กสทช. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
การขอใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ใช้วิธีคัดเลือกโดย การประมูลคลื่นความถี่ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น โดยให้แยกประมูลในแต่ละระดับ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช.ประกาศกำหนด
เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ สส. ร่างขึ้นมาเป็นวิธีการประมูล และบอกว่าวิธีการประมูลเป็นวิธีที่โปร่งใส ผมรู้มาว่าในต่างประเทศเขาไม่ใช้กัน เพราะมันไม่โปร่งใสจริง ผมรู้สึกว่าการประมูลคือการโกงได้อย่างแยบยล ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสัก 2-3 กรณีว่า ทำไมถึงมีวิธีการที่แยบยลให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการทำรายการวิทยุหรือโทรทัศน์
สมัยรัฐบาลท่านอานันท์ ปันยารชุน สมัยนั้นท่านบอกว่ารัฐบาลของท่านโปร่งใส ทุกคนชื่นชม ผมก็ชื่นชม สมัยนั้นสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ โดยท่าน มีชัย วีระไวทยะ ก็รับนโยบายโปร่งใสมาใช้ รัฐบาลต้องโปร่งใส ด้วยเจตนาดีของท่าน จึงคิดว่าวิธีการที่โปร่งใสที่สุดคือ วิธีการประมูล ท่านก็จัดประมูล 3 เรื่อง
เรื่องแรก ITV มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ไว้หลายอย่าง มีบริษัทเข้าประมูลอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่ชัดๆ คือสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งเรียกว่า กลุ่มสยามทีวี กับอีกกลุ่มคือ กลุ่มผู้ผลิตรายการ กลุ่มแรกเสนอผลตอบแทน 1,000 ล้านต่อปี อีกกลุ่มเสนอ 500 ล้านต่อปี นี่คือค่าเงินสมัยเกือบ 20 ปีที่แล้ว
เป็นที่ทราบกันว่าจากวันนั้นถึงวันที่ต้องยกเลิกสัมปทาน ITV ค่าเสียหายบวกค่าปรับ เกือบแสนล้านบาท ถามว่าวันนี้รัฐบาลได้เงินก้อนนี้หรือยัง?
ยังไม่ได้! ถ้าตอนนั้นให้กลุ่ม 500 ล้านทำ ผมว่าทำได้นะ เพราะว่ากลุ่มนี้อยู่ในประเภทที่ค่อนข้างเป็นความจริง ทำแล้วมีกำไร ภายใน 5 ปีคืนทุน แต่ถ้าถามว่าปีละ 1,000 ล้าน 5 ปีแรกยังไม่ได้คืนทุน เพราะว่าถมไปเท่าไหร่ไม่รู้ แล้วไปขายหุ้น ขายโน่นขายนี่
เรื่องที่สอง ประมูลวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ ผมไม่ทราบว่าลูกหนี้เท่าไหร่ แต่รวมๆ แล้วเป็นร้อยๆ ล้านเหมือนกัน ตามมาด้วยโทรทัศน์ อสมท. มีรายได้เข้าแค่ตัวเลข แต่ก็มีหนี้เยอะ
ทั้ง ITV, วิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ และรายการโทรทัศน์ อสมท. อยู่ภายใต้สำนักนายกฯทั้งสิ้น ภายใต้โครงการปรัชญาโปร่งใส ถามว่าจากสามรายนี่เราได้เห็นอะไร
หนึ่ง คนสตางค์น้อยไม่มีโอกาสได้ทำวิทยุโทรทัศน์
สอง แม้คุณมีสตางค์ ตั้งใจจะทำวิทยุโทรทัศน์ให้ดีด้วยการลงทุน คุณต้องไม่ประมูลต่ำ
ไม่ว่าคนรวย คนจน ไม่มีโอกาส
ถามว่าใครคือคนที่มีโอกาสได้ทำวิทยุโทรทัศน์จากการประมูล ก็คือคนที่คิดว่าถมเงินเข้าไปให้ได้สิทธิ์มาก่อน อนาคตเดี๋ยวค่อยมาว่ากัน แล้วอนาคตเหมือนกันคือ วิ่งหนี หนีหนี้ จะหนีแบบเล็กๆ หรือหนีแบบใหญ่ๆ คือหนีหนี้เหมือนกัน แล้วถามว่าวิธีการนี้โปร่งใสไหม?
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราจะจ้างใครมาวาดรูปสักคน ผมถามว่าคุณจะใช้วิธีการประมูลหรือว่าจ้างคนที่เราอยากจะจ้างมาวาด? ต้องมองไปที่ฝีมือ ไม่ใช่ราคา คนหนึ่งอาจมีค่าสีสองร้อย คิดค่าวาดมาสามร้อยบาท แต่ฝีมือไม่ได้ วาดสองทีเสร็จ กับอีกคนวาดนาน วาดละเอียด ใบบัวใบหนึ่งต้องเห็นเส้นสายหมด อย่างนี้คิดสองร้อยก็ได้ สองล้านก็ได้ ถ้าภาพนั้นเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก ตกลงแล้วอย่างนี้ประมูลได้ไหม?
แต่ถ้าภาพนี้วาดเสร็จแล้วนี่สิถึงประมูลได้ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าคนเข้าใจในคำว่าประมูลกันสักเท่าไหร่ ก็พยายามไปหาหลักการในต่างประเทศว่าใครเขาใช้วิธีประมูลกันบ้าง สรุปว่าในต่างประเทศก็ไม่ค่อยจะมี
มีกรณีศึกษาในต่างประเทศมากมายแต่นี่คือกรณีศึกษาประเทศไทย แล้วมันยังมาอยู่ในมาตรา 41 มีการพูดกันว่า ก็กำหนดเทคนิคก่อนซิ แล้วก็เลือกสักสองสามรายมาประมูลราคากัน ก็นั่นแหละครับ วิธี ITV วิธีกรมประชาสัมพันธ์ วิธี อสมท. ก็แบบนี้
นอกจากคุณไม่ได้คนทำรายการดีๆ มาทำ คนไม่มีเงินไม่ได้ทำ คนมีเงินที่ต้องการผลิตรายการก็ไม่ได้ทำ มีแต่คนที่คิดว่าตรงนี้คือทางรวย หรือมีทางหนีได้มาทำ ตัว กสทช. เองทำเรื่องนี้แล้วมีหนี้สินแบบเดิมแบบที่มีประวัติเกิดขึ้นมา ใครรับผิดชอบ เป็นความผิดของใคร
อีกมาตราหนึ่งที่กำลังเถียงกันอยู่คือ สส.กับ สว. เถียงกันเรื่องร่างที่ไม่เหมือนกัน ในมาตรา 6 บอกว่าสัดส่วนของกรรมการ สส. บอก 11 ท่าน สว. บอก 15 ท่าน ในจำนวน 11 หรือ 15 คนนี้ต้องมีคนมีความรู้เรื่องกิจการกระจายเสียง 1 คน กิจการโทรทัศน์ 1 คน กิจการโทรคมนาคม 2 คน รวมแล้ว 4 คนจากกรรมการ 15 คน นี่คือบอร์ดวิทยุโทรทัศน์ของประเทศไทย แล้วอีก 11 คนล่ะ?
11 คนมาจากไหน กฎหมายและเศรษฐศาสตร์ทั้งหมด 4 คน ผมเห็นบอร์ดที่ไหน ๆ ก็มีนักกฎหมายมาคนหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์อย่างมากก็คนหนึ่ง นี่เอามาทำไมตั้ง 4 คน
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคด้าน และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชนจำนวน 2 คนโผล่มาได้อย่างไร
ด้านการศึกษาหรือวัฒนธรรม ศาสนาหรือการพัฒนาสังคม 3 คน
ความมั่นคงของรัฐหรือการบริหารราชการ 2 คน
ตกลงเราจะบริหารงานวิทยุโทรทัศน์หรือบริหารอะไร คนที่มีความรู้ด้านการกระจายเสียงและโทรทัศน์น้อยกว่านักกฎหมาย
ความรู้ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ผมแบ่งเป็น 3 ด้าน ด้านที่หนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยี หมายถึงตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งออกอากาศ ธรรมดาแล้วคนเดียวรู้ไม่หมด ต้องสองคน สมมติว่าให้แค่หนึ่งคน คน ๆ นี้ต้องรู้ลึกทั้งวิทยุและโทรทัศน์
ความรู้ที่สองที่จำเป็นต้องรู้คือเรื่องของรายการ แบ่งได้เป็นรายการแบบวารสาร และแบบนิเทศ ถ้าแปลคำว่า วารสาร กับ นิเทศ ไม่ออก ก็ไม่น่ามาเป็นกรรมการ เพราะมันไม่เหมือนกัน วารสาร คือ สารที่มีวาระ นิเทศ คือ การแต่งสาร เชื่อไหมว่าคนส่วนใหญ่เค้าคิดว่ากฎหมายก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบผู้พิพากษาก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบอัยการก็คือกฎหมาย กฎหมายแบบทนายก็คือกฎหมาย
นี่ก็เหมือนกัน วารสารศาสตร์ก็วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็นิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนก็สื่อสารมวลชน แต่มันก็พออนุโลมกันได้
ความรู้ที่สามคือ ความรู้ด้านพาณิชยศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการตลาด
สมมติว่าต้องการคนทั้งหมด 15 คน แล้วให้ครอบคลุมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.47 ต้องมีใครบ้าง คนที่จำเป็นต้องมีนอกจากนักวิทยุกระจายเสียงและนักวิทยุโทรทัศน์ก็คือคนที่มีความรู้เรื่องการศึกษาคนหนึ่ง วัฒนธรรมคนหนึ่ง ความมั่นคงของรัฐคนหนึ่ง อย่างน้อย ๆ สามคน หรือประโยชน์สาธารณะ การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนอีกคนหนึ่ง ทั้งหมด 4 คน
ถ้าสมมติกลุ่มนี้มี 4 คน โทรคมนาคม 2 คน เป็น 6 คน ทำไมอีก 5 คนที่เหลือคุณไม่เอากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แล้วก็ระบุไปเลยว่าจะเอานัก วารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชนก็ได้ ไม่อย่างนั้นคุณจะได้ช่างมาอีก เพราะคุณมีช่างอยู่แล้วจากโทรคมนาคม หรือไม่อย่างนั้นคุณได้นักการตลาดมาอีก เพราะในนี้คุณเขียนว่าเศรษฐกิจ ทำไปทำมา 11 หรือ 15 คน มันจะไม่เหลือคนที่เป็นเชื้อสายของวิทยุโทรทัศน์
แค่นี้ยังไม่พอ กรรมการเหล่านั้น ท่านต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 7 ผู้ที่มีผลงานหรือความรู้และมีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านกิจการกระจายเสียงจำนวนหนึ่งคน และกิจการโทรทัศน์จำนวนหนึ่งคน แต่ว่าหนึ่งคนนี้ต้องมีคุณสมบัติเหมือนคนอื่นและต้องมีคุณสมบัติพิเศษ ตามวงเล็บ 12 คือ “ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลอื่นใดที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการเสนอชื่อ”
1 ปี คุณว่าใครมีสิทธิ์ ใครมาสมัครไปตรวจเลย อย่างน้อย ๆ ต้องมีหุ้นอะไรอยู่บ้าง ในขณะที่ สส. สว. วันที่เป็นแล้วไปขายไปเอาออกไปโอนซะให้มันจบ แต่ถ้าอยู่ในสายวิทยุโทรทัศน์ต้องไม่มีมาหนึ่งปีแล้ว แปลว่าคนพวกนี้สูญพันธุ์ ไม่มีใครเข้า ใครก็เป็นไม่ได้ และจะไปหาจากไหนครับ
ส่วนคนอื่นเรื่องที่ว่ามีผลงานหรือเชี่ยวชาญ อันเป็นประโยชน์ อะไรต่อมิอะไรนั้นต้องลองดูจริง ๆ แล้วใครจะไปสอบคนพวกนี้ ในเมื่อคนที่อยู่ในวงการยังไม่มีโอกาสเป็นเลย คนที่รู้เรื่องวิทยุโทรทัศน์แต่ต้องไม่ผูกพันกับวิทยุโทรทัศน์มาแล้วปีหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนทีวีคนวิทยุไม่ต้องเข้าไป ไม่มีทาง
ถามว่าคนทำงานกรมประชาสัมพันธ์ถือว่าทำงานกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์หรือเปล่า
นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
สิ่งนี้จะทำให้เราพัฒนารายการเพื่อส่งออกได้ไหม หรือช่างมัน ญี่ปุ่นมาก็เอาญี่ปุ่น เบื่อญี่ปุ่นเอาฮ่องกง เบื่อฮ่องกงก็เอาเกาหลี ต่อจากเกาหลีจะเป็นใคร ทำไมไม่ถึงไทยซะที ในเมื่อนักวิชาชีพแท้ ๆ ไม่สามารถเข้ามาทำได้แล้วอะไรเกิดขึ้น คุณจะวางแผนแบบญี่ปุ่นเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลและการสื่อสาร ภายใน 50 ปีเขาจะต้องส่งออกข้อมูลข่าวสาร วันนี้ไม่ถึง 50 ปีเขาส่งหมดแล้ว แต่ของเรามีความรู้สึกว่าเราต้องกีดกันข้อมูลข่าวสาร ไม่ให้พัฒนา ไม่มีกฎหมายหรือสิ่งอะไรมาสนับสนุนให้มีการผลิตเกิดขึ้น
นอกจากไม่มีการสนับสนุนแล้ว คนที่ทำอยู่แล้วก็ไปประมูลไม่ได้อีก อย่างเช่นคนหนึ่งจะไปประมูล 400,000 ถามว่าทำไม 400,000 เขาก็บอกว่าเงินทั้งหมดนี้จะเอาไปทำรายการทั้ง 400,000 คนที่สองบอกประมูล 600,000 กำไรก็ 400,000 เท่าเดิม ผลิตรายการ 200,000 สองพวกแรกไม่ได้หรอกเพราะคนที่สามประมูล 800,000 ถามทำอย่างไร ก็เป็นหนี้ไปสิ ไม่ต้องให้ ฉันก็ได้ 400,000 เท่าเดิม
เพราะฉะนั้นคนพวกแรกก็หาย คนพวกที่สองอาจจะทำได้ แต่ดาราสี่คนคุณอาจต้องตัดเหลือคนเดียว ไฟแทนที่จะใช้ห้าดวงคุณตัดเหลือดวงเดียว แล้วรายการทีวีที่คุณเห็นในช่อง 3 5 7 9 มันจะเหมือนกับรายการในโทรทัศน์ดาวเทียมแบบใช้งบประหยัด ประมูลเสร็จแล้วอย่าหวังว่าจะเห็นละครลงทุนชั่วโมงละเกือบล้านเหมือนทุกวันนี้ เพราะทุกอย่างไปอยู่ที่กองประมูลหมด แล้วทุกคนก็จะทำอย่างไรถึงจะโกยกำไร เอาชื่อใครที่ไหนก็ไม่รู้มาใส่ไว้ให้มาเป็นเจ้าหนี้ซะ เสร็จแล้วก็มากอบโกยกันไป นี่คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นถ้าจะทำแบบนี้
นอกจากนี้มันยังมีเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 2% ถ้าให้เป็นเปอร์เซ็นแล้วนี่ไม่รู้ว่าเราคุมได้มากน้อยแค่ไหน สมมติว่าได้วิทยุมาแล้วคลื่นหนึ่ง อาจต้องเสียค่าสัมปทานเดือนละ 10,000 ถ้าสมมติว่าเราเก็บเขาเดือนละหมื่น มันก็จบ แต่ถ้าบอกว่า 2% เขาก็บอกว่าเดือนนี้เอาไป 2 บาทแล้วกัน อ้าว! แล้วทำไมแค่ 2 บาทล่ะ เขาก็บอกว่าเดือนนี้มีรายได้แค่ 100 บาทเท่านั้น ให้มาตรวจสอบเลย โฆษณาไม่มีสักชิ้น อย่างน้อย 2% ของรายได้ ถ้าไม่มีเงินโฆษณาเลยสักบาทแล้วจะเอามาจากไหน
ที่บอกเข้ากองทุนไม่เกินร้อยละ 2 ก่อนหักรายจ่าย รายได้เข้ามามันไม่ต้องเข้ามาโดยตรง มันไปที่ไหนก็ได้แล้วค่อยมา ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัทที่จะโฆษณา เล็ก ๆ หน่อยก็ทำเอง ใหญ่ ๆ หน่อยก็ให้เอเยนซี่ทำ เอเยนซี่ก็อาจไปซื้อช่องโดยตรงหรืออาจไปซื้อโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ก็อาจผลิตรายการเองหรือเหมารายการมาขาย พอเหมามาแล้วคนสุดท้ายคือเจ้าของรายการ ช่อง หรือว่าสื่อ สรุปมันเหลือแค่ 30 แต่ถ้าจะให้ต้องมาจ่าย 2% มันอาจเหลือ 2 บาทก็ได้
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดีมากนะครับ แต่ถ้ามันออกมาในรูปนี้ ผมอยากถามว่า ตกลงแล้วการสื่อสารในเมืองไทยจะไปในรูปไหน? จะพัฒนาให้ก้าวหน้าหรือจะฉุดให้ถอยหลัง ต้องคิดดู
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น