วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คุยกับ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)..เขียนเมื่อพ.ค.53


คุยกับ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย)

บทบาทการทำงานของสมาคมในปัจจุบัน
แม้ว่าสมาคมฯ จะตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่เรามีการเตรียมตัวตรงนี้พอสมควร ในสมาคมฯ จะมีกรรมการอยู่ 8 ชุด อย่างเช่น จริยธรรม, รายการ, เทคนิค, กิจกรรม, ประชาสัมพันธ์, ชุดประสานราชการ และอื่นๆ แยกย่อยลงไปอีก เป็นการแบ่งงานกันทำ อย่างกรรมการจริยธรรม มีผมเป็นประธานคณะทำงาน และในส่วนนี้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกจะดูแลเรื่องของการจัดรายการ ซึ่งเราส่งตัวแทนของเราไปประชุมร่วมกับสมาคมนักวิชาชีพฯ ไปร่วมร่าง พ.ร.บ. อีกฝ่ายหนึ่งดูแลเรื่องของโฆษณา เป็นการทำงานร่วมกับสมาคมโฆษณา ฝ่ายนี้น่าจะมีปัญหามากหน่อย เพราะโฆษณาแฝงเยอะ ผมก็ไม่รู้ว่าคนไทยด้วยกันคิดว่าคนไทยโง่รึเปล่า แต่ผมคิดว่าฉลาดนะ
นอกจากนี้เรายังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีก 2 ชุด ชุดหนึ่งมาวางนโยบาย สมาชิกมีกี่ช่องก็ตาม เราจะส่งไปช่องละคน พวกนี้ต้องมานั่งคิดว่าเราจะทำอะไรแค่ไหน ทำอย่างไร ส่วนอีกชุดมาคอยดูแล จะมีสถานีละคน หรือสองสถานีต่อคน อันนี้เหมือนตรวจรายวันเลย วันนี้ทุกคนยังคงขยันขันแข็งกันอยู่ ไม่รู้ว่าเพราะสมาคมใหม่รึเปล่า กำลังตั้งใจ เรากำลังวิ่งตามฝันกันอยู่

การเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมฯ ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
สมาชิกมี 2 ประเภท คือ วิสามัญ กับ สามัญ โดยสมาชิกวิสามัญ ถ้าคุณเป็นคนไทย แล้วคุณมีช่องรายการก็สมัครได้เลย จะเป็นช่องหรือเป็นคนก็สมัครได้ แต่ถ้าเป็นสมาชิกสามัญ จะสามารถมีสิทธิ์ออกเสียงได้ แต่ต้องเป็นสมาชิกมาแล้ว 12 เดือน และสมาชิกอื่นไม่คัดค้าน กรรมการต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ถามว่าทำไมเราเฮี้ยบตรงนี้ บอกตรงๆ ว่ากลัว กลัวคนมาซื้อประเทศ ซื้อสมาคมฯ สมาคมมี 45 ช่อง ถ้ามีใครมาขอสมัครอีก 45 ช่อง ยังไม่ต้องออกอากาศ แต่จ่ายค่าสมาชิกก่อน ไม่ถึงล้าน แล้วโหวตได้ปั๊บ เราจบเลย คือถ้าคุณจะซื้อได้ก็ต้องอยู่ 12 เดือนก่อน เรื่องคุณสมบัติทั้งหมดจะมีอยู่ในธรรมนูญ

อยากทำรายการโทรทัศน์ดาวเทียม
นอกจากเงินแล้ว คุณจะต้องรู้ว่า Positioning ของคุณเป็นอย่างไร ต้องรู้ตัวเองว่าเมื่อทำรายการแล้ว มีความแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร เพราะทีวีดาวเทียมไม่ได้แข่งขันกันด้วยคุณภาพ แต่เป็นการแข่งขันด้วยความแตกต่าง ถ้าคุณแข่งขันคุณภาพ คนหนึ่งถม 1 ล้าน อีกคนถม 2 ล้าน เจ๊งทั้งคู่ แต่ถ้าคุณเอานายกดาวเทียมมาออกได้ ผมก็เอานายกเคเบิลมาออกบ้าง คุณมีละครปลาบู่ทอง ผมก็มีปลาไหลทองคำ คุณทำข่าวได้เร็ว ผมทำให้เร็วเท่าไม่ได้ แต่ผมลึกกว่า อันนี้คือข้อแตกต่าง แล้วต้องเป็นความแตกต่างที่มีมูลค่า คือคนต้องดู ไม่ใช่แตกต่างแล้วคนไม่ดู เท่ากับคุณเอาเงินมาเผาทิ้ง

งบประมาณถึง ไอเดียถึง ควรมีอะไรต้องเพิ่มอีก
4C อย่างแรกเลย ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าผู้ชมหรือ Consumer พึงพอใจ ต้องรู้ตรงนี้ ถ้าไม่รู้จบเลย C ที่ 2 Costing คุณระวังต้นทุนกันได้แค่ไหน C ที่ 3 Convenience จัดผังรายการอย่างไรให้คนดูดูได้สะดวกที่สุด คนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน C ตัวที่ 4 Communication จะสื่อสารอย่างไรให้รู้ว่ารายการนี้มันอยู่ตรงไหน อันนี้เรียกว่า 4C สำหรับผมมี C ตัวที่ 5 Competence สมรรถภาพของคนที่จะมาทำ ถ้าไม่มีตัวนี้ 4 ตัวแรกเจ๊งหมด เพราะฉะนั้นมีเงิน มีไอเดีย แค่นี้ยังไม่พอ ต้องมีคนที่มีสมรรถนะที่จะทำสี่ตัวนี้ให้ได้ ผมไม่พูดถึงกำไร ไม่พูดถึงราคาขาย คุณทำอย่างไรให้ต้นทุนมันต่ำกว่ารายได้ที่เข้ามา
อยากฝากข้อคิดไปยังผู้ผลิตรายการ  ถ้าคุณจะมีช่องของคุณเอง พร้อมไหม อย่าลืมนะครับ The show must go on ทำแล้วหยุดไม่ได้ เมื่อทำไปแล้วต้องพัฒนาให้ดีขึ้น หยุดได้เมื่อไม่มีคนดู ก็ต้องเลิกไปเอง เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ดีก่อนที่จะทำ ไม่ใช่มีเงินแล้วทำ แล้วพวกที่ใช้งบฯ ราชการทำอยู่ วัดกันบ้างรึเปล่า หรือว่าใช้เงินทำกันเล่นๆ

รูปแบบรายการที่ยังขาดอยู่และที่มีมากเกิน
ในมุมมองของผม ถ้าถามว่ามากเกินไปไหม ผมคิดว่าไม่มี เพราะอย่าลืมว่าเดิมทีเรามี 6-7 ช่อง ทำให้หลายคนต้องมาดูช่องเดียวกัน แต่วันนี้ช่องมีมากขึ้น แต่ละคนก็ไปดูในช่องที่ตัวเองชอบ อย่างเช่นคุณมีรายการการ์ตูนอยู่สองชั่วโมง ก็ต้องจัดรายการรองรับตั้งแต่เด็กเล็ก เด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย วัยรุ่น รวมกันในสองชั่วโมง วันนี้เรามีการ์ตูนอยู่สี่ช่อง เด็กเล็กก็ควรจะสักช่องหนึ่ง เด็กผู้ชายช่องหนึ่ง เด็กผู้หญิงอีกช่อง แล้วอีกช่องให้วัยรุ่น คือแบ่งซอยจาก Mass Communication ย่อยลงมาเป็น Segment เหมือนห้างสรรพสินค้าจะซื้ออะไรก็ไปที่นั่น แยกย่อยไปตามความต้องการ ถามว่าพอไหม? อีกหน่อยยิ่งมีช่องเพิ่มขึ้น เพราะการสื่อสารประเภทนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย แต่มันทั่วโลก อันนี้หมายถึงถ้าดาวเทียมมันถูกกว่านี้ ถ้าคุณสามารถอยู่บนดาวเทียมได้สามดวง นั่นคือทั่วโลกแล้วนะ แต่ทุกวันนี้เราอยู่กันแค่ดวงเดียว
รายการที่ขาดอยู่มีไหม มีครับ อันนี้เป็นดุษฎีนิพนธ์ของผมเอง ว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำสองสิ่งทางด้านสื่อสาร 1. ทำอย่างไรคุณถึงจะมีหน่วยข่าว International news ที่ได้มาตรฐานเหมือน รอยเตอร์ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน ข่าว NGO ข่าวประชาชน ข่าวรัฐบาลก็ได้ แต่รัฐต้องอุดหนุน เพราะถ้าเอกชนทำ เงินไม่พอแน่ เฉพาะแค่จ้างคนก็แทบแย่แล้ว มันต้องสองสามภาษา 2. การเข้าถึงคนระดับพื้นฐาน พูดง่ายๆ ก็คือ รากหญ้า งานวิจัยของผมคือคนกรุงเทพบางคนตื่นตีห้า นอนเที่ยงคืน ไม่เคยดูสื่อ บางคนดูทีวีวันละสามชั่วโมง แต่สามชั่วโมงคือละคร เด็กดูทีวีทั้งวันคือการ์ตูน พวกนี้ไม่ได้หิวข่าว พวกนี้จะละเลยรายการประเภทความรู้ ทำไมต้องดู วันๆ ชีวิตก็ระทมหนักอยู่แล้ว ขอความบันเทิงสักหน่อยได้ไหม ถ้าคุณไปดูละครเกาหลี  ละครญี่ปุ่น จะเห็นว่าแฝงปรัชญาไว้ แต่ถ้าคุณดูละครไทย ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผัวมีเมียน้อย เมียน้อยตบเมียหลวง ฉะนั้นรายการที่ขาดก็คือรายการดีๆ สำหรับคนระดับรากหญ้า
คนระดับอินเตอร์ ไม่ต้องไปห่วงว่าใครมันจะไปหลอกอะไร พวกนี้มีความคิด คนชั้นล่างซิครับต้องไปช่วย สสส. ก็พยายามจะให้เงิน TPBS  แต่ให้ตรงกลางแล้วมีใครนึกถึงคนรากหญ้าไหม ถ้าเป็นผมจะเข้าไปถาม สสส. เลยว่าขอตังค์ผมทำละครที่เข้าถึงคนรากหญ้าได้มั้ย เพราะเค้าอยากดูละคร ดูลำตัด ลิเกก็ได้ ปลูกฝังว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องผิด อย่างละครพระเอกนางเอกรักกันดี วันหนึ่งเห็นพระเอกซื้อเสียงปุ๊บ นางเอกไม่เอาด้วย มีเรื่องราวเป็นตอนๆ แบบโดราเอม่อน ของแบบนี้ในบ้านเรามันไม่ค่อยมี ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ครับถ้าผมมีเงิน ตอนละห้าแสนต่อชั่วโมง แล้วแข่งกับช่อง 3 ช่อง 7 ได้ด้วย เคยมีโอกาสได้ทำคล้ายๆ อย่างนี้มาแล้ว แต่ผมจะเอาเงินที่ไหนมาทำล่ะ คนที่รับผิดชอบตรงนี้ควรคิด ถ้ามีคนให้งบฯ มาทำในนามสมาคมฯ เราทำให้ได้ ออกอากาศให้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะช่องใดช่องหนึ่ง ออกให้หมดเลยเราทำได้ นี่คือสิ่งที่ขาด เพราะอะไร เพราะว่าคนคิดมันอยู่ตรงกลาง ก็เลยคิดถึงแต่พวกอย่างเดียว ข่าวช่องนั้นดี ช่องนี้ดี ทำไมกีฬามีโฆษณามากไป ก็เรื่องของมันปะไร เขาซื้อมาแพงก็ต้องขายแพง แต่พวกข้างล่างสิทำไมไม่ช่วยเขา หาว่าโง่อีก ต้องโฆษณาเท่านั้นเท่านี้นาที มันคนละเรื่องครับ

เคยมีการวัดเรตติ้งผู้ชมไหมครับ
การทำเรตติ้งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายหลายล้านนะ ถ้าจ้างบริษัททำ ครั้งละ 6-7 ล้าน ถ้าจะทำทั่วประเทศ อย่างที่ ASTV เคยทำเมื่อปี 50 จ้างเอแบคทำ เค้าทำให้แบบไม่คิดสตางค์ คิดแต่ค่าคนไปเก็บข้อมูลก็เกือบล้านแล้ว แต่เราก็ได้คนดูที่ไม่ใช่ฟรีทีวีออกมาหลายเปอร์เซ็นต์
สำนักงานสถิติเราก็เดินเข้าไปสองสามครั้งแล้ว เราแจ้งเขาว่าทำอะไรก็ขอให้นึกถึงเราด้วย คราวที่แล้วเขาไปทำ Research คน 80,000 คน แล้วบอกว่าทีวีคนดู 94% วิทยุ 36% เราไม่ต้องการแค่ตรงนั้น เราต้องการว่าคนดูทีวี 94% ดูจากทางไหน
พอมาเป็นนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ที่เก็บแบบสะสม เดือนนี้เท่านี้คน เดือนหน้าเท่านี้คน เอามารวมกัน ทำอย่างนี้ไปทั้งปี ทำให้รู้ว่า ขณะนี้มี ทีวีที่ทางบ้านดูโดยใช้เคเบิล หรือจานรับดาวเทียม ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลท้องถิ่น หรือว่าเป็นของ True จานดำ จานขาว จานแดง จานส้ม ก็แล้วแต่ ครั้งสุดท้ายที่ผมได้รับข้อมูล มันประมาณ 32% ก็คือ 6,000,000 บ้าน ถือว่าสูงมาก มาวันนี้เราทราบว่าทั้งเคเบิล ทั้งจาน มีลูกค้าเพิ่มขึ้นตลอด จานนี่ติดเดือนละเป็นแสนใบ เพราะฉะนั้นระยะนี้เป็นระยะก้าวกระโดดของคนที่จะเปลี่ยนจากเสาอากาศ มาเป็นสมาชิกของคนไร้เสา ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลหรือจาน เคเบิลทรูหรือท้องถิ่น ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ติดจาน มีตั้งแต่สองพันถึงหมื่น เร็วๆ นี้น่าจะมีจานราคาไม่ถึงพันออกมาขายด้วย
            เรื่องเรตติ้งถ้าเป็นฟรีทีวีเค้าวัดเป็นรายนาที  ส่วนดาวเทียมตอนนี้มีหลายสิบช่อง ใช้คนมหาศาล คนซื้อโฆษณาไม่ได้ซื้อเป็นรายการ แต่ซื้อเป็นช่อง เวลาวางแผนซื้อจะไม่ได้คิดเหมือนฟรีทีวี ฟรีทีวีใช้วิธีเอาราคามาตั้ง แล้วหารด้วยคนดู ต่อมาเปลี่ยนไปดูเฉพาะกลุ่ม ว่ามีอำนาจในการซื้อสินค้ามั้ย เช่นโฆษณาเด็กไปไว้ในรายการเด็ก พอมายุคของพวกเรามันไม่สามารถจะวัดเป็นรายการได้ ต้องวัดเป็นช่อง ถ้าคุณมีสามแสนคุณลงฟรีทีวีได้หนึ่งนาที ต้องตัดหนังเป็น 15 วินาที ลงได้ 4 ครั้ง หมดไปแล้วสามแสน แต่ของเราสามแสนคุณได้เราทั้งช่อง ทั้งเดือน แล้วในความเป็นจริงตามหลักโฆษณาไม่ว่าจะลงกี่ครั้ง แต่คนต้องเห็นถึง 8 ครั้ง ถึงจะสร้างความต้องการได้ เพราะฉะนั้นเรตติ้งในยุคนี้มันต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัย
            ยิ่งกว่าเรตติ้งคือ ต้องดูว่าช่องนี้มีประสิทธิภาพคุ้มกับการลงโฆษณาไหม เช่นช่องการ์ตูนเขาก็มีประสิทธิภาพในการขายสินค้าสำหรับเด็ก Cost Per Call มาจากการที่มีพวกขายตรงมาออกอากาศ ดูจากจำนวนคนดูมีกี่คนที่โทรเข้าไป เอาจำนวนคนโทรแล้วหารด้วยราคาที่เสียไป ซึ่งเอเยนซี่ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด อาจจะยุ่งยากหน่อย เช่นถ้ารายการนี้ลงทุนไปตั้งแสนแล้วได้มา Call เดียว ดูแพง แต่ถ้าของที่คุณขายมันราคาสิบล้านแล้วคุณกำไรห้าแสนล่ะ หนึ่ง Call ก็มีความหมายแล้ว ในขณะที่ช่องการ์ตูนก็มีประสิทธิภาพที่จะขายสินค้าราคาของเด็ก ลงโฆษณาแป๊บเดียวคนโทรเป็นร้อยสาย หารแล้วสายละห้าสิบสตางค์ แต่คุณขายสินค้าเด็ก สิบบาท ผมว่ามันมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น คำว่าเรตติ้งใช้ไม่ได้ตอนนี้
            ทางช่องเองก็ต้องใช้หัวใจของช่อง ไม่ใช่เน้นจัดรายการอย่างเดียว การจัดผังรายการเป็นหัวใจ ทำอย่างไรให้คนเข้ามาดูตรงนี้ให้ได้ ถ้าคุณมีรายการดี แต่จัดผังไม่ได้เรื่อง แล้วรายการของคุณมันจะมีคนดูไหม
สมาคมฯ พยายามจะก้าวเข้าไปช่วย ถามว่าแต่ละช่องสนใจไหม วันนี้ยังไม่มีใครสนใจตรงนี้ สนใจกันเพียงแต่ว่าจะอยู่กันยังไง จะรบกันยังไง จะให้รายการไปถึงบ้านได้ยังไง ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน แล้วพอรายการไปถึงบ้านแล้ว จะเอารายการดีๆ อย่างไร จะคัดไม่ดีออกอย่างไร จะคัดน้ำเสียออกจากน้ำดีได้ไหม แค่นี้ก็ยุ่งตายแล้วครับ

กรณีของรายการซุปเปอร์เช็ง และ ปูแดง ไม่ทราบว่ามีความคิดเห็นอย่างไรครับ
ผมว่าถ้าไปดูกันจริงๆ ระเบียบข้อบังคับมันทำมานานเกินไป ไปเพิ่มระเบียบมากจนกระทั่งถ้าเคาะก็ร่วงกราวเลย คือมันขยับตัวไม่ได้ คุณจะเป็นยามันต้องขออนุญาตทำยา ไม่ใช่ว่าคุณไปจดแจ้งว่าจะผลิต เมื่อเป็นยามาแล้วคุณต้องไปจดขอสลาก เมื่อสลากมาแล้ว แทนที่คุณจะทำตามสลากได้ คุณต้องไปขอโฆษณาอีก อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย
ถ้าเขาทำผิดเอาเลยฟัดให้เต็มที่ แต่ต้องมีเจ้าทุกข์นะครับ พอพูดถึงตรงนี้ ผมขอบอกก่อนว่าผมกับซุปเปอร์เช็งไม่มีอะไรกัน แล้วก็ไม่ได้อยู่ในสมาคมฯ เรา เขาทำรายการกับเคเบิล วันแรกผมก็ตื่นเต้นเหมือนคนอื่น แต่วันต่อมาก็นึกถึงคุณพ่อเวลาทำน้ำปลาต้องมีหนอนขึ้นแล้วต้องเอามาโกรก พอโกรกเสร็จแล้วเหม็นเชียว แต่เราว่าหอม และหัวน้ำปลาราคาแพงมาก ปลาร้าเป็นอย่างไรคงทราบกันดี ไม่งั้นก็ต้องไล่จับปลาร้า น้ำปลากันทั้งประเทศ กลายเป็นน้ำปลาแท้กินไม่ได้ น้ำเกลือใส่สีกลับกินได้
สมุนไพรมีอะไรบ้างที่ไม่หมัก ทุกวันนี้ผมก็ใช้สมุนไพรใส่ผม น้ำองุ่นแพงๆ เอาเท้าเหยียบองุ่นมีใครพูดว่าสกปรกมั้ย แล้วทำไมป้าเช็งต้องสกปรก ป้าเช็งมีเจ้าทุกข์มั้ย อย่านับถึงวันนี้นะ สัปดาห์แรกมีเจ้าทุกข์มั้ย มีแค่คนเคืองตา แล้วเรื่องต้อกระจกที่ขอนแก่นล่ะ เป็นโรงพยาบาลแท้ๆ สองวัน สิบกว่าคน หรือคนต้มตุ๋นตกทอง สองวันเป็นสิบคน ทำไมป้าเช็งไม่มี เป็นเพราะสื่อ ผ่านมาสองสามสัปดาห์ มีคนมาร้องว่าตาบอด ผมก็ให้เด็กเช็ค เด็กบอกว่าป้าเช็งพูดว่า ถ้าใครตาบอดเพราะยาแก แกจะให้คนละล้าน ใช่รึเปล่า ถ้าคุณจะเป็นสื่อ คุณจะทำเป็น พูลิตเซอร์ หรือว่ายังไงก็ช่างมัน
ต่อมาปูแดง ผมไม่รู้หรอกว่าปูแดงทำจริงหรือไม่ ถ้าทำจริง วันนี้เจ้าทุกข์คงเยอะแยะ มีไหม ผมถามว่าเล่นอะไรกันรึเปล่า ทั้งปูแดง ทั้งป้าเช็ง มีคู่แข่งรึเปล่า ถ้าบอกอยู่เคเบิล มีเคเบิลคู่แข่งรึเปล่า ถ้าอยู่ทีวีดาวเทียม มีทีวีดาวเทียมคู่แข่งรึเปล่า หรือร้านคู่แข่ง มันถึงได้ไม่มีเจ้าทุกข์ไง ถามว่าราคาขายต้นทุน 2 บาทขายตั้ง 10 บาท เพราะมันต้องมีค่าแพคเกจ ค่าขนส่ง ค่าโน้นค่านี่เยอะแยะ มันต้องมีค่าการตลาด ค่าของเสีย ค่าขายไม่ได้ แล้วคุณจะไปยุ่งอะไรกับเขา ถ้าสมมติว่าปูแดงเค้าทำแบบแม่ชม้อย หรือมีพฤติกรรมเหมือน ผมว่ามันคงยังไม่ใช่มั้ง แต่ถ้าคุณไปจับปั๊บแล้วบังเอิญสินค้าเขาขายได้จริง อะไรเกิดขึ้นครับ ระบบธุรกิจเค้าล้มทั้งระบบ ตรงนี้เราคิดมาก เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไร เราต้องคิดหลายอย่าง ถ้าเป็นประเทศที่ค่อนข้างก้าวหน้าในเรื่องนี้แล้วเขาไม่จับ ยกเว้นมีเจ้าทุกข์ แล้วต้องเจ้าทุกข์จริง ไม่มีวิ่งเต้น จับแล้วไม่ปล่อย ถ้าคุณหลอก ชีวิตนี้คุณอย่าได้ทำอะไรอีกเลย ทำปั๊บเขาเก็บหมด ค่าเสียหายเท่านั้นเท่านี้สารพัดเก็บหมด ให้กลัวที่จะทำผิด ไม่ใช่เขาทำผิดรึเปล่าเราจับไว้ก่อน คือคนคิดด้านเดียวมันมีเยอะ แล้วก็ไปแห่ตามกัน เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้เราดูแลครับ ถ้าอยู่กับเราๆ ดูแล แล้วเราจะฟ้องกลับในฐานะสมาคมฯ

รัฐบาลควรเข้ามาควบคุมโทรทัศน์ดาวเทียม?
เขาก็ถาม ผมก็บอกว่าจะควบคุมไปทำไม ต้องไปเอามาตรา 45-46 มาดู ที่บอกว่าสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นได้อย่างเสรี แม้แต่คนในสื่อเอง พอเข้าไปปุ๊บรู้สึกว่าตัวเองต้องมีอำนาจ ตอนแรกที่ส่งเข้าไปเพราะให้เป็นตัวแทนสื่อ ปลดล็อคให้มีเสรีภาพมากขึ้น พอเข้าไปแล้วไปช่วยเขาซะแล้ว
เราจะดูแลตัวเราเองครับ ตามกฎหมาย แต่ว่าเราจะมีมาตรการ ถามว่าจะทำอะไร ก็ทำอย่างที่บอกไปตอนแรก แล้วจะได้ผลไหม ผมจะเข้าไปเป็นพยานให้ว่าทำผิดจริง เราไม่ต้องการคนไม่ดีนะครับ เราต้องการคนดี แต่ถ้าเขาของจริงแล้วไปจับ สมาคมฯ ก็จะเข้าไปอีกเหมือนกัน จะเข้าไปดูแล คือเขาต้องได้รับความยุติธรรม ไม่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ถูกสื่ออื่นมาบิด เพราะสื่อสามารถทำให้พระเอกเป็นผู้ร้าย ผู้ร้ายเป็นพระเอกก็ได้
สิ่งที่เผยแพร่ไปแล้วไปกระทบคนอื่น มันก็มีกฎหมายดูอยู่แล้ว ไปหมิ่นประมาทใครก็ฟ้องกันไป ถ้าผิดก็ลงโทษกันไป ต้องเพิ่มให้แพงๆ เอาให้เหมือนเมืองนอก เขาฟ้องกันหนัก เรียกว่าตลอดชีวิตนี้หาเงินใช้ไม่ได้ แต่เมืองไทยฟ้องก็ไม่ได้ฟ้องจริง ผมอยากให้เมืองไทยเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่ถ้าคนดีต้องรักษาเอาไว้
ผมว่าผู้บริโภคมีความฉลาดมาก ผมเคยคุยกับคนหลายคนว่ารายการในฟรีทีวีบางรายการเขาดูไม่ได้ มันจืด ต้องมาดูอย่าง Nation, ASTV ถามว่าทำไม มันมันส์ มันลึก แต่ก็มีบางประเภทที่เชื่อโดยไม่กลั่นกรอง เชื่อโดยไม่คิด ซึ่งเป็นภัยกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทีวีดาวเทียมหรือว่าฟรีทีวี เวลาเขาหลอก เขาโกง เขาไม่ได้ทำบนจอ
เขาสร้างความน่าเชื่อถือบนจอแล้วไปหลอกคนข้างนอก อันนี้ผู้บริโภคต้องระวังเอง กลั่นกรองเอง อะไรที่มันมานอกจอต้องระวัง อะไรที่อยู่ในจอไม่ต้องไปกลัวมาก มันหลอกเดี๋ยวก็ถูกจับเอง อยากฝากไปถึงผู้บริโภคสั้นๆ ว่าให้รู้เท่าทันสื่อครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น