มุมมองโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย
การสัมมนา
Thailand In View Seminar 2011 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ
สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) และ CASBAA เมื่อวันที่ 20
มกราคม 2554 ที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว
ในฉบับที่แล้วเราก็คุยว่าเราได้รับเกียรติจาก ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาเปิดงาน
โดยกล่าวนโยบายของรัฐต่ออุตสาหกรรมนี้ไปแล้ว และในช่วงบ่าย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ได้ให้เกียรติกล่าวปิดการสัมมนา สำหรับฉบับนี้เราก็จะคุยกันต่อในเนื้อหาของการสัมมนาช่วงเช้าครับ
การสัมมนาช่วงเช้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมเติบโตอย่างไร
เน้นอะไร และขาดอะไร เริ่มต้นด้วย คุณสินธุ์ เภตรารัตน์ (MD, AGB Nielsen Media Research) กล่าวสรุปภาพรวมไว้ดังนี้ครับ จากการสำรวจของ Nielsen พบว่า ประเทศไทยมีครัวเรือนที่มีโทรทัศน์กว่า 21.4 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยครัวเรือนละ 2 เครื่อง ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเห็นว่า ณ
วันนี้ มีทีวีในไทยกว่า 43 ล้านเครื่อง
แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 3 คน/ครัวเรือน บางบ้านก็ดูเครื่องเดียวคนเดียว บางบ้านก็ดูเครื่องเดียวทั้งบ้าน แต่ละบ้านก็เปิดโทรทัศน์เฉลี่ย
3 ชั่วโมง 58 นาที ต่อวัน ก็ราวๆ 4
ชั่วโมง วันหนึ่งดูแค่นั้น ไม่ได้ดูกันถึง
24 ชั่วโมง คิดเป็น 6
บ้านเท่ากับหนึ่งบ้านดู 24 ชั่วโมง
ถ้าเราบอกมีคนดู 1 หลังคาเรือนต่อวัน ดู 6 ครัวเรือนก็จะนับเป็น 1 วัน
(ภาพกราฟ
Growth over the last 10 Year on Cab/Sat Penetration)
จากภาพ ตั้งแต่ปี 2000 – 2005 ตัวเลขขึ้นทีละนิด จะเป็นของเคเบิลซะมาก แต่มาเริ่มกระโดดเมื่อปี
2006 ตัวเลขกระโดดขึ้นไปเกินครึ่งจนถึงปี
2010 ผู้ชมตรงนี้ 45 % แต่เรามักจะบอกว่า คนดูโลกไร้เสาเกินกว่า
50% ทำไมเราถึงพูดอย่างนั้น เพราะการสำรวจจะไม่รวมผู้ชมในอพาร์ทเมนต์
และโทรทัศน์ที่เปิดในที่สาธารณะ ถ้ารวมตัวเลขต้องเกิน 50% แน่ เราจึงพูดว่าวันนี้มีผู้ชมผ่านโลกไร้เสาเกินกึ่งหนึ่ง คุณสินธุ์ ยืนยันว่าผู้ชมโลกไร้เสาขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เป็นเพราะราคาจานดาวเทียมลดลงมาก สมัยก่อนจานดำโปร่งใบละหลายหมื่น ถ้าย้อนหลังไปอีก
10 – 20 ปีที่แล้ว
ราคาเป็นแสน แต่วันนี้ราคาหกเจ็ดพันก็ซื้อได้แล้ว ในอดีตต้องหันจานไปหันจานมาเพื่อรับดาวเทียมดวงนั้นดวงนี้
แต่เดี๋ยวนี้ติดแล้วดูได้หลายดวง
ประกอบกับผู้ผลิตรายการสนใจมาผลิตรายการป้อนดาวเทียม และเคเบิลมากขึ้น
ทำให้ผู้ชมมีตัวเลือกในการรับชมมากขึ้น คุณสินธุ์กล่าวอีกว่าในปีที่ผ่านมา (2010)
มีมูลค่าโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ กว่า 1 แสนล้าน เฉพาะทางโทรทัศน์อย่างเดียวมีกว่า 6
หมื่นล้าน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน (2009) ก็แสดงให้เห็นว่าจำนวนเงินตรงนี้มันมีมาก
มากพอที่จะกระจายมาโฆษณากับโทรทัศน์ดาวเทียม
คุณสินธุ์ กล่าวว่า ช่องรายการปัจจุบันมีกว่า 150 ช่อง และพบว่าผู้ชมตั้งแต่
4 ปีขึ้นไป ชมรายการทางโทรทัศน์ดาวเทียมมาก โดยเฉพาะรายการประเภทการ์ตูน และ
ภาพยนตร์ โดยจะแบ่งตามช่วงอายุต่างๆ
ซึ่งมักจะดูตามไลฟ์สไตล์ของเขา
ทั้งหมดนี้ก็เป็นการเติบโตของโทรทัศน์ดาวเทียม
การสัมมนาในช่วงต่อมาจะลึกลงไปในส่วนของการตลาดมากขึ้น ท่านแรกคือ คุณธนวัฒน์ วันสม กรรมการผู้จัดการใหญ่ MCOT เกริ่นว่า วันนี้ยอมรับว่าในช่วง Prime Time ทั้งเช้าและกลางคืน
ก็ยังเป็นเวลาของฟรีทีวีอยู่ดี แต่ในช่วงเวลาอื่นก็จะกระจายไปทุกช่อง
แต่เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น
ก็จะกระจายไปชมทางนั้น คำว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนของโทรทัศน์นะครับ เพราะว่า โทรทัศน์คือสื่อหลักที่คนไทยรับชม
ท่านต่อไปคือ คุณสมพร ธีระโรจนพงษ์ CEO PSI Holding กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ทำให้มีผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
คือ การเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสัมปทานผูกขาดแค่เพียง 4-5 ช่อง
กลายเป็นโทรทัศน์ดาวเทียมในระบบเสรี กลายเป็นช่องรายการที่มีความหลากหลาย เราจึงสามารถเจาะเข้าถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน
สำหรับ Mr.John Medeiros Deputy CEO CASBAA ให้ความเห็นว่า เท่าที่เขาไปมาหลายประเทศแล้ว
เขาเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร มากกว่าประเทศอื่นๆ
ในเขตเอเชียตะวันออก ส่วน Mr.Todd
Miller ( EVP ) กล่าวเห็นด้วยและเพิ่มเติมว่า
โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลเติบโตกว่าร้อยละ 50
และคิดว่าเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น ที่จะมองธุรกิจในเมืองไทย ท่านสุดท้ายคือ Mr. Adom มองในมุมของช่องกีฬาของ ESPN ว่า ตลาดนี้ยังไงก็โต
แต่ต้องหันมามองส่วนที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์และการโฆษณา
คุณธนวัฒน์ เล่าต่อว่า ในอดีตโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกไม่มีการโฆษณา ยกตัวอย่างเช่น True Visions ซึ่งดำเนินกิจการภายใต้สัมปทานของ
MCOT เพิ่งได้โฆษณาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมานี้
เพราะกฎหมายเพิ่งออกส่วนจะโฆษณาได้ 6 นาที หรือ 12 นาที ทำให้บางคนพอใจและไม่พอใจ แต่ Mr.Todd มองว่า โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก
ได้เงินจากสมาชิกก็น่าจะพอใจที่ 6 นาที ซึ่งก็น่าจะอยู่ได้
สุดท้าย คุณสมพร
ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของกฎหมายที่มีการจำกัดเวลาโฆษณา
ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูและแก้ไข
ว่าเราจะส่งเสริมและพัฒนา หรือจะกำกับกันแบบนักโทษ ถึงแม้รัฐบาลไม่มีการควบคุมเวลาโฆษณา ผู้ชมก็มีส่วนในการตัดสินใจเองว่าถ้าโฆษรายาวไป
เขาจะชมต่อไปหรือไม่ ผลสุดท้ายถ้าช่องนั้นมีแต่โฆษณา
ผู้ชมไม่ดู ช่องนั้นก็อยู่ไม่รอด
การสัมมนาในช่วงแรกก็สรุปว่า การอยู่รอดของช่องรายการนั้นขึ้นอยู่กับรายการที่นำเสนอ
ว่าจะตรงกับความต้องการของผู้ชมรายการหรือไม่
ส่วนข้อจำกัดในการโฆษณาก็ยังเป็นข้อจำกัดสำหรับโทรทัศน์ไร้เสา เพราะเป็นกิจการที่มีข้อจำกัดในการเก็บเงินสมาชิกและยังมีข้อจำกัดเรื่องลิขสิทธิ์ สำหรับส่วนที่จะไปได้ดีคือ
การถ่ายทอดสดที่มีคุณภาพก็ยังมีโอกาสเรียกเก็บค่าบริการ เพราะผู้ชมดูโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่อง
และดูเพียง 4 ชั่วโมง เขาก็ยินดีจะจ่าย
การสัมมนาช่วงที่
2 เป็นการพูดคุยในเรื่องของข่าว โดยมีผู้ร่วมสัมมานาท่านแรก คือ คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (MD, T News ) กล่าวว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนไป
ทำให้ธุรกิจกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นได้ คุณสนธิญาณเล่าว่า ตนเป็นผู้ริเริ่มส่งข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือในนามของ
INN ซึ่งมีผู้ใช้บริการกว่า
2 ล้านราย และต่อมากลายเป็น T News ก็ยังนำบริการส่งข่าว SMS
มาใช้ และก็มีผู้ใช้บริการกว่าแสนราย การรายงานข่าวด้วยเทคโนโลยี 3G จะมีความหมายมาก
เพราะจะทำให้การรายงานข่าวไร้ขีดจำกัด เราสามารถส่งข่าวหรือความเคลื่อนไหวสดจากเหตุการณ์ สามารถส่งข่าวได้วันละ 6-8 ข่าว
เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก
ท่านที่สอง
คือ คุณจิระ ห้องสำเริง (MD, E-Mass Com ) กล่าวว่า
ปัจจุบันโอกาสของคนทำงานสื่อนับวันจะมีมากขึ้น เพราะการกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่มีมากขึ้นและราคาถูกลง คนมีตัวเลือกใหม่ๆ เยอะ เมื่อผู้ชมมีตัวเลือกมากขึ้น
ก็จะทำให้การแข่งขันมากขึ้น
ตัวคนทำสื่อเองอย่างพวกเราก็ต้องพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าไปอยู่ในตลาดการแข่งขันได้
วันนี้เราเห็นครอบครัวเดียวกัน ชมโทรทัศน์ในห้องเดียวกัน แต่ต้องใช้โทรทัศน์ 3-4
จอ ตรงกับที่ คุณสินธุ์ บอกว่า
ชมโทรทัศน์เฉลี่ยบ้านละ 2 เครื่อง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกบ้านจะมี 2 เครื่อง
บางบ้านก็อาจมีเครื่องเดียว เขาดูเพราะเป็นสิ่งที่เขาอยากดู
เราต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร วันนี้สังคมต้องการคนทำข่าวที่มีคุณภาพ ข่าวที่สามารถตรวจสอบได้ เมื่อสังคมต้องการข่าวที่มีคุณภาพ
ก็มีการเกิดใหม่ของเทคโนโลยี Social Media ซึ่งวันนี้มีพลังมาก เปรียบ
Social Media กับสภากาแฟ เราต้องดูว่าเขาพูดอะไรกัน
หากเราหยิบประเด็นข่าวนั้นมาทำ มันคือพลัง
และเป็นหลักการหนึ่งในการนำไปใช้ในการคัดเลือกข่าวมาให้คนดู
Sunita
Rajan (VP Sales, Asia ans Australia, BBC
Worldwide Channels Asia) เห็นว่าการทำข่าวสำคัญที่ต้องรู้ว่าคนดูต้องการอะไร และสามารถตรวจสอบและยืนยันได้หรือไม่ เป็นข่าวที่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่าการหาข่าว เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าเราได้ความจริงมาแค่ไหน การได้ข่าวมาเร็วไม่ได้แปลว่าเป็นข่าวที่จริง
ข่าวที่เป็นความจริงต้องสามารถตรวจสอบได้
ต้องมีแหล่งข่าวมากกว่าหนึ่ง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยี เธอมองว่า
ศักยภาพของคนทำข่าวพร้อมหรือไม่ที่จะทำข่าวคนเดียว แต่ป้อนไปทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์
วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หรือสื่อใหม่ก็ตาม ถ้าคนเดียวทำได้หมด
นั้นคือศักยภาพที่คนทำข่าวต้องพิสูจน์
คุณพฤกษ์ จาก TNN 24 ย้ำว่ายังไงผู้ชมข่าวก็ยังต้องการหาคำตอบจากคนทำข่าวให้ได้ทุกคำตอบ
เพราะฉะนั้นคนทำข่าวจึงต้องไปหาข้อมูลให้มากที่สุด ให้กับผู้ชมในช่วงเวลาต่างกัน สำหรับ TNN
ประกาศว่า 24 ชั่วโมง เพราะว่า ผู้ชมข่าว 24 ชั่วโมงเสพข่าวที่แตกต่างกัน คนข่าวจำต้องทำข่าวให้ผู้ชมได้ในทุกเวลา
แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ข่าวต้องเป็นข่าว แสดงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ไม่มีความเห็นในเนื้อข่าว
และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ให้ใครมาแสดงความคิดเห็นในเนื้อข่าว
จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดในสาระสำคัญ
( รูปการสัมมนา )
คุณพฤกษ์
กล่าวว่า แม้สื่อจะมีหลายช่องทาง มีเทคโนโลยีเกิดใหม่แค่ไหนก็ตาม
แต่ความสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและความน่าเชื่อถือ คนข่าวเองต้องเชื่อในจิตวิญญาณของผู้ชมและชื่อในตนเองว่า
ตนมีหน้าที่นำข้อมูลมาให้ ผู้ชมตัดสินใจเอง
สำหรับการสัมมนาในช่วงที่สองนี้
อาจลงลึกเรื่องของเทคโนโลยีของการนำเสนอข่าว
แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรเอื้อมมือมาสนับสนุน ส่วนตัวนักข่าวเองก็ต้องปรับตัวรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สามารถผลิตข่าวได้ทุกสภาพ
สามารถพัฒนาข่าวได้อย่างไม่หยุดยั้ง
แต่ทุกท่านก็เห็นว่าเทคโนโลยีไม่สำคัญไปกว่าเนื้อข่าว ที่ต้องสนองตอบความจริง สามารถตรวจสอบได้ และต้องตรวจสอบแล้วด้วย ส่วนการที่จะให้ข่าวบิดเบือนก็ต้องแยกออกไป
เพราะนั้นคือความคิดเห็นส่วนตัว
การสัมมนาในช่วงที่
3 ถ้ามีคนดูอย่างที่คุณสินธุ์ว่า
และมีการเติบโตอย่างในกลุ่มที่ 1 บอก มีข่าวเนื้อหาดีอย่างกลุ่มที่ 2
เราก็ต้องมาดูว่าการโฆษณาในกลุ่มของเคเบิลมีเงินโฆษณาเข้าบ้างหรือไม่ การสัมมนาในช่วงที่ 3 นี้ มีผู้ร่วมสัมมนาท่านแรก คือ คุณพิชัย ชื่นสุขสวัสดิ์
(Editor-in-Chief,
Post Publishing) กล่าวว่า ผู้ผลิตรายการออกอากาศทั้งฟรีทีวีและทีวีดาวเทียมนั้น ต้องดำเนินการตามนโยบายและแนวคิด
แล้วไม่ใช่แค่นั้น ยังต้องศึกษาไปที่เทคโนโลยีการส่งสัญญาณทางอินเตอร์เน็ต ทางมือถือ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น เราต้องเห็นว่าการขยายตัวทางธุรกิจไปในทางใด
และเติบโตไปทางไหน
ท่านที่สอง
คือ คุณ Raymund Miranda
(AP Universal) กล่าวว่า ตนผลิตรายการในประเทศไทย ถึง 3
ช่องรายการ เพราะเห็นว่าการตลาดในประเทศไทยและในทวีปเอเชียมีการเติบโตอย่างมาก เพราะดูจากผู้ชมทั้งทางโทรทัศน์และเว็บไซต์ เมื่อเรามีข้อมูลผู้ชมซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อไหร่ที่เราสามารถบอกได้ว่า นี่คือข้อมูลผู้ชมโทรทัศน์ดาวเทียม
และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อนั้นโฆษณาก็จะเข้า
ท่านสุดท้าย
สำหรับการสัมมนาในช่วงนี้คือ คุณเบิร์ด บุนนาค (Territory Head , Thailand ,
FOX International Channels) กล่าวว่าปัจจุบัน FOX เผยแพร่รายการผ่าน True Visions และในเคเบิลทีวี
วันนี้ความรับผิดชอบของเขาอยู่ที่การหาโฆษณา และคำถามที่ได้จากบริษัทโฆษณาคือ มีคนดูไหม
มีผู้ชมจำนวนเท่าไหร่
เพราะสิ่งที่เขาทำมาตลอด 3-4 ปี
มีข้อมูลจำนวนมาก จากหลายแหล่ง
เป็นข้อมูลที่แตกต่างกัน
พอแตกต่างกัน บริษัทโฆษณาก็ไม่เชื่อ เพราะไม่รู้จะใช้ข้อมูลไหน สิงที่สำคัญคือ ตัวเลขที่ปรากฏต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ และต้องไม่เป็นตัวเลขที่ต่ำ หรือเกินความเป็นจริง
การสัมมนาในส่วนนี้สรุปว่า
กิจการโทรทัศน์ดาวเทียมจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต่อเมื่อ ตัวเลขผู้ชมน่าเชื่อถือ
สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อโฆษณาได้ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แค่ Nielsen เพียงรายเดียว
แต่ต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ
ต้องรวมกันศึกษากันทั้งระบบ ทั้งสภาพแวดล้อม
และการเติบโตในระยะยาว
เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิล รวมถึงนักโฆษณา เห็นเป็นภาพเดียวกัน
สำหรับเรื่องราวในช่วงบ่ายเราจะนำมาพูดคุยกันในฉบับต่อไป
ซึ่งจะเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งพอดีกับการเกิดขึ้นของ กรรมการ กสทช. ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น