วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า ..เขียนเมื่อ ธ.ค.55


ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า
            คุณอรชุน รินทรวิฑูรย์  ดำเนินรายการ ปอกเปลือกข่าว  ช่องสปริงนิวส์  เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2555  ด้วยประเด็นร้อนเรื่อง  ระเบียบ กสทช.หลุมดำของทีวีดาวเทียม-เคเบิลทีวี รึเปล่า  มี คุณพสุ ศรีหิรัญ ผ.อ. กลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากรกระจายเสียงและโทรทัศน์  ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) และรศ. สุธรรม  อยู่ในธรรม  คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
             คุณพสุ  สรุปเนื้อหา พรบ. ประกอบกิจการกระจายเสียง 2551 ว่าการประกอบกิจการโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  คือ กลุ่มที่ต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ (ช่อง 3 5 7 9 11 และทีวีไทย) ปัจจุบันแพร่ภาพด้วยระบบอนาล๊อครับชมได้ด้วยเสาหนวดกุ้งและก้างปลา ต่อไประบบนี้จะถูกทดแทนด้วยระบบดิจิตอล  กลุ่มที่สอง  ไม่ต้องใช้คลื่นความถี่  ที่เห็นชัด คือ   กิจการเคเบิลทีวี และกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม  
             ปัจจุบัน  กสทช. มีประกาศออกมาแล้ว 4 ฉบับ  ฉบับแรกคือเรื่องของการกำหนดลักษณะประเภทการประกอบกิจการ  4 ลักษณะ  ลักษณะแรก คือ  ช่องรายการทั่วไปแบบ สปริงนิวส์   ลักษณะที่สอง คือ โครงข่ายคือผู้ที่รวบรวมช่องรายการเข้าด้วยกันแล้วส่งไปยังผู้รับ  ลักษณะที่สาม คือ สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เสาที่ใช้ในการกระจายเสียง  และลักษณะที่สี่เป็นแบบประยุกต์นอกเหนือสามลักษณะแรก เช่น โทรทัศน์แบบ Interactive (ปฎิสัมพันธ์)  อีก 3 ฉบับ  คือหลักเกณฑ์วิธีการอนุญาต 3 ลักษณะแรก ซึ่งเป็นขั้นตอนการขอรับอนุญาตต่างๆ การกำหนดสิทธิและหน้าที่ 
             ผม ( ดร.นิพนธ์) ชี้แจงว่า ช่องโทรทัศน์อยู่ประมาณ 200 -300 ช่อง เป็นช่องที่ประกอบวิชาชีพโทรทัศน์ทั่วไป หารายได้จากโฆษณาเกือบร้อยช่อง นอกนั้นอาจเป็นรายเล็กๆ  ที่เอาไว้แพร่ภาพซ้ำรายการที่ผลิตและเคยเผยแพร่ไปแล้ว  หรือเอาไว้เสริมกิจการอื่น เช่น  ธุรกิจขายตรง หรือ สื่อสารสัมพันธ์เฉพาะกลุ่มที่สามารถสื่อสารได้ทั้ง 2 ทาง 
สำหรับประกาศ กสทช. ทั้ง 4 ฉบับ  เห็นว่ามีรายละเอียดมากไปทำให้สับสน  เช่น  ประกาศบริการสิ่งอำนวยความสะดวก  ไม่แน่ใจว่ารวมถึงอพาทเม้นท์หรือคอนโดมิเนี่ยมที่ติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมบนหลังคาตึก  แล้วเดินสายส่งสัญญาณแจกจ่ายให้ผู้อาศัยตามห้องต่างๆ รับชมโทรทัศน์ถือเป็นการอำนวยความสะดวกหรือไม่  หรือความหมายของคำว่า การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป ก็เจาะจงให้เป็นนิยามเฉพาะโทรทัศน์ประเภทใช้คลื่นความถี่ใช่หรือไม่
                รศ. สุธรรม  เห็นด้วยกับผม (ดร.นิพนธ์) ที่ว่าประกาศมีความสับสนในข้อกฎหมายหลายเรื่อง เช่น  หลักการสำคัญในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ดีต้องไม่เป็นภาระเกินควรแก่ทุกฝ่าย อัตราค่าบริการก็ต้องพอเหมาะพอสมต่อกฎหมาย  ส่วนลักษณะของใบอนุญาตค่อนข้างซับซ้อนสับสนและเยอะมาก  
             ใบอนุญาตหลายใบที่กำลังจะออกเป็นใบอนุญาต  เป็นงานที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้เฉพาะเจาะจง  โดยเฉพาะเรื่องของการกำกับดูแล  ไม่ได้มีกฎหมายที่ให้สิทธิเสรีภาพอย่างเดียว แต่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการทำธุรกิจการเสนองานต่อสาธารณะ เช่น การจำกัดการแพร่ภาพและเสียง (Broadcasting) การจำกัดสิทธิของคนเป็นกฎหมายมหาชนที่นักกฎหมายต้องตีความอย่างเคร่งครัด แต่การอนุญาตต่างๆ กลับไม่มีถ้อยคำเหล่านี้ แต่กลับไปมีถ้อยคำเกี่ยวกับโทรคมนาคมมากกว่า
                ท้ายที่สุดแล้วถ้าเกิดมีคนสงสัย อย่างท่านอาจารย์ ดร.นิพนธ์ หรือใครสงสัยก็อาจจะเอาคดีไปสู่ศาล  เราก็ต้องถามว่าใบอนุญาตประเภทต่างๆ ที่จะออกมานี้อยู่ในกฎหมายโทรคมนาคมก็จริงแต่ว่าไม่ได้กำหนดชัดเจนไว้ในกฎหมายวิทยุโทรทัศน์   เป็นการริดรอนสิทธิเค้าหรือไม่ ประเด็นนี้ต้องคุยกันต่อไปในอนาคต
 ที่ผ่านมาผม (ดร.นิพนธ์) และสมาชิกสมาคมโทรทัศน์ฯ  ได้หารือกันว่าอะไรควรอะไรไม่ควรและทำหนังสือคัดค้าน ชี้แจง และสอบถามไปแล้วรวม 3 ฉบับ  เรื่องที่เป็นปัญหาหลักๆ ในการคัดค้านมี 2 ข้อ คือเรื่องการโฆษณาและการเก็บค่าทำเนียม
            ข้อแรกการโฆษณา พรบ. ฉบับนี้ล้าหลังมาก  การจำกัดโฆษณานี้เป็นเรื่องของ 30 ปี สมัยที่คนต้องเดินไปหมุนเปลี่ยนช่องซึ่งมีช่องโทรทัศน์ให้ดู 3-4 ช่อง  ผู้ชมไม่มีทางเลือก  แต่วันนี้มีโทรทัศน์ถึง  300 ช่อง มีรีโมทกดเปลี่ยนช่องได้ทันที่  ถ้าเราไปจำกัดโฆษณานี่หมายความว่าเราไปจำกัดไม่ให้ผู้ชมได้ชมโฆษณาที่เขาชอบหรือไม่ เพราะช่องที่โฆษณา 24 ชั่วโมง เขาก็มีผู้ชม
           
กิจการโทรทัศน์ใน พรบ. 2551 ไม่มีกิจการที่ระบุว่าเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลี่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการหรือค่าสมาชิกรายเดือน  ถ้าจะตีความให้โทรทัศน์ดาวเทียมอยู่ในกลุ่มไม่ใช้คลื่นความถี่ก็ต้องระบุให้ชัดว่าวิธีการหารายได้ของโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ต่างจากโทรทัศน์กลุ่มใช้คลื่นความถี่  จะมากำหนดให้มีโฆษณาชั่วโมงละ 6 นาทีไม่ได้  เพราะทีวีดาวเทียมไม่มีรายได้จากค่าตอบแทนรายเดือน  แต่มีสภาพเหมือนกับทีวีกลุ่มที่ใช้คลื่นความถี่ที่โฆษณาได้ 12 นาทีครึ่ง
             ถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่า กสทช.  กำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร  เพราะประกาศไปว่าโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่นความถี่และไม่เรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามที่ กสทช. ประกาศกำหนด  หมายถึงให้ขออนุญาตก่อนแล้วค่อยกำหนดภายหลัง   
              ความจริงพวกทีวีดาวเทียมอยากทำรายการแล้วเก็บค่าลิขสิทธิ์จากพวกเคเบิลแต่ไม่มีใครให้  เพราะใครๆ ก็ขโมยสัญญาณไปดูได้  เราสู้กันมาจนถึงวันที่ตัดสินใจว่าปัญหามากนักก็เปิดฟรีเลย  หารายได้จากโฆษณาเอากันเองก็แล้วกัน  ฝากไว้ว่าถ้า กสทช. จะกำหนดให้โฆษณาไม่ว่ากี่นาทีก็ตาม ให้คำนึงถึงความอยู่รอดและความทัดเทียมกัน ถ้าโทรทัศน์ประเภทหนึ่งโฆษณาได้ 12นาทีครึ่ง  เขาลงทุนผลิตรายการล้านหนึ่ง  และถ้าเราโฆษณาได้ 5 นาที  เราก็ลงทุนผลิตได้เพียงห้าแสนบาท  แล้วการแข่งขันจะเสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร       
ข้อที่  2 เราต้องนำส่งเงินให้ กสทช. 2 ก้อน ๆ ละ 2 เปอร์เซ็นของรายได้ทั้งหมด  หมายความว่าเงินที่เรามีรายได้ตั้งแต่บาทแรกเราต้องนำส่ง 4 บาท  แล้วทราบว่าถ้ามีรายได้ไม่ถึง 5 ล้านต่อปีจะลดให้เหลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์  ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทีวีดาวเทียมช่องไหนมีรายได้ต่ำกว่า 5 ล้านต่อปี  สรุปว่ารายจ่ายขั้นต่ำต่อช่องไม่ต่ำกว่าปีละ18 ล้าน  ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ควรได้รับการยกเว้น  เพราะนอกจากค่าทำเนียม 4 เปอร์เซ็นต์แล้ว  ก็ต้องเสียภาษี ไม่ต่างจากกิจการอื่นๆ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็น ภาษีการค้า 3 เปอร์เซ็นต์  สรุปง่ายๆ ว่าถ้าเราลงทุน 100 บาทนะครับ แล้วเราไม่ได้115บาท แปลว่าขาดทุนแน่เพราะทุกๆ ร้อยบาทต้องจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าทำเนียมต่างๆ 15 บาท   
วันนี้คนทำโทรทัศน์ดาวเทียมยังสับสนและวิตกกังวลมากเพราะไม่เข้าใจว่ารายได้นั้นหมายถึงรายได้อะไรบ้าง  เพราะหลายรายตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วมีกิจการหลายอย่างในบริษัทเดียวกัน  รายได้ประเภทโฆษณาและเช่าเวลาเป็นรายได้การออกอากาศแน่ๆ  รายได้จากโฆษณาในเนื้อรายการจะคิดอย่างไร  ถ้าขายของจะคิดรายได้จากอะไร  สตูดิโอที่ให้คนเช่าไปทำงานอื่นต้องเอารายได้มารวมไหม  
  ผม (ดร. นิพนธ์) เคยเสนอไปว่าการนำส่งเงินนี้ควรเก็บตามจำนวนรายได้หรือไม่ ถ้ารายได้มากเก็บมาก แต่ถ้าไม่มีกำไรควรจะต้องเก็บไหม  หรือเราเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินนำส่งแบบที่พวกเราเต็มใจให้ได้หรือไม่  เช่น  เก็บจากสัดส่วนผู้ชมของแต่ละช่อง สมมติว่าสปริง นิวส์มีผู้ชม 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เสีย 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดค่าใช้จ่ายที่  กสทช. วางแผนไว้  ถ้าผู้ชมมากกว่านั้นก็เต็มใจจ่ายมากกว่านั้น  เพราะยิ่งมีผู้ชมมากเราก็ยิ่งขายโฆษณาได้มาก
รศ. สุธรรม อธิบายว่าหลักในการคิดอัตราค่าบริการเนี่ย กฎหมายเค้าให้เพดานเอาไว้เพราะกลัวว่าจะไปคิดเกินเหตุเก็บเกินไม่ได้ และต้องอธิบายหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราค่าบริการกับเงินที่เก็บไปเอาไปใช้อย่างสมเหตุสมผลว่าเอาไปใช้อย่างไร ถ้าไม่มีความชัดเจนก็จะอธิบายในศาลหรือที่ไหนไม่ได้  ความจริงแทนที่ กสทช. ตั้งไว้ก่อน 2 เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วค่อยลดลงมา  คิดว่าจะเก็บไปทำอะไรบ้างและเหมาะสมหรือไม่ก่อนแล้วค่อยๆ บวกขึ้นไปว่าจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์  ตามหลักการของกฎหมายปกครองนี้ควรจะกำหนดอัตราค่าอนุญาตไปเป็นค่าใช้จ่ายไม่ใช่ยิ่งโตยิ่งรวย 
 คุณพสุ  สรุปว่าปัจจุบันทางกสทช.กำลังรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องหลักเกณฑ์เรื่องการลดหย่อน เช่น  ช่องที่ทำรายการสาระและคุณประโยชน์ก็สามารถทำขอลดหย่อนมาได้
รศ. สุธรรม  ยังยืนยันว่า  กสทช. เป็นองค์กรของรัฐ  ไม่ได้ทำหน้าที่อนุมัติเงินลงทุนแบบบริษัทเอกชน  ดังนั้นการเสนอรายละเอียดในการขออนุญาตก็ไม่ควรต้องดูรายละเอียดมากจนเกินกว่าการเป็นผู้กำกับดูแล เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะมากำกับก่อน เป็นเรื่องของการกำกับภายหลัง  ทุกช่องต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์  ช่วงท้ายรายการ รศ. สุธรรม  ฝากไว้ว่า 
 จริงๆ การกำกับดูแลมันหน้าจะทำให้ง่าย แล้วก็เข้าตลาดสำหรับคนที่เข้าตลาดอยู่แล้ว แล้วค่อยกำกับดูแลเค้าที่หลังง่ายกว่า
ท้ายสุดผม (ดร. นิพนธ์) ได้เล่าถึงการประชุมของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมก่อนมาร่วมรายการปอกเปลือกข่าวว่า กรรมการสมาคมฯ ได้คุยกันถึงว่าจะพวกเราจะสมัครหรือไม่   ถ้าไม่สมัครแล้วคงต้องเปลี่ยนสัญชาติไปแพร่ภาพที่ประเทศเพื่อนบ้าน  ส่วนผู้ชมจะชมได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่งแต่เชื่อว่าถ้ามีรายการถูกใจผู้ชมก็ต้องพยายามชมให้ได้  เหมือนปรากฏการซื้อวิทยุคลื่นสั้นมาฟังกันในอดีต  ท้ายที่สุดสมาคมฯ มีมติให้สมัคร  โดยให้สมาคมเป็นตัวแทนสมาชิกทั้งหมดกว่า 90 ช่อง  ไปยื่นใบสมัครพร้อมกันในวันที่ 6 ธันวาคม 2555     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น