“ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า”
คุณอรชุน รินทรวิฑูรย์ ดำเนินรายการ
“ปอกเปลือกข่าว” ช่องสปริงนิวส์ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555 ด้วยประเด็นร้อนเรื่อง “ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี
รึเปล่า” มี คุณพสุ
ศรีหิรัญ ผ.อ. กลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากรกระจายเสียงและโทรทัศน์ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ
นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) และรศ. สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
คุณพสุ สรุปเนื้อหา พรบ. ประกอบกิจการกระจายเสียง 2551
ว่าการประกอบกิจการโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
คือ กลุ่มที่ต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ (ช่อง 3 5 7 9 11 และทีวีไทย)
ปัจจุบันแพร่ภาพด้วยระบบอนาล๊อครับชมได้ด้วยเสาหนวดกุ้งและก้างปลา
ต่อไประบบนี้จะถูกทดแทนด้วยระบบดิจิตอล กลุ่มที่สอง ไม่ต้องใช้คลื่นความถี่ ที่เห็นชัด คือ กิจการเคเบิลทีวี และกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม
ปัจจุบัน กสทช. มีประกาศออกมาแล้ว 4 ฉบับ
ฉบับแรกคือเรื่องของการกำหนดลักษณะประเภทการประกอบกิจการ 4 ลักษณะ ลักษณะแรก คือ
ช่องรายการทั่วไปแบบ สปริงนิวส์ ลักษณะที่สอง คือ โครงข่ายคือผู้ที่รวบรวมช่องรายการเข้าด้วยกันแล้วส่งไปยังผู้รับ ลักษณะที่สาม คือ สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น
เสาที่ใช้ในการกระจายเสียง และลักษณะที่สี่เป็นแบบประยุกต์นอกเหนือสามลักษณะแรก
เช่น โทรทัศน์แบบ Interactive (ปฎิสัมพันธ์) อีก 3 ฉบับ
คือหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาต 3 ลักษณะแรก ซึ่งเป็นขั้นตอนการขอรับอนุญาตต่างๆ
การกำหนดสิทธิและหน้าที่
ผม ( ดร.นิพนธ์) ชี้แจงว่า ช่องโทรทัศน์อยู่ประมาณ
200 -300 ช่อง เป็นช่องที่ประกอบวิชาชีพโทรทัศน์ทั่วไป หารายได้จากโฆษณาเกือบร้อยช่อง
นอกนั้นอาจเป็นรายเล็กๆ ที่เอาไว้แพร่ภาพซ้ำรายการที่ผลิตและเคยเผยแพร่ไปแล้ว หรือเอาไว้เสริมกิจการอื่น เช่น ธุรกิจขายตรง หรือ สื่อสารสัมพันธ์เฉพาะกลุ่มที่สามารถสื่อสารได้ทั้ง
2 ทาง
สำหรับประกาศ
กสทช. ทั้ง 4 ฉบับ เห็นว่ามีรายละเอียดมากไปทำให้สับสน เช่น ประกาศบริการสิ่งอำนวยความสะดวก
ไม่แน่ใจว่ารวมถึงอพาทเม้นท์หรือคอนโดมิเนี่ยมที่ติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมบนหลังคาตึก แล้วเดินสายส่งสัญญาณแจกจ่ายให้ผู้อาศัยตามห้องต่างๆ
รับชมโทรทัศน์ถือเป็นการอำนวยความสะดวกหรือไม่
หรือความหมายของคำว่า “การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป” ก็เจาะจงให้เป็นนิยามเฉพาะโทรทัศน์ประเภทใช้คลื่นความถี่ใช่หรือไม่
รศ.
สุธรรม เห็นด้วยกับผม (ดร.นิพนธ์) ที่ว่าประกาศมีความสับสนในข้อกฎหมายหลายเรื่อง
เช่น หลักการสำคัญในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ดีต้องไม่เป็นภาระเกินควรแก่ทุกฝ่าย
อัตราค่าบริการก็ต้องพอเหมาะพอสมต่อกฎหมาย ส่วนลักษณะของใบอนุญาตค่อนข้างซับซ้อนสับสนและเยอะมาก
ใบอนุญาตหลายใบที่กำลังจะออกเป็นใบอนุญาต เป็นงานที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้เฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะเรื่องของการกำกับดูแล ไม่ได้มีกฎหมายที่ให้สิทธิเสรีภาพอย่างเดียว แต่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการทำธุรกิจการเสนองานต่อสาธารณะ
เช่น การจำกัดการแพร่ภาพและเสียง (Broadcasting) การจำกัดสิทธิของคนเป็นกฎหมายมหาชนที่นักกฎหมายต้องตีความอย่างเคร่งครัด
แต่การอนุญาตต่างๆ กลับไม่มีถ้อยคำเหล่านี้
แต่กลับไปมีถ้อยคำเกี่ยวกับโทรคมนาคมมากกว่า
“ท้ายที่สุดแล้วถ้าเกิดมีคนสงสัย อย่างท่านอาจารย์ ดร.นิพนธ์ หรือใครสงสัยก็อาจจะเอาคดีไปสู่ศาล เราก็ต้องถามว่าใบอนุญาตประเภทต่างๆ ที่จะออกมานี้อยู่ในกฎหมายโทรคมนาคมก็จริงแต่ว่าไม่ได้กำหนดชัดเจนไว้ในกฎหมายวิทยุโทรทัศน์ เป็นการริดรอนสิทธิเค้าหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องคุยกันต่อไปในอนาคต”
ที่ผ่านมาผม (ดร.นิพนธ์) และสมาชิกสมาคมโทรทัศน์ฯ ได้หารือกันว่าอะไรควรอะไรไม่ควรและทำหนังสือคัดค้าน
ชี้แจง และสอบถามไปแล้วรวม 3 ฉบับ
เรื่องที่เป็นปัญหาหลักๆ ในการคัดค้านมี 2 ข้อ
คือเรื่องการโฆษณาและการเก็บค่าทำเนียม
ข้อแรกการโฆษณา
พรบ.
ฉบับนี้ล้าหลังมาก
การจำกัดโฆษณานี้เป็นเรื่องของ 30 ปี สมัยที่คนต้องเดินไปหมุนเปลี่ยนช่องซึ่งมีช่องโทรทัศน์ให้ดู
3-4 ช่อง ผู้ชมไม่มีทางเลือก แต่วันนี้มีโทรทัศน์ถึง 300 ช่อง มีรีโมทกดเปลี่ยนช่องได้ทันที่ ถ้าเราไปจำกัดโฆษณานี่หมายความว่าเราไปจำกัดไม่ให้ผู้ชมได้ชมโฆษณาที่เขาชอบหรือไม่
เพราะช่องที่โฆษณา 24 ชั่วโมง เขาก็มีผู้ชม
กิจการโทรทัศน์ใน พรบ. 2551 ไม่มีกิจการที่ระบุว่าเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลี่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าสมาชิกรายเดือน ถ้าจะตีความให้โทรทัศน์ดาวเทียมอยู่ในกลุ่มไม่ใช้คลื่นความถี่ก็ต้องระบุให้ชัดว่าวิธีการหารายได้ของโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ต่างจากโทรทัศน์กลุ่มใช้คลื่นความถี่ จะมากำหนดให้มีโฆษณาชั่วโมงละ 6 นาทีไม่ได้ เพราะทีวีดาวเทียมไม่มีรายได้จากค่าตอบแทนรายเดือน แต่มีสภาพเหมือนกับทีวีกลุ่มที่ใช้คลื่นความถี่ที่โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง
กิจการโทรทัศน์ใน พรบ. 2551 ไม่มีกิจการที่ระบุว่าเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลี่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าสมาชิกรายเดือน ถ้าจะตีความให้โทรทัศน์ดาวเทียมอยู่ในกลุ่มไม่ใช้คลื่นความถี่ก็ต้องระบุให้ชัดว่าวิธีการหารายได้ของโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ต่างจากโทรทัศน์กลุ่มใช้คลื่นความถี่ จะมากำหนดให้มีโฆษณาชั่วโมงละ 6 นาทีไม่ได้ เพราะทีวีดาวเทียมไม่มีรายได้จากค่าตอบแทนรายเดือน แต่มีสภาพเหมือนกับทีวีกลุ่มที่ใช้คลื่นความถี่ที่โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง
“ถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่า กสทช.
กำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร เพราะประกาศไปว่าโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามที่
กสทช. ประกาศกำหนด
หมายถึงให้ขออนุญาตก่อนแล้วค่อยกำหนดภายหลัง”
ความจริงพวกทีวีดาวเทียมอยากทำรายการแล้วเก็บค่าลิขสิทธิ์จากพวกเคเบิลแต่ไม่มีใครให้ เพราะใครๆ ก็ขโมยสัญญาณไปดูได้
เราสู้กันมาจนถึงวันที่ตัดสินใจว่าปัญหามากนักก็เปิดฟรีเลย หารายได้จากโฆษณาเอากันเองก็แล้วกัน ฝากไว้ว่าถ้า กสทช. จะกำหนดให้โฆษณาไม่ว่ากี่นาทีก็ตาม
ให้คำนึงถึงความอยู่รอดและความทัดเทียมกัน ถ้าโทรทัศน์ประเภทหนึ่งโฆษณาได้
12นาทีครึ่ง
เขาลงทุนผลิตรายการล้านหนึ่ง
และถ้าเราโฆษณาได้ 5 นาที
เราก็ลงทุนผลิตได้เพียงห้าแสนบาท
แล้วการแข่งขันจะเสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร
ข้อที่
2 เราต้องนำส่งเงินให้ กสทช. 2 ก้อน ๆ ละ 2 เปอร์เซ็นของรายได้ทั้งหมด
หมายความว่าเงินที่เรามีรายได้ตั้งแต่บาทแรกเราต้องนำส่ง 4 บาท แล้วทราบว่าถ้ามีรายได้ไม่ถึง 5
ล้านต่อปีจะลดให้เหลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทีวีดาวเทียมช่องไหนมีรายได้ต่ำกว่า
5 ล้านต่อปี สรุปว่ารายจ่ายขั้นต่ำต่อช่องไม่ต่ำกว่าปีละ18
ล้าน ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ควรได้รับการยกเว้น
เพราะนอกจากค่าทำเนียม 4 เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็ต้องเสียภาษี ไม่ต่างจากกิจการอื่นๆ
ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็น ภาษีการค้า 3 เปอร์เซ็นต์ สรุปง่ายๆ ว่าถ้าเราลงทุน 100 บาทนะครับ
แล้วเราไม่ได้115บาท แปลว่าขาดทุนแน่เพราะทุกๆ
ร้อยบาทต้องจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าทำเนียมต่างๆ 15 บาท
วันนี้คนทำโทรทัศน์ดาวเทียมยังสับสนและวิตกกังวลมากเพราะไม่เข้าใจว่ารายได้นั้นหมายถึงรายได้อะไรบ้าง เพราะหลายรายตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วมีกิจการหลายอย่างในบริษัทเดียวกัน
รายได้ประเภทโฆษณาและเช่าเวลาเป็นรายได้การออกอากาศแน่ๆ รายได้จากโฆษณาในเนื้อรายการจะคิดอย่างไร ถ้าขายของจะคิดรายได้จากอะไร สตูดิโอที่ให้คนเช่าไปทำงานอื่นต้องเอารายได้มารวมไหม
ผม (ดร. นิพนธ์)
เคยเสนอไปว่าการนำส่งเงินนี้ควรเก็บตามจำนวนรายได้หรือไม่ ถ้ารายได้มากเก็บมาก
แต่ถ้าไม่มีกำไรควรจะต้องเก็บไหม
หรือเราเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินนำส่งแบบที่พวกเราเต็มใจให้ได้หรือไม่ เช่น
เก็บจากสัดส่วนผู้ชมของแต่ละช่อง สมมติว่าสปริง นิวส์มีผู้ชม 1 เปอร์เซ็นต์
ก็เสีย 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดค่าใช้จ่ายที่
กสทช. วางแผนไว้
ถ้าผู้ชมมากกว่านั้นก็เต็มใจจ่ายมากกว่านั้น เพราะยิ่งมีผู้ชมมากเราก็ยิ่งขายโฆษณาได้มาก
รศ. สุธรรม อธิบายว่าหลักในการคิดอัตราค่าบริการเนี่ย
กฎหมายเค้าให้เพดานเอาไว้เพราะกลัวว่าจะไปคิดเกินเหตุเก็บเกินไม่ได้ และต้องอธิบายหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราค่าบริการกับเงินที่เก็บไปเอาไปใช้อย่างสมเหตุสมผลว่าเอาไปใช้อย่างไร
ถ้าไม่มีความชัดเจนก็จะอธิบายในศาลหรือที่ไหนไม่ได้ ความจริงแทนที่ กสทช. ตั้งไว้ก่อน 2
เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วค่อยลดลงมา
คิดว่าจะเก็บไปทำอะไรบ้างและเหมาะสมหรือไม่ก่อนแล้วค่อยๆ
บวกขึ้นไปว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ตามหลักการของกฎหมายปกครองนี้ควรจะกำหนดอัตราค่าอนุญาตไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่ใช่ยิ่งโตยิ่งรวย
คุณพสุ สรุปว่าปัจจุบันทางกสทช.กำลังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องหลักเกณฑ์เรื่องการลดหย่อน
เช่น ช่องที่ทำรายการสาระและคุณประโยชน์ก็สามารถทำขอลดหย่อนมาได้
รศ. สุธรรม ยังยืนยันว่า กสทช. เป็นองค์กรของรัฐ
ไม่ได้ทำหน้าที่อนุมัติเงินลงทุนแบบบริษัทเอกชน ดังนั้นการเสนอรายละเอียดในการขออนุญาตก็ไม่ควรต้องดูรายละเอียดมากจนเกินกว่าการเป็นผู้กำกับดูแล
เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมากำกับก่อน เป็นเรื่องของการกำกับภายหลัง ทุกช่องต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ช่วงท้ายรายการ รศ. สุธรรม ฝากไว้ว่า
“จริงๆ การกำกับดูแลมันหน้าจะทำให้ง่าย
แล้วก็เข้าตลาดสำหรับคนที่เข้าตลาดอยู่แล้ว แล้วค่อยกำกับดูแลเค้าที่หลังง่ายกว่า”
ท้ายสุดผม
(ดร. นิพนธ์) ได้เล่าถึงการประชุมของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมก่อนมาร่วมรายการปอกเปลือกข่าวว่า
กรรมการสมาคมฯ ได้คุยกันถึงว่าจะพวกเราจะสมัครหรือไม่ ถ้าไม่สมัครแล้วคงต้องเปลี่ยนสัญชาติไปแพร่ภาพที่ประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนผู้ชมจะชมได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่งแต่เชื่อว่าถ้ามีรายการถูกใจผู้ชมก็ต้องพยายามชมให้ได้
เหมือนปรากฏการซื้อวิทยุคลื่นสั้นมาฟังกันในอดีต ท้ายที่สุดสมาคมฯ มีมติให้สมัคร โดยให้สมาคมเป็นตัวแทนสมาชิกทั้งหมดกว่า 90
ช่อง ไปยื่นใบสมัครพร้อมกันในวันที่ 6
ธันวาคม 2555
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น