถี่ ถือว่าไม่ถูกต้อง
ถามว่าธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมันไปเทียบเคียงกับอะไร
ถ้าเราตัดคำว่าอิเลคโทรนิคทิ้ง วิธีการหาโฆษณาของโทรทัศน์ดาวเทียมมันก็เหมือนวิธีการหาโฆษณาของแมกกาซีน
ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ด้วยนะ ทำไมเหมือนแมกกาซีน
เพราะมันเจาะจงกลุ่มคนดูหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชน
แต่แมกกาซีนมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ผู้หญิง ผู้ชาย หรือผู้สูงอายุ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นโทรทัศน์ดาวเทียมคือโทรทัศน์แบบที่เหมือนกับแมกกาซีน เหมือนกับวารสาร
แต่ไม่ได้ออกเป็นวาระ แต่ออก 24 ชั่วโมง
แล้วแตกต่างกับโทรทัศน์ระนาบพื้นอย่างไร?
แตกต่างครับ ไม่ได้อยู่ทีวิธีการส่ง แต่มันอยู่ที่วิธีการรับ
เพราะถ้ามันมีคลื่นจำกัด ทำมานาน รับชมง่าย ใช้เสาดู มีคนดูอยู่กว่า 50% มันก็มีมูลค่าของสื่อสูงกว่าและเมื่อมีคนดูมาก ก็สามารถคิดค่าโฆษณาได้มาก
เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีการที่เราพยายามอธิบายให้ผู้ที่ไม่ใช่คนทำโทรทัศน์ดาวเทียมเขาเข้าใจ
เพราะเขาเอาเราไปเทียบกับโทรทัศน์ระนาบพื้น ถ้าคุณไปเทียบกับโทรทัศน์ระนาบพื้น
คุณต้องมาดูว่ารายได้มันเท่ากันไหม โทรทัศน์ระนาบพื้นช่วงเวลาไพรมไทม์
นาทีละสามแสนบาทขึ้นไป สำหรับโทรทัศน์ดาวเทียม ไพรมไทม์นาทีละสามพัน
เพราะฉะนั้นวิธีคิดมันต้องต่างกัน ผมถึงได้บอกว่า
ขอให้เขาช่วยกรุณาคิดแบบเราเป็นสื่อวารสาร แล้ววิธีการคิดขอให้เขาคิดง่ายๆ คุณโฆษิต สุวินิจจิต
ขอให้เขาเปลี่ยนจากคำว่า ควบคุม เป็น ดูแล ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นด้วย
เพราะถ้าไม่เปลี่ยนวิธีการคิด
มันก็จะกลับไปที่ว่าทำตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า
รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลคลื่นความถี่ของชาติ
ขณะนี้เราออกอากาศอยู่นอกประเทศ อยากเข้าอยู่ในประเทศ ถ้าเงื่อนไขดีกว่านี้
ไม่มีใครอยากอยู่ต่างประเทศหรอกครับ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ข้อเสนอน่าสนใจ
แทนที่จะไปควบคุม ไปดูแลเขาน่าจะดีกว่าไหม
อย่างเคเบิลซึ่งเป็น พ.ร.บ.ไปแล้ว เขายอมรับ
แต่เขาก็ยังไม่ได้พอใจเต็มร้อย เพราะเขาได้ประโยชน์สองอย่าง อย่างแรก เคเบิลมีการแข่งขันกันถึงขนาดต้องหาเงินมาลงทุน
ตอนนี้บริษัทมหาชนต้องแจ้งจดทะเบียนถึงจะกู้เงินได้
อย่างที่สองที่เขายอมรับได้กับระเบียบหยุมหยิมของ พ.ร.บ. เพราะว่าเขาพาดสายได้
เมื่อก่อนถ้าเจ้าหน้าที่ของการไฟฟ้าไปเห็นสายที่พาดอยู่ก็ต้องปิด
เพราะคุณผิดกฎหมาย วันนี้ถ้าหากเจ้าหน้าที่มา เขาหัวเราะ เพราะเขาถูกกฎหมายแล้ว
นี่คือแรงจูงใจที่เขาได้รับ
ทีนี้ก็น่าจะต้องมาช่วยพวกเราคิดว่า
โทรทัศน์ดาวเทียมต้องการแรงจูงใจอะไร ข้อหนึ่ง ส่งสัญญาณเมืองนอกหรือเมืองไทยก็ได้
กู้เงินได้ จดทะเบียนแล้วได้อะไร อย่างลืมว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด หรือไม่ได้ไปล้ำสิทธิ์ของใคร
มันไม่ผิดตามรัฐธรรมนูญไทย แล้วผมไม่เชื่อว่าจะทำอะไรเขาได้
ถึงแม้จะจดหรือไม่จดทะเบียนก็ตาม แต่ถ้าเขามาจดทะเบียนนี่สิเป็นเรื่องดี
ถ้าคุณคิดจะให้เขาจด ก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วว่าจะจูงใจเขาได้อย่างไร
เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักเลย
ข้อสอง ถ้าสมัครเป็นสมาชิก กทช.
กำหนดค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นค่าจดทะเบียน ส่วนที่สอง
เป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ค่าดำเนินการ ตามร่างฯ ที่ออกมาคือ 2%
เพื่อเข้ากองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ เราเห็นด้วย
เพราะเมื่อเขาทำงานเขาต้องมีเงิน แต่ทางไทยคมก็บอกว่าก่อนที่จะขึ้นดาวเทียม
ทางไทยคมเสียค่าสัมปทานไป 20 %
แล้วไทยคมก็มาเก็บกับพวกนี้แล้ว แปลว่าช่องรายการเสียเงินไปส่วนหนึ่งแล้ว
เขาบอกว่าการจดทะเบียนกับอีกส่วนไม่น่าเก็บ ในที่ประชุมสองครั้งมีคนพูดว่าน้อยกว่า
2 % ได้ไหม เช่น 0.00000001% ผมเห็นว่า
เปอร์เซ็นต์ไม่ควรนำมาใช้
เหตุผลคือ พอใช้คำว่าร้อยละของรายได้
ผมถามว่ารายได้อะไร รายได้ค่าเช่าเวลา ค่าขายของ ค่าโฆษณา ค่าข่าวบริการธุรกิจ
หรือว่าเงินบริจาค จะต้องมีหน่วยงานใหญ่ในสรรพากรมานั่งตรวจสอบ
แล้วถ้าผมเป็นบริษัท เป็นทีวีช่องหนึ่ง ผมบอกว่าผมไม่มีรายได้เลยก็ได้
เพราะรายได้มันเข้ากันคนละบริษัท มันเป็นวิธีการที่ยุ่งยากที่สุดในโลก
ตรวจสอบยากที่สุดในโลก ส่งเสริมให้เกิดการทุจริตมากที่สุดในโลก
ใครบ้างอยากเสียเงิน
เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว อสมท.
เคยได้รับจากช่อง 3 เป็นค่าสัมปทาน 6% ทรัพย์สินของช่อง 3
มันไม่ใช่ของ อสมท. เขาก็ไปตั้งบริษัทใหม่ มีทรัพย์สินของบริษัทใหม่ อสมท.
จึงได้จากช่อง 3 เฉพาะการลงทุนครั้งแรกเท่านั้น
เขาก็มีวิธีเลี่ยงของเขาออกไปเรื่อยๆ พอสมัย ท่าเฉลิม อยู่บำรุง ก็แก้ไขเป็น
( รูปทีวี )
[ การศึกษา
วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะทั้ง 4 อย่างนี้ ไม่ควรเก็บค่าใช้จ่าย
แต่ถ้าเป็นช่องบันเทิง เปิดเพลง เปิดละครอย่างเดียว แบบนี้ควรต้องเก็บเงิน
อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์นอกจากไม่เก็บยังต้องช่วยส่งเสริมด้านทุนด้วย] ปีละเท่าไหร่
อัตราก้าวหน้าเท่าไหร่ มันก็ผิดจาก 6% ไปมากทีเดียว ในส่วนของ
ทรู ก็เหมือนกัน แต่ง่ายหน่อย เพราะเป็นรายได้ต่อหัวสมาชิก ซึ่งค่อนข้างชัดเจน
แต่รายได้ค่าโฆษณาเขาเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนเราก็ไม่รู้ แต่ถ้ามีค่าเช่าเวลา ต้องมีไหม
ก็ไม่รู้ บอกไปเลยถ้าเป็นบันเทิง สมมติว่าคุณเก็บร้อยบาท แต่ถ้าบันเทิงมีสาระคุณลดให้เขา
50% ได้ไหม แต่ถ้าเป็นข่าว เป็นความรู้
คุณต้องให้เขาห้าสิบบาทหรือเปล่า
เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ต้องเอามาพัฒนาตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นอกจากไม่เก็บแล้ว
ยังต้องให้เขาอีกนะ
เงื่อนไขที่น่าสนใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณทำรายการข่าว รายการความรู้
ตามาตรา 47 ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะทั้ง 4
อย่างนี้ ไม่ควรเก็บค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นช่องบันเทิง เปิดเพลง เปิดหนัง เปิดละคร
อย่างเดียว แบบนี้ควรต้องเก็บเงิน อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์นอกจากไม่เก็บแล้ว
ยังต้องช่วยส่งเสริมด้านทุนด้วย
ข้อที่สาม
มีเรื่องหยุมหยิมอยู่หลายข้อในการยื่นขอจดทะเบียน แต่ข้อหลักคือ
ต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
ซึ่งก็ได้มีการคุยถึงเรื่องนี้กันพอสมควร ทันทีที่คุณบอกว่าต้องแสดงข้อมูล
ต้องแสดงแค่ไหนถ้าแสดงทั้งหมดจะต้องบอกไหมว่าซื้อมานาทีละเท่าไหร่ ถ้าบอกไปแล้วคนอื่นแอบรู้แล้วเอาไปขึ้นราคาให้มากกว่าแล้วจะทำอย่างไร
หรือใครซื้อได้ถูกกว่าใคร เรื่องนี้เป็นความลับนะ แต่ถ้าจะดูแลตรงนี้กันจริงๆ
ต้องระบุว่า ห้ามไม่ให้ซื้อลิขสิทธิ์ผูกขาด เพราะฉะนั้นใครซื้อก็ได้
แต่ต้องมาแสดงสิทธิ์ จะขายให้ใครก็ได้ ไม่ต้องมีลิขสิทธิ์
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเปิดช่องนี้ได้ดูฟุตบอล พอเปิดช่องโน้นไม่ได้ดู
เพราะสิทธิ์ซื้อมาไม่หมด ทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์
เพราะฉะนั้นข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์เปิดเผยไม่ได้หรอก มันเป็นประโยชน์กับคู่แข่ง
ผมเคยตั้งคำถามไว้ว่า
การขออนุญาตทำไมต้องมีหลายขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง เลขาฯ
พิจารณาเรื่องเอกสารครบถ้วนหรือไม่ หากครบก็ส่งให้คณะกรรมการพิจารณา
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นสมควรจะอนุญาตส่งให้คณะทำงานอนุกรรมการพิจารณา
เมื่ออนุกรรมการเห็นความสมควรส่งให้กรรมการพิจารณาแล้วสี่คณะนี้จะประชุมเมื่อไหร่
ถ้าทั้งเดือนประชุมหนึ่งวัน กว่าจะได้ใบอนุญาตอย่างเร็วก็สองเดือน
ถ้าเขาถูกต้องหมด เลขาฯ ต้องอนุญาตเลย ไม่ใช่เรื่องของบอร์ด ไม่ใช่เรื่องนโยบาย
สำนักงาน กทช. คือคนทำงาน เพราะฉะนั้นเลขาฯ กทช.
ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะอนุมัติเหมือนกับหน่วยงานอื่น อันนี้เห็นความยุ่งยากไหม
จดทะเบียนบริษัทง่ายกว่า
คุณโฆษิต สุวินิจจิต
ซึ่งอยู่ในคณะตั้งร่างฯ ครั้งแรกบอกว่า ร่างฯ
อาจจะมีความคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ เพราะว่า ดาวเทียม กับ เคเบิล
ที่ไม่มีความถี่จำกัด เป็นทรัพยากรที่ไม่จำกัด เพราะฉะนั้น
รัฐควรจะส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้ให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด หรือเข้าไปช่วยเหลือ
และควรจะยึดความมีเสรีภาพของสื่อมวลชน อิสรภาพของคนทำงาน
ถามว่าสองเรื่องนี้มาจากไหน เอามาจากมาตรา 45 และ 46 ที่หยิบบางส่วนของ
สนธิสัญญาแมคไบรด์ ของ UNESCO
ที่เขียนไว้ว่า The Freedom of the press* มาเขียนไว้ในมาตรา 46 ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็น
ปิดกั้นไม่ได้”
อีกข้อหนึ่งมีการเขียนไว้ว่า
เหตุฉุกเฉินรัฐบาลให้ถ่ายทอดได้
ไม่ว่ารัฐบาลให้ถ่ายทอดหรือมีเหตุการณ์บนท้องถนนต้องไปถ่ายทอดสด
บอกว่าต้องขอล่วงหน้า 7 วัน ผมทำงานตรงนี้มายี่สิบกว่าปี รัฐบาลสั่งเราสามวันก็มี
วันเดียวก็มี ชั่วโมงหน้าก็มี ต้องไปถ่ายให้รัฐบาล
แล้วถ้ารัฐบาลบอกว่าเรื่องที่ไม่ฉุกเฉิน เป็นเรื่องฉุกเฉินล่ะ!
คุณก็ไม่สามารถไปถ่ายอีกข้างหนึ่งได้ใช่ไหม
พอไปถ่ายอีกข้างไม่ได้ถึงไม่ปิดมันก็เหมือนปิด มันก็เข้ามาตรา 45 ที่บอกว่า ไม่ปิด
ซึ่งมาตรา 45 ก็มาจาก สนธิสัญญาแมคไบรด์ ที่บอกว่า Many Voices One
World** แต่ถ้าคุณไปปิดมันก็จะเหลือเสียงรัฐบาลเสียงเดียวใช่ไหม
อย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้องตามหลักเสรี
เพราะฉะนั้นทั้งสองมาตรานี้มันมีนัยของมันที่เข้าเขียนไว้
และร่างอันนี้ไม่ควรจะไปทำลายมัน
ยังมีเรื่องหยุมหยิมอีกหลายเรื่อง
แต่อะไรก็ตามที่มันเป็นเรื่องของการบริหารในองค์กรของเขาไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ให้เขามาแจ้ง ถ้าเขาทำอะไรผิดจากที่แจ้ง เป็นเท็จ จึงค่อยใช้กฎหมายเล่นงาน
ไม่ใช่ให้เขาส่งมาให้หมดเหมือนกับจะเข้าไปบริหารเอง
ถ้าบอกว่าต้องส่งผังรายการให้คุณอนุมัติ แม้กระทั้งกรมประชาสัมพันธ์ยังไม่ได้ทำเลย
ถ้าจะเปลี่ยนรายการต้องแจ้ง แต่วิธีแจ้งบางครั้ง
แจ้งเดี๋ยวนี้แล้วส่งเอกสารตามหลัง มันมีกรณีศึกษาไว้หมดแล้ว
ทำไมถึงไปวางกฎแล้วให้แหกกฎ ผมถึงไม่เข้าใจว่ากรรมการที่นั่งอยู่
ถ้าเป็นคนเคยทำงานพวกนี้มาย่อมต้องรู้กฎพวกนี้ดีอยู่แล้ว
หรือเสียงไม่พอที่จะไปโต้แย้ง
Freedon of the press หมายถึงเสรีภาพของสื่อมวลชนในการแสดงออกและเผยแพร่ในสื่อต่างๆ
โดยไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ เป็นเงื่อนไขการเรียกร้องหนึ่งในรายงาน “ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกัน” ต่อมาได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางในเรื่องเสรีภาพในการไหลเวียนข่าวสาร
รวมทั้งได้มีการประกาศ The Free Flow of Information การศึกษานี้เป้นแนวคิดที่นำมาใช้ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในการเผยแพร่ข่าวสาร
** Many
Voiced One World “ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกัน” เป็นชื่อรายงานของกรรมาธิการด้านการสื่อสารระหว่างประเทศของยูเนสโก เมื่อ
พ.ศ.2519 ที่สะเทือนประเทศมหาอำนาจโดยตรง เพราะเป็นแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน
ที่ต้องการให้มีการสื่อสารที่ทัดเทียมกัน
ระหว่างอิทธิพลของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่ล้าหลัง
รัฐธรรมนูญไทย ฉบับ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550
ก็มีแนวคิดเดียวกันกับรายงาน “ความเห็นหลากหลายในโลกใบเดียวกัน”
มาตรา 45
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแดสงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา
และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้
จะกระทำมิได้
มาตรา 46 พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น
ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็น
การขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ
ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น