วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

มุมมองโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย


มุมมองโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิกและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย

การสัมมนา Thailand  IN View Seminar 2011 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของ สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) และ CASBAA เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 ที่ผ่านมานั้น  เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว ในฉบับที่แล้วเราก็คุยว่าเราได้รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาเปิดงานและกล่าวนโยบายของรัฐต่ออุตสาหกรรมนี้ไปแล้ว และในช่วงบ่าย เราก็เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปิดการสัมมนาทั้งนี้  ในฉบับนี้เราก็จะคุยกันต่อในส่วนของการสัมมนาช่วงเช้าครับ
            การสัมมนาช่วงเช้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมเติบโตอย่างไร เน้นอะไร  และขาดอะไร 
เริ่มต้นด้วยคุณสินธุ์   เภตรารัตน์  (MD, AGB Nielsen Media Research)   กล่าวสรุปภาพรวมไว้ดังนี้ครับ  จากการสำรวจของ Nielsen  พบว่า ประเทศไทยมีครัวเรือนที่มีโทรทัศน์กว่า  21.4 ล้านครัวเรือน  เฉลี่ยครัวเรือนละ 2 เครื่อง  ถ้ามองอย่างนี้ก็จะเห็นว่า    วันนี้ มีทีวีในไทยกว่า 43 ล้านเครื่อง  แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกเฉลี่ย 3 คน/ครัวเรือน  บางบ้านก็ดูเครื่องเดียวคนเดียว  บางบ้านก็ดูเครื่องเดียวทั้งบ้าน แต่ละบ้านก็เปิดโทรทัศน์เฉลี่ย 3 ชั่วโมง 58 นาที ต่อวัน  ก็ราวๆ 4 ชั่วโมง วันหนึ่งดูแค่นั้น  ไม่ได้ดูกันถึง 24 ชั่วโมง  คิดเป็น 6 บ้านเท่ากับหนึ่งบ้านดู 24 ชั่วโมง   ถ้าเราบอกมีคนดู 1 หลังคาเรือนต่อวัน ดู 6 ครัวเรือนก็จะนับเป็น 1 วัน
            (ภาพ)
            จากภาพ  ตั้งแต่ปี 2000 2005 ตัวเลข ขึ้นทีละนิด  จะเป็นของเคเบิลซะมาก แต่มาเริ่มกระโดดเมื่อปี 2006  ตัวเลขกระโดดขึ้นไปเกินครึ่ง จนถึงปี 2010  ผู้ชมตรงนี้ 45 % แต่เรามักจะบอกว่า คนดูโลกไร้เสาเกินกว่า 50% ทำไมเราถึงพูดอย่างนั้น เพราะการสำรวจจะไม่รวมผู้ชมในอพาร์ทเมนต์ และโทรทัศน์ที่เปิดในที่สาธารณะ ถ้ารวม ตัวเลขต้องเกิน 50% แน่  เราจึงพูดว่าวันนี้มีผู้ชมผ่านโลกไร้เสาเกินกึ่งหนึ่ง  คุณสินธิ์ ยืนยันว่าผู้ชมโลกไร้เสาขยายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะราคาจานดาวเทียม ลดลงมาก สมัยก่อนจานดำโปร่งใบละหลายหมื่น ย้อนหลังไปอีก 10 20 ปีที่แล้ว  ราคาเป็นแสน แต่วันนี้ราคาหกเจ็ดพันก็ซื้อได้แล้ว  ในอดีตต้องหันจานไปหันจานมาเพื่อรับดาวเทียมดวงนั้นดวงนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ติดแล้วดูได้หลายดวง ประกอบกับผู้ผลิตรายการสนใจมาผลิตรายการป้อนดาวเทียมและเคเบิลมากขึ้น ทำให้ผู้ชมมีตัวเลือกในการรับชมมากขึ้น คุณสินธุ์กล่าวอีกว่าในปีที่ผ่านมา (2010) มีมูลค่าโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ กว่า 1 แสนล้าน เฉพาะทางโทรทัศน์อย่างเดียวมีกว่า 6 หมื่นล้าน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน (2009)  ก็แสดงให้เห็นว่าจำนวนเงินตรงนี้มันมีมาก มากพอที่จะกระจายมาโฆษณากับโทรทัศน์ดาวเทียม
            คุณสินธุ์  กล่าวว่า ช่องรายการปัจจุบันมีกว่า 150 ช่อง และพบว่าผู้ชม ตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ชมรายการทางโทรทัศน์ดาวเทียมมาก โดยเฉพาะรายการประเภทการ์ตูน และ ภาพยนตร์  โดยจะแบ่งตามช่วงอายุต่างๆ ซึ่งมักจะดูตามไลฟ์สไตล์ของเขา  ทั้งหมดนี้ก็เป็นการเติบโตของโทรทัศน์ดาวเทียม  
            การสัมมนาในช่วงต่อมาจะลึกลงไปในส่วนของการตลาดมากขึ้น  ท่านแรกคือ คุณธนวัฒน์ วันสม  กรรมการผู้จัดการใหญ่ MCOT  เกริ่นว่าวันนี้ยอมรับว่าในช่วง Prime Time ทั้งเช้าและกลางคืน ก็ยังเป็นเวลาของ ฟรีทีวีอยู่ดี  ซึ่งชมทุกช่อง แต่ในช่วงเวลาอื่นก็จะกระจายไปทุกช่อง  แต่เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น  ก็จะกระจายไปชมทางนั้น คำว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนของโทรทัศน์นะครับ  เพราะว่า โทรทัศน์คือสื่อหลักที่คนไทยรับชม
            ท่านต่อไปคือ คุณสมพร ธีระโรจนพงษ์ CEO PSI Holding  กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ทำให้มีผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก คือ การเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสัมปทานผูกขาดแค่เพียง 4-5 ช่อง กลายเป็นโทรทัศน์ดาวเทียมในระบบเสรี กลายเป็นช่องรายการที่มีความหลากหลาย เราจึงสามารถเจาะเข้าถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน
            สำหรับ Mr.John Medeiros  Deputy CEO CASBAA  ให้ความเห็นว่า เท่าที่เขาไปมาหลายประเทศแล้ว เขาเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร  มากกว่าประเทศอื่นๆในเขตเอเชียตะวันออก ส่วน Mr.Todd  Miller  ( EVP )  ก็กล่าวเห็นด้วยและเพิ่มเติมว่าโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลเติบโตกว่าร้อยละ 50  และคิดว่าเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น ที่จะมองธุรกิจในเมืองไทย  ท่านสุดท้าย คือ Mr.Adom ก็มองในมุมของช่องกีฬา ของ ESPN ว่า ตลาดนี้ยังไงก็โต แต่ต้องหันมามองส่วนที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์และการโฆษณา
            คุณธนวัฒน์ เล่าต่อว่า ในอดีตโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิกไม่มีการโฆษณา  ยกตัวอย่างเช่น TRUE VISIONS  ซึ่งดำเนินกิจการภายใต้สัมปทานของ MCOT  เพิ่งได้โฆษณาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2553 ที่ผ่านมานี้ เพราะกฎหมายเพิ่งออก  ส่วนจะโฆษณาได้ 6 นาที หรือ 12 นาที  ก็ทำให้บางคนพอใจ บางคนก็ยังไม่พอใจ  แต่ Mr.Todd มองว่า  โทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ได้เงินจากสมาชิกก็น่าจะพอใจที่ 6 นาที ซึ่งก็น่าจะอยู่ได้ 
            สุดท้าย คุณสมพร ชี้ให้เห็นถึงความเหลือมล้ำของกฎหมายที่มีการจำกัดเวลาโฆษณา ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูและแก้ไข  ว่าเราจะส่งเสริมและพัฒนา หรือจะกำกับกันแบบนักโทษ  คุณสมพร ให้เหตุผลว่าถึงแม้รัฐบาลไม่มีควบคุมเวลาการโฆษณา ผู้ชมก็มีส่วนในการตัดสินใจเองว่าถ้าโฆษรายาวไปเขาจะชมต่อไปหรือไม่  ผลสุดท้ายถ้าช่องนั้นมีแต่โฆษณาผู้ชมไม่ดู ช่องนั้นก็อยู่ไม่รอด
            การสัมมนาในช่วงแรกก็สรุปว่า การอยู่รอดของช่องรายการนั้นขึ้นอยู่กับรายการที่นำเสนอว่าจะตรงกับความต้องการของผู้ชมรายการหรือไม่  ส่วนข้อจำกัดในการโฆษณาก็ยังเป็นข้อจำกัดสำหรับโทรทัศน์ไร้เสา เป็นกิจการที่มีข้อจำกัดในการเก็บเงินสมาชิก และยังมีข้อจำกัดเรื่องลิขสิทธิ์  สำหรับส่วนที่จะไปได้ดีคือ ส่วนของการถ่ายทอดสดที่มีคุณภาพก็ยังมีโอกาสเรียกเก็บค่าบริการ เพราะผู้ชมดูโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่อง และดูเพียง 4 ชั่วโมง เขาก็ยินดีจะจ่าย
การสัมมนาช่วงที่ 2   เป็นการพูดคุยในเรื่องของข่าว  โดยมีผู้ร่วมสัมมานาท่านแรก คือ คุณสนธิญาณ  ชื่นฤทัยในธรรม  (MD, T News ) กล่าวว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนไปทำให้ธุรกิจกลุ่มเล็กๆเกิดขึ้นได้ คุณสนธิญาณเล่าว่าตนเป็นผู้ริเริ่มส่งข่าว ผ่านโทรศัพท์มือถือ ในนามของ INN  ซึ่งมีผู้ใช้บริการกว่า 2 ล้านราย และต่อมากลายเป็น T News ก็ยังนำบริการส่งข่าวSMS มาใช้งาน และก็มีผู้ใช้บริการกว่าแสนราย  การรายงานข่าวด้วยเทคโนโลยี 3G  จะมีความหมายมาก เพราะจะทำให้การรายงานข่าวไร้ขีดจำกัด  เราสามารถส่งข่าวหรือความเคลื่อนไหว สดจากเหตุการณ์  สามารถส่งข่าวได้วันละ 6-8 ข่าว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก 
ท่านที่สอง คือ คุณจิระ ห้องสำเริง  (MD, E-Mass Com ) กล่าวว่าปัจจุบันโอกาสของคนทำงานสื่อนับวันจะมีมากขึ้น เพราะการกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ มีมากขึ้น และราคาถูกลง  คนมีตัวเลือกใหม่ๆ เยอะ  เมื่อผู้ชมมีตัวเลือกมากขึ้น ก็จะทำให้การแข่งขันมากขึ้น  ตัวคนทำสื่อเองอย่างพวกเราก็ต้องพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าไปอยู่ในตลาดการแข่งขันได้ วันนี้เราเห็นครอบครัวเดียวกัน ชมโทรทัศน์ในห้องเดียวกันแต่ต้องใช้โทรทัศน์ 3-4 จอ  ตรงกับที่คุณสินธุ์ บอกว่า ชมโทรทัศน์เฉลี่ยบ้านละ 2 เครื่อง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกบ้านจะมี 2 เครื่อง บางบ้านก็อาจมีเครื่องเดียว หรืออาจมีหลายเครื่องดูกันคนละมุม เขาดูเพราะเป็นสิ่งที่เขาอยากดู เราต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร วันนี้สังคมต้องการคนทำข่าวที่มีคุณภาพ ข่าวที่สามารถตรวจสอบได้  เมื่อสังคมต้องการข่าวที่มีคุณภาพ ก็มีการเกิดใหม่ของเทคโนโลยี Social Media  ซึ่งวันนี้มีพลังมาก  เปรียบ Social Media กับสภากาแฟ  เราต้องดูว่าเขาพูดไรกัน หากเราหยิบประเด็นข่าวนั้นมาทำ มันคือพลัง และเป็นหลักการหนึ่งในการนำไปใช้ในการคัดเลือกข่าวมาให้คนดู
Sunita Rajan (VP Sales, Asia ans Australia, BBC Worldwide Channels Asia) เห็นว่าการทำข่าวสำคัญที่ต้องรู้ว่าคนดูต้องการอะไร  และเป็นข่าวที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้หรือไม่  เป็นข่าวที่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงได้  การตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่าการหาข่าว  เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าเราได้ความจริงมาแค่ไหน การได้ข่าวมาเร็วไม่ได้แปลว่าเป็นข่าวที่จริง  ข่าวที่เป็นความจริงต้องสามารถตรวจสอบได้ ต้องมีแหล่งข่าวมากกว่าหนึ่ง ส่วนเรื่องของเทคโนโลยี เธอมองว่า ศักยภาพของคนทำข่าวพร้อมหรือไม่ที่จะทำข่าวคนเดียว แต่ป้อนไปทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็น  หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หรือสื่อใหม่ก็ตาม ถ้าคนเดียวทำได้หมด นั้นคือศักยภาพที่คนทำข่าวต้องพิสูจน์  
คุณพฤกษ์ จาก TNN 24 ย้ำว่ายังไงผู้ชมข่าว ก็ยังต้องการหาคำตอบจากคนทำข่าวให้ได้ทุกคำตอบ เพราะฉะนั้นคนทำข่าวจึงต้องไปหาข้อมูลให้มากที่สุด  ให้กับผู้ชมในช่วงเวลาต่างกัน สำหรับ TNN ประกาศว่า 24 ชั่วโมง เพราะว่า ผู้ชมข่าว 24 ชั่วโมง เสพข่าวที่แตกต่างกัน  คนข่าวจำต้องทำข่าวให้ผู้ชมได้ในทุกเวลา แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ข่าวต้องเป็นข่าว แสดงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ไม่มีความเห็นในเนื้อข่าว และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ให้ใครมาแสดงความคิดเห็นในเนื้อข่าว จนทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดในสาระสำคัญ 
คุณพฤกษ์ กล่าวว่า แม้สื่อจะมีหลายช่องทาง มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่แค่ไหนก็ตาม แต่ความสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและความน่าเชื่อถือ คนข่าวเองก็ต้องเชื่อในจิตวิญญาณของผู้ชม  แล้วก็เชื่อในตนเองว่าตนมีหน้าที่นำข้อมูลมาให้ ผู้ชมตัดสินใจเอง
สำหรับการสัมมนาในช่วงที่สองนี้ อาจลงลึกเรื่องของเทคโนโลยีของการนำเสนอข่าว แต่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรเอื้อมมือมาสนับสนุน ส่วนตัวนักข่าวเองก็ต้องปรับตัว รับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี  สามารถผลิตข่าวได้ทุกสภาพ สามารถพัฒนาข่าวได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่ทุกท่านก็เห็นว่าเทคโนโลยีไม่สำคัญไปกว่าเนื้อข่าว ที่ต้องสนองตอบความจริง  และต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องตรวจสอบแล้วด้วย ส่วนความคิดเห็นที่จะทำให้ข่าวบิดเบือนก็ต้องแยกออกไป เพราะนั้นคือความคิดเห็นส่วนตัว
การสัมมนาในช่วงที่ 3  เราก็ต้องมานั่งดูกันว่า ถ้ามีคนดูอย่างที่คุณสินธุ์ว่า และมีการเติบโตอย่างในกลุ่มที่ 1 บอก มีข่าวเนื้อหาดีอย่างกลุ่มที่ 2  เราก็ต้องมาดูว่าการโฆษณาในกลุ่มของเคเบิลมีเงินโฆษณาเข้าบ้างหรือไม่  การสัมมนาในช่วงที่ 3 นี้  มีผู้ร่วมสัมมนาท่านแรก คือ คุณพิชัย ชื่นสุขสวัสดิ์ (Editor-in-Chief, Post Publishing) กล่าวว่าผู้ผลิตรายการออกอากาศทั้งฟรีทีวีและทีวีดาวเทียมนั้น  ต้องดำเนินการตามนโยบายและแนวคิด แล้วไม่ใช่แค่นั้น ยังต้องศึกษาไปที่เทคโนโลยีการส่งสัญญาณ ทางอินเตอร์เน็ท  ทางโทรศัพท์มือถือ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ทั้งสิ้น  เราต้องเห็นว่าการขยายตัวทางธุรกิจไปในทางใด และเติบโต ไปทางไหน  
ท่านที่สอง คือ คุณ Raymund  Miranda  (AP Universal)  กล่าวว่า ตนผลิตรายการในประเทศไทย ถึง 3 ช่องรายการ เพราะเห็นว่าการตลาดในประเทศไทยและในทวีปเอเชียมีการเติบโตอย่างมาก เป็นสิ่งยินดีมาก  เพราะดูจากผู้ชมทั้งทางโทรทัศน์และเว็บไซต์   เมื่อเรามีข้อมูลผู้ชมซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  เมื่อไหร่ที่เราสามารถบอกได้ว่านี้คือข้อมูลผู้ชมโทรทัศน์ดาวเทียม และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อนั้นโฆษณาก็จะเข้า
ท่านสุดท้าย สำหรับการสัมมนาในช่วงนี้คือ คุณเบิร์ด บุนนาค (Territory Head, Thailand, FOX International Channels) กล่าวว่าปัจจุบัน FOX เผยแพร่รายการผ่าน TRUE VISIONS และในเคเบิลทีวี   วันนี้ความรับผิดชอบของเขาอยู่ที่การหาโฆษณา  และคำถามที่ได้จากบริษัทโฆษณาคือ มีคนดูไหม มีผู้ชมจำนวนเท่าไหร่  เพราะสิ่งที่เขาทำมาตลอด 3-4 ปี  มีข้อมูลจำนวนมาก จากหลายแหล่ง  เป็นข้อมูลที่แตกต่างกัน  พอแตกต่างกัน บริษัทโฆษณาก็ไม่เชื่อ เพราะไม่รู้จะใช้ข้อมูลไหน  สิงที่สำคัญคือ ตัวเลขที่ปรากฏต้องเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้  และต้องไม่เป็นตัวเลขที่ต่ำหรือเกินความเป็นจริง
การสัมมนาในส่วนนี้  สรุปว่า กิจการโทรทัศน์ดาวเทียมจะก้าวไปข้างหน้าได้  ก็ต่อเมื่อตัวเลขผู้ชมน่าเชื่อถือ สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจซื้อโฆษณาได้ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่แค่  Nielsen เพียงรายเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ  ต้องรวมกันศึกษากันทั้งระบบ  ทั้งสภาพแวดล้อม และการเติบโตในระยะยาว  เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิล   รวมถึงนักโฆษณา เห็นเป็นภาพเดียวกัน 
สำหรับเรื่องราวในช่วงบ่าย เราจะนำมาพูดคุยกันในฉบับต่อไป ซึ่งจะเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งพอดีกับการเกิดขึ้นของกรรมการ กสทช. ครับ

โครงการสัมมนา CASBAA THAILAND INDUSTRY Seminar 2011


โครงการสัมมนา CASBAA THAILAND INDUSTRY Seminar 2011
                                   
ด้วยวัตถุประสงค์ของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย) ที่ต้องการให้เป็นแหล่งรวมรายการโทรทัศน์ดาวเทียม ที่เผยแพร่รายการได้อย่างเสรีตามมาตรฐานสากลเพื่อให้ผู้ชมได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อผู้แทนของ CASBAA (Cable & Satellite Broadcasting Association of Asia) หรือ สมาคมผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีแห่งเอเชีย มาเยี่ยมเยียนประเทศไทย ได้มีการหารือกันว่าถ้าให้ทาง CASBAA จัดส่งเสริมความรู้ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการไทย และอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นมาตรฐานสากลจะทำได้อย่างไรบ้าง
CASBAA เป็นสมาคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์  ผู้บริการแพลตฟอร์ม ผู้ผลิตรายการ นักโฆษณา และการส่งวีดีโอทั่วเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมโทรทัศน์และการส่งวีดีโอเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อันเกิดจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเครือข่ายที่หลากหลาย ด้วยความรู้ที่ต่างกัน ต่างภูมิประเทศ รู้กันคนละเรื่อง ทุกคนมารวมตัวกันแล้วแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ ให้นำกลับไปปรับใช้ ให้เข้ากันกับความก้าวหน้าของโลกยุคปัจจุบัน
ที่ผ่านมา CASBAA ได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งมีอยู่หลายแบบเช่น Satellite Industry Forum ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน งานนั้นมีผู้บริหารอุตสาหกรรมดาวเทียมจากทั่วโลกมาร่วมงานกว่า 200 – 300 คน หรือ India Satellite Forum เป็นการเสวนาเรื่องดาวเทียมที่อินเดีย จัดมาตั้งแต่ปี 2009 ก็มีคนร่วมร้อยกว่าคน นอกจากนี้ CASBAA ก็พยายามไปจัดในประเทศต่างๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย โดยประสานงานกับสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม(ประเทศไทย)
นอกการจัดเสวนาในแต่ละประเทศอย่างนี้ CASBAA เองก็มีการจัดสัมมนาใหญ่ CASBAA Convention ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2007 พอปี 2008 มีคนมาร่วมพันกว่าคน ล่าสุดที่จัดไปเมื่อวันที่ 25-28 ตุลาคม ปีที่ผ่านมา สำหรับปีนี้ก็คาดว่าจะจัดที่ประเทศไทย ประเทศฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทย เรากำหนดเอาไว้เป็นวันที่ 20 มกราคม 2554 ในงานนี้จะมีการปาฐกถา เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ แล้วก็มีการสัมภาษณ์ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในวงการอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดาวเทียม เช่นผู้ประกอบธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี ผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณา การสำรวจผู้ชม โดยได้เรียนเชิญ พณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน และ Mr. Marcel Fenez, President CASBAA เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ในวันนั้นจะมีหัวข้อสัมมนาหลายหัวข้อ เช่น Pay TV ในประเทศไทย วันนี้ของโทรทัศน์ดาวเทียมในประเทศไทย ก็มีผู้ร่วมเสวนาที่น่าสนใจหลายท่าน อาทิเช่น คุณธนวัฒน์ วันสม จาก อ.ส.ม.ท. คุณสมพร ธีระโรจนพงษ์ จาก PSI คุณสินธุ์ เภตรารัตน์ จาก AGB Nielsen Media Mr.Todd Miller จาก International Network Mr.Manu Sawhney จาก ESPN STAR Sports ส่วนคนที่ดำเนินการสัมมนาคือ Dario Choi จาก AP, Ericsson
หรือจะเป็นหัวข้อ ข่าวคือหัวใจของประเทศ ทุกวันนี้ถ้าจะดูข่าวในฟรีทีวีบางคนอาจรู้สึกไม่พอ พอได้มาดูข่าวดาวเทียมก็จะติด และหันมาดูทางดาวเทียมแทน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตต่างๆที่ผ่านมา แต่ละช่องก็พยายามหาแม่เหล็กมาดึงให้คนมาดูทีวีดาวเทียมมากขึ้น ผู้ที่ร่วมเสวนาก็คือคุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ จาก Nation คุณสมพันธ์ จารุมิลินท จาก TNN24 Sunita Rajan จาก BBC Asia ส่วนพิธีกรมาจาก Bloomberg
ในช่วงก่อนเที่ยงจะได้ฟังเรื่อง ทำอย่างไรโฆษณาถึงจะหันมาจ่ายเงิน (Making Advertising Pay) คนแรกก็คือคุณบุษบา ดาวเรือง จากแกรมมี่ คนที่สองก็คือคุณเบิร์ด กุลพงศ์ บุนนาค ของ FOX International แล้วก็คุณ Raymund Miranda จาก Universal Networks International คุณพิชัย จาก Post Publishing จะมาพูดกันว่าทำอย่างไรถึงให้พวกสินค้าต่างๆ หันมาโฆษณาทางช่องทีวีดาวเทียม
ช่วงกลางวันคุณสุทธิชัย หยุ่น จากเนชั่นกรุ๊ป จะมาพูดเป็นชูรสสำหรับอาหารกลางวันเรียกว่า Lunch talk พอบ่ายโมงก็เป็นการสนทนากับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้ง ASTV (Asia Satellite Television) พอบ่ายสองโมงครึ่งเรื่องจะค่อนข้างหนักนิดนึง เรื่องกฎระเบียบของรัฐบาล (Government Regulation) ขณะนี้ไปในทิศทางใด บวกหรือลบ ถ้ากฎระเบียบมันไม่ดีจะทำให้ทั้งอุตสาหกรรมดิ่งลง ถ้ามีระเบียบมากๆ ซึ่งเมืองไทยก็เคยอยู่ครั้งหนึ่งก็มีการจับกัน ตอนนั้นราวๆปี 1983 เป็นช่วงที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร แล้วพอสมัยพลเอกเปรมก็เริ่มให้ความสำคัญเพราะเห็นประโยชน์ของทางเคเบิล ต่อมาเมื่อ 1989 คุณเฉลิม อยู่บำรุง ก็ให้เอกชนดำเนินการ 2 บริษัท คือ IBC ต่อมาก็ไปขายให้กับ UTV แล้วก็เปลี่ยนเป็น UBC อีกอันก็คือ ไทยสกายทีวี ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว อันนั้นก็เป็นยุคเริ่มต้น แล้วต่อมาปี 1997  ก็มีรัฐธรรมนูญที่พูดถึงเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2004 ก็มีการพูดถึงการจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิเสรีภาพของสื่อหลายข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ
ในช่วงบ่ายสองโมงกว่าจะมีการเชิญคุณสมชาย แสวงการ ท่านก็เป็นนักวิทยุสถานีร่วมด้วยช่วยกันสมัยโน้น แล้วก็ได้มาเป็นวุฒิสมาชิก ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา มีตัวผม แล้วก็มี Mr.Andrew Marshall จาก ESPN STAR Sports แล้วก็จะเชิญคนด้านโทรคมนาคมมาคนหนึ่งเข้าใจว่าจะเป็นศาสตราจารย์ ดร. ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ก็จะมีการคุยกันหลายๆ เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง CASBAA ให้ความสนใจ
พอบ่ายสามโมงมีการสนทนากับคุณศุภชัย เจียรวนนท์ จากทรูคอร์ปอเรชั่น แล้วก็ต่อด้วยเรื่องของช่องการออกอากาศ  ซึ่งคุยกันระหว่างคุณอารักษ์ ชลธรานนท์ จากไทยคม คุณวิลาสินี จิวานนท์ จาก CTH (Cable Thai Holding) คุณธิติฏฐ์ นันทพัฒน์สิริ ของทรูวิชั่น Mr.Peter Papaioannou จาก Cisco และ Raju Ventakaraman จาก Disney ดำเนินรายการโดย Alvin Lee จาก Time Warner
ท้ายสุดน่าสนใจที่สุดนะครับก็เหมือนเรื่องที่ผมเคยถาม Where the money is เงินอยู่ที่ไหน ก็จะเชิญทาง ทรูวิชั่น ทีวีไดเร็ค มาพูดในนามของสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม มีคุณชัยประนิน   วิสุทธิผล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย คุณโฆษิต สุวินิจจิต จากเอเซีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย หรือท่านอื่นๆซึ่งล้วนเป็นคนที่มีประสบการณ์ได้ด้านการหารายได้ หรือหาโฆษณา
ฉากสุดท้ายแล้ว กล่าวปิดงานโดยคุณอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ซึ่งงานนี้คงมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่ต้องการทราบว่าอะไรเป็นอะไร เราก็เตรียมโทรทัศน์ภาคภาษาอังกฤษไว้ก็คือ TAN Network เข้าไปช่วยจัดรายการ เพื่อรายงานข่าว สรุปข่าว ถ่ายทอดสัญญาณสดไปประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิก เมืองไทยก็ชมได้หลายทาง เช่น ทางทรูวิชั่นช่อง 78/ทาง IPM ช่อง 48, 81/ทาง ASTV ช่อง 1 หรือผ่านทางเคเบิลหลายแห่งได้พ่วงสัญญาณไป ช่วยกันรายงานข่าว สรุปข่าว สัมภาษณ์ ถ่ายทอดสดช่วงสำคัญๆ
ก็เชื่อว่าเมื่องานนี้จบลงไป ทั้งคนที่เข้าไปสัมมนา ทั้งคนที่เข้าไปฟัง ก็จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ คนที่นั่งฟังอยู่ก็มีสิทธิ์ที่จะพูด เป็นประสบการณ์ระหว่างประเทศ เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ตั้งแต่ปัญหาที่เกิดกับดาวเทียมและเคเบิล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเงิน เศรษฐกิจ ปัญหาด้านการเมือง กฎหมาย ด้านเทคโนโลยี ก็จะมีการมาคุยกันในวันนี้ ทุกๆ รายการจะมีคนจากส่วนต่างๆ เข้ามาสอดแทรกด้วยตลอดเวลา เพราะต่างก็อยากรู้ว่าเรามีประสบการณ์อะไรบ้าง มีปัญหาอะไรบ้าง แก้ไขอย่างไร ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะคนที่ไปแต่ละคนเป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เรากำลังเจรจาว่าคนไทยที่เข้าไปในงานนี้ ถ้าไม่เข้าไปฟังฟรีก็เกือบจะเหมือนฟรี
นี่คือสิ่งที่ทางสมาคมฯร่วมกับทาง CASBAA ร่วมกันที่จะมาแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ เพื่อให้เราสามารถผลิตรายการได้อย่างมีมาตรฐานสากล



กสทช. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ


กสทช. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

การขอใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ใช้วิธีคัดเลือกโดย การประมูลคลื่นความถี่ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น โดยให้แยกประมูลในแต่ละระดับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช.ประกาศกำหนด
เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ สส. ร่างขึ้นมาเป็นวิธีการประมูล และบอกว่าวิธีการประมูลเป็นวิธีที่โปร่งใส ผมรู้มาว่าในต่างประเทศเขาไม่ใช้กัน เพราะมันไม่โปร่งใสจริง ผมรู้สึกว่าการประมูลคือการโกงได้อย่างแยบยล ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสัก 2-3 กรณีว่า ทำไมถึงมีวิธีการที่แยบยลให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการทำรายการวิทยุหรือโทรทัศน์
สมัยรัฐบาลท่านอานันท์ ปันยารชุน สมัยนั้นท่านบอกว่ารัฐบาลของท่านโปร่งใส ทุกคนชื่นชม ผมก็ชื่นชม สมัยนั้นสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โดยท่าน มีชัย วีระไวทยะ ก็รับนโยบายโปร่งใสมาใช้  รัฐบาลต้องโปร่งใส ด้วยเจตนาดีของท่าน จึงคิดว่าวิธีการที่โปร่งใสที่สุดคือ วิธีการประมูล ท่านก็จัดประมูล 3 เรื่อง
เรื่องแรก ITV มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ไว้หลายอย่าง มีบริษัทเข้าประมูลอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่ชัดๆ คือสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสยามทีวี  กับอีกกลุ่มคือ กลุ่มผู้ผลิตรายการ กลุ่มแรกเสนอผลตอบแทน 1,000 ล้านต่อปี อีกกลุ่มเสนอ 500 ล้านต่อปี นี่คือค่าเงินสมัยเกือบ 20 ปีที่แล้ว
เป็นที่ทราบกันว่าจากวันนั้นถึงวันที่ต้องยกเลิกสัมปทาน ITV ค่าเสียหายบวกค่าปรับ เกือบแสนล้านบาท ถามว่าวันนี้รัฐบาลได้เงินก้อนนี้หรือยัง?
ยังไม่ได้! ถ้าตอนนั้นให้กลุ่ม 500 ล้านทำ ผมว่าทำได้นะ เพราะว่ากลุ่มนี้อยู่ในประเภทที่ค่อนข้างเป็นความจริง ทำแล้วมีกำไร ภายใน 5 ปีคืนทุน แต่ถ้าถามว่าปีละ 1,000 ล้าน 5 ปีแรกยังไม่ได้คืนทุน เพราะว่าถมไปเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วไปขายหุ้น ขายโน่นขายนี่
เรื่องที่สอง ประมูลวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ ผมไม่ทราบว่าลูกหนี้เท่าไหร่ แต่รวมๆ แล้วเป็นร้อยๆ ล้านเหมือนกัน ตามมาด้วยโทรทัศน์ อสมท. มีรายได้เข้าแค่ตัวเลข แต่ก็มีหนี้เยอะ
ทั้ง ITV, วิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ และรายการโทรทัศน์ อสมท. อยู่ภายใต้สำนักนายกฯทั้งสิ้น ภายใต้โครงการปรัชญาโปร่งใส ถามว่าจากสามรายนี่เราได้เห็นอะไร
หนึ่ง คนสตางค์น้อยไม่มีโอกาสได้ทำวิทยุโทรทัศน์
สอง แม้คุณมีสตางค์ ตั้งใจจะทำวิทยุโทรทัศน์ให้ดีด้วยการลงทุน คุณต้องไม่ประมูลต่ำ
ไม่ว่าคนรวย คนจน ไม่มีโอกาส
ถามว่าใครคือคนที่มีโอกาสได้ทำวิทยุโทรทัศน์จากการประมูล ก็คือคนที่คิดว่าถมเงินเข้าไปให้ได้สิทธิ์มาก่อน อนาคตเดี๋ยวค่อยมาว่ากัน แล้วอนาคตเหมือนกันคือ วิ่งหนี หนีหนี้ จะหนีแบบเล็กๆ หรือหนีแบบใหญ่ๆ คือหนีหนี้เหมือนกัน แล้วถามว่าวิธีการนี้โปร่งใสไหม?
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราจะจ้างใครมาวาดรูปสักคน ผมถามว่าคุณจะใช้วิธีการประมูลหรือว่าจ้างคนที่เราอยากจะจ้างมาวาด? ต้องมองไปที่ฝีมือ ไม่ใช่ราคา คนหนึ่งอาจมีค่าสีสองร้อย คิดค่าวาดมาสามร้อยบาท แต่ฝีมือไม่ได้ วาดสองทีเสร็จ กับอีกคนวาดนาน วาดละเอียด ใบบัวใบหนึ่งต้องเห็นเส้นสายหมด อย่างนี้คิดสองร้อยก็ได้ สองล้านก็ได้ ถ้าภาพนั้นเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก ตกลงแล้วอย่างนี้ประมูลได้ไหม?
แต่ถ้าภาพนี้วาดเสร็จแล้วนี่สิถึงประมูลได้ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าคนเข้าใจในคำว่าประมูลกันสักเท่าไหร่ ก็พยายามไปหาหลักการในต่างประเทศว่าใครเขาใช้วิธีประมูลกันบ้าง สรุปว่าในต่างประเทศก็ไม่ค่อยจะมี
มีกรณีศึกษาในต่างประเทศมากมายแต่นี่คือกรณีศึกษาประเทศไทย แล้วมันยังมาอยู่ในมาตรา 41 มีการพูดกันว่า ก็กำหนดเทคนิคก่อนซิ แล้วก็เลือกสักสองสามรายมาประมูลราคากัน ก็นั่นแหละครับ วิธี ITV วิธีกรมประชาสัมพันธ์ วิธี อสมท. ก็แบบนี้
นอกจากคุณไม่ได้คนทำรายการดีๆ มาทำ คนไม่มีเงินไม่ได้ทำ คนมีเงินที่ต้องการผลิตรายการก็ไม่ได้ทำ มีแต่คนที่คิดว่าตรงนี้คือทางรวย หรือมีทางหนีได้มาทำ ตัว กสทช. เองทำเรื่องนี้แล้วมีหนี้สินแบบเดิมแบบที่มีประวัติเกิดขึ้นมา ใครรับผิดชอบ เป็นความผิดของใคร
อีกมาตราหนึ่งที่กำลังเถียงกันอยู่คือ สส.กับ สว. เถียงกันเรื่องร่างที่ไม่เหมือนกัน ในมาตรา 6 บอกว่าสัดส่วนของกรรมการ สส. บอก 11 ท่าน สว. บอก 15 ท่าน ในจำนวน 11 หรือ 15 คนนี้ต้องมีคนมีความรู้เรื่องกิจการกระจายเสียง 1 คน กิจการโทรทัศน์ 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน รวมแล้ว 4 คนจากกรรมการ 15 คน นี่คือบอร์ดวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทย แล้วอีก 11 คนล่ะ?
11 คนมาจากไหน กฎหมายและเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด 4 คน ผมเห็นบอร์ดที่ไหน ๆ ก็มีนักกฎหมายมาคนหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์อย่างมากก็คนหนึ่ง นี่เอามาทำไมตั้ง 4 คน
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้าน  และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชนจำนวน 2 คนโผล่มาได้อย่างไร
ด้านการศึกษาหรือวัฒนธรรม ศาสนาหรือการพัฒนาสังคม 3 คน
ความมั่นคงของรัฐหรือการบริหารราชการ 2 คน
ตกลงเราจะบริหารงานวิทยุโทรทัศน์หรือบริหารอะไร คนที่มีความรู้ด้านการกระจายเสียงและโทรทัศน์น้อยกว่านักกฎหมาย
ความรู้ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ผมแบ่งเป็น 3 ด้าน ด้านที่หนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยี หมายถึงตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งออกอากาศ ธรรมดาแล้วคนเดียวรู้ไม่หมด ต้องสองคน สมมติว่าให้แค่หนึ่งคน คน ๆ นี้ต้องรู้ลึกทั้งวิทยุและโทรทัศน์
ความรู้ที่สองที่จำเป็นต้องรู้คือเรื่องของรายการ แบ่งได้เป็นรายการแบบวารสาร และแบบนิเทศ ถ้าแปลคำว่า วารสาร กับ นิเทศ ไม่ออก ก็ไม่น่ามาเป็นกรรมการ เพราะมันไม่เหมือนกัน วารสาร คือ สารที่มีวาระ นิเทศ คือ การแต่งสาร เชื่อไหมว่าคนส่วนใหญ่เค้าคิดว่ากฎหมายก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบผู้พิพากษาก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบอัยการก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบทนายก็คือกฎหมาย
นี่ก็เหมือนกัน วารสารศาสตร์ก็วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนก็สื่อสารมวลชน แต่มันก็พออนุโลมกันได้
ความรู้ที่สามคือ ความรู้ด้านพาณิชยศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการตลาด
สมมติว่าต้องการคนทั้งหมด 15 คน แล้วให้ครอบคลุมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.47 ต้องมีใครบ้าง คนที่จำเป็นต้องมีนอกจากนักวิทยุกระจายเสียงและนักวิทยุโทรทัศน์ก็คือคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษาคนหนึ่ง วัฒนธรรมคนหนึ่ง ความมั่นคงของรัฐคนหนึ่ง อย่างน้อย ๆ สามคน หรือประโยชน์สาธารณะ การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนอีกคนหนึ่ง ทั้งหมด 4 คน
ถ้าสมมติกลุ่มนี้มี 4 คน โทรคมนาคม 2 คน เป็น 6 คน ทำไมอีก 5 คนที่เหลือคุณไม่เอากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แล้วก็ระบุไปเลยว่าจะเอานัก วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชนก็ได้ ไม่อย่างนั้นคุณจะได้ช่างมาอีก เพราะคุณมีช่างอยู่แล้วจากโทรคมนาคม หรือไม่อย่างนั้นคุณได้นักการตลาดมาอีก เพราะในนี้คุณเขียนว่าเศรษฐกิจ ทำไปทำมา 11 หรือ 15 คน มันจะไม่เหลือคนที่เป็นเชื้อสายของวิทยุโทรทัศน์
แค่นี้ยังไม่พอ กรรมการเหล่านั้น ท่านต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 7   ผู้ที่มีผลงานหรือความรู้และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนหนึ่งคน และกิจการโทรทัศน์จำนวนหนึ่งคน แต่ว่าหนึ่งคนนี้ต้องมีคุณสมบัติเหมือนคนอื่นและต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ตามวงเล็บ 12 คือ  ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นใดที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการเสนอชื่อ
1 ปี คุณว่าใครมีสิทธิ์ ใครมาสมัครไปตรวจเลย อย่างน้อย ๆ ต้องมีหุ้นอะไรอยู่บ้าง ในขณะที่  สส. สว. วันที่เป็นแล้วไปขายไปเอาออกไปโอนซะให้มันจบ แต่ถ้าอยู่ในสายวิทยุโทรทัศน์ต้องไม่มีมาหนึ่งปีแล้ว แปลว่าคนพวกนี้สูญพันธุ์ ไม่มีใครเข้า ใครก็เป็นไม่ได้ และจะไปหาจากไหนครับ
ส่วนคนอื่นเรื่องที่ว่ามีผลงานหรือเชี่ยวชาญ อันเป็นประโยชน์ อะไรต่อมิอะไรนั้นต้องลองดูจริง ๆ แล้วใครจะไปสอบคนพวกนี้ ในเมื่อคนที่อยู่ในวงการยังไม่มีโอกาสเป็นเลย คนที่รู้เรื่องวิทยุโทรทัศน์แต่ต้องไม่ผูกพันกับวิทยุโทรทัศน์มาแล้วปีหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนทีวีคนวิทยุไม่ต้องเข้าไป ไม่มีทาง
ถามว่าคนทำงานกรมประชาสัมพันธ์ถือว่าทำงานกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์หรือเปล่า
นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งนี้จะทำให้เราพัฒนารายการเพื่อส่งออกได้ไหม หรือช่างมัน ญี่ปุ่นมาก็เอาญี่ปุ่น เบื่อญี่ปุ่นเอาฮ่องกง เบื่อฮ่องกงก็เอาเกาหลี ต่อจากเกาหลีจะเป็นใคร ทำไมไม่ถึงไทยซะที ในเมื่อนักวิชาชีพแท้ ๆ ไม่สามารถเข้ามาทำได้แล้วอะไรเกิดขึ้น คุณจะวางแผนแบบญี่ปุ่นเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลและการสื่อสาร ภายใน 50 ปีเขาจะต้องส่งออกข้อมูลข่าวสาร วันนี้ไม่ถึง 50 ปีเขาส่งหมดแล้ว แต่ของเรามีความรู้สึกว่าเราต้องกีดกันข้อมูลข่าวสาร ไม่ให้พัฒนา ไม่มีกฎหมายหรือสิ่งอะไรมาสนับสนุนให้มีการผลิตเกิดขึ้น
นอกจากไม่มีการสนับสนุนแล้ว คนที่ทำอยู่แล้วก็ไปประมูลไม่ได้อีก อย่างเช่นคนหนึ่งจะไปประมูล 400,000 ถามว่าทำไม 400,000 เขาก็บอกว่าเงินทั้งหมดนี้จะเอาไปทำรายการทั้ง 400,000  คนที่สองบอกประมูล 600,000 กำไรก็ 400,000 เท่าเดิม ผลิตรายการ 200,000 สองพวกแรกไม่ได้หรอกเพราะคนที่สามประมูล 800,000 ถามทำอย่างไร ก็เป็นหนี้ไปสิ ไม่ต้องให้ ฉันก็ได้ 400,000 เท่าเดิม
เพราะฉะนั้นคนพวกแรกก็หาย คนพวกที่สองอาจจะทำได้ แต่ดาราสี่คนคุณอาจต้องตัดเหลือคนเดียว ไฟแทนที่จะใช้ห้าดวงคุณตัดเหลือดวงเดียว แล้วรายการทีวีที่คุณเห็นในช่อง 3 5 7 9 มันจะเหมือนกับรายการในโทรทัศน์ดาวเทียมแบบใช้งบประหยัด ประมูลเสร็จแล้วอย่าหวังว่าจะเห็นละครลงทุนชั่วโมงละเกือบล้านเหมือนทุกวันนี้ เพราะทุกอย่างไปอยู่ที่กองประมูลหมด แล้วทุกคนก็จะทำอย่างไรถึงจะโกยกำไร เอาชื่อใครที่ไหนก็ไม่รู้มาใส่ไว้ให้มาเป็นเจ้าหนี้ซะ เสร็จแล้วก็มากอบโกยกันไป นี่คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นถ้าจะทำแบบนี้
นอกจากนี้มันยังมีเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 2% ถ้าให้เป็นเปอร์เซ็นแล้วนี่ไม่รู้ว่าเราคุมได้มากน้อยแค่ไหน สมมติว่าได้วิทยุมาแล้วคลื่นหนึ่ง อาจต้องเสียค่าสัมปทานเดือนละ 10,000 ถ้าสมมติว่าเราเก็บเขาเดือนละหมื่น มันก็จบ แต่ถ้าบอกว่า 2% เขาก็บอกว่าเดือนนี้เอาไป 2 บาทแล้วกัน อ้าว! แล้วทำไมแค่ 2 บาทล่ะ เขาก็บอกว่าเดือนนี้มีรายได้แค่ 100 บาทเท่านั้น ให้มาตรวจสอบเลย โฆษณาไม่มีสักชิ้น อย่างน้อย 2% ของรายได้ ถ้าไม่มีเงินโฆษณาเลยสักบาทแล้วจะเอามาจากไหน
ที่บอกเข้ากองทุนไม่เกินร้อยละ 2 ก่อนหักรายจ่าย รายได้เข้ามามันไม่ต้องเข้ามาโดยตรง มันไปที่ไหนก็ได้แล้วค่อยมา ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัทที่จะโฆษณา เล็ก ๆ หน่อยก็ทำเอง ใหญ่ ๆ หน่อยก็ให้เอเยนซี่ทำ เอเยนซี่ก็อาจไปซื้อช่องโดยตรงหรืออาจไปซื้อโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ก็อาจผลิตรายการเองหรือเหมารายการมาขาย พอเหมามาแล้วคนสุดท้ายคือเจ้าของรายการ ช่อง หรือว่าสื่อ สรุปมันเหลือแค่ 30 แต่ถ้าจะให้ต้องมาจ่าย 2% มันอาจเหลือ 2 บาทก็ได้
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดีมากนะครับ แต่ถ้ามันออกมาในรูปนี้ ผมอยากถามว่า ตกลงแล้วการสื่อสารในเมืองไทยจะไปในรูปไหน? จะพัฒนาให้ก้าวหน้าหรือจะฉุดให้ถอยหลัง ต้องคิดดู