วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สิทธิเสรีภาพ ของโทรทัศน์ดาวเทียม อยู่ไหน!!!..เขียนเมื่อ เม.ย.55


สิทธิเสรีภาพ ของโทรทัศน์ดาวเทียม อยู่ไหน!!!
เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา สมาคมฯ  ได้รับเชิญจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ( กสม.) เพื่อชี้แจงเรื่องที่สมาคมฯ เคยร้องเรียนไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553 เกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อวิชาชีพสื่อ   ที่ต้องร้องเรียน กสม. ให้ดำเนินการ  เพราะสมาคมฯ ยังไม่ได้เป็นผู้เสียหายยังไม่สามารถร้องศาลรัฐธรรมนูญเองได้
เรื่องที่ชี้แจงเป็นสาระสำคัญใน พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ( พรบ.2551) หลายมาตราที่เชื่อว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม 
 คุณไพบูลย์ วราหะไพฑูลย์ ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านกฎหมายและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม กสม. เป็นประธานรับเรื่องชี้แจง และมี คุณสมบัติ ลีลาพัตะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฏหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.)  มาร่วมรับฟังและชี้แจงในประเด็นต่างๆ  ส่วนสมาคมฯ มีผมและท่านอาจารย์ วรินทร์ เทียมจรัส  ที่ปรึกษาสมาคมและอดีตสมาชิกวุฒิสภา  เป็นผู้ชี้แจง 
เมื่อมีทั้งโทรทัศน์ระบบระนาบพื้น  เคเบิล  และดาวเทียม  ทำไมโทรทัศน์ดาวเทียมถึงได้ร้องอยู่ฝ่ายเดียว  
 พระราชบัญญัติฉบับนี้ เกิดขึ้นในยุคที่ผู้ร่างกฎหมายพิจารณาจากโทรทัศน์ระบบระนาบพื้น คือ ช่อง 3 5 7 9 11 และทีวีไทย  ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่หารายได้จากการโฆษณาฝ่ายหนึ่ง  และโทรทัศน์ระบบเคเบิลซึ่งเป็นประเภทที่ไม่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่มีรายได้จากการบอกรับเป็นสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่ง  ไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับโทรทัศน์ดาวเทียมที่ไม่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ที่หารายได้จากการโฆษณา
 เมื่อพบว่ามีโทรทัศน์ดาวเทียมก็พยายามตีความกฎหมายให้โทรทัศน์ดาวเทียมใช้กฎหมายเดียวกับที่ร่างขี้นเพี่อใช้กับเคเบิลทีวี  ซึ่งมีที่มาและรายได้ต่างจากโทรทัศน์ดาวเทียม  ดังนั้นการนำ  พรบ. ฉบับนี้มาใช้บังคับกับโทรทัศน์ดาวเทียม  จะเป็นผลให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมเสียเปรียบ   โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดเวลาการโฆษณา มาตรา 23 และมาตรา 28,  การนำเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสองของรายได้เข้ากองทุน มาตรา 22   และการให้ความร่วมมือในกรณีภัยพิบัติและกรณีฉุกเฉินมาตรา 35

ทำไมต้องจำกัดเวลาโฆษณา
พรบ. 2551  กำหนดนิยามโทรทัศน์ไว้ 2 ประเภท  คือ  ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่โฆษณาได้ 12 นาที  ส่วนประเภทไม่ใช้คลื่นความถี่โฆษณาได้ 6 นาที  ผมเชื่อว่าเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสองมาตรานี้  พิจารณาจากที่มาของรายได้ว่าเมื่อมีรายได้จากการบอกรับเป็นสมาชิกและโฆษณาแล้วก็ควรให้มีโฆษณากึ่งหนึ่งของโทรทัศน์ที่หารายได้จากการโฆษณาเพียงอย่างเดียว 
ความเป็นจริงการจำกัดเวลาโฆษณามีความเป็นมาจากการพิจารณาว่า ผู้บริโภคหรือผู้ชมรำคาญ ช่วงที่ประเทศไทยมีทีวีจำกัด  มีโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่เพียง 4 ช่อง  รายการบันเทิงประเภทละคร และเกมส์โชว์ มีผู้ชมมากและมีโฆษณาจำนวนมาก  การเปลี่ยนไปชมช่องอื่นก็มีปัญหา  เพราะต้องเดินไปหมุนที่เครื่องรับโทรทัศน์ และเมื่อเปลี่ยนไปชมละครคนละช่องก็มีโฆษณามากเช่นกัน  
 ความรำคาญนี้ถูกนำเสนอคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ( กบว.) และได้ออกมาเป็นประกาศกำหนดเวลาโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 8 นาที และโทรทัศน์ไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที ทำให้เวลาที่รัฐหรือหน่วยงานการกุศลขอเพื่อประชาสัมพันธ์กิจการใดๆ ลดลง ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชั่วโมงละไม่เกิน 12.5 นาที  แต่เมื่อรวมเวลาที่ออกอากาศแล้วต้องเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที 
วันนี้โทรทัศน์ในบ้านเรามีทั้งแบบเดิม แบบเคเบิล และแบบดาวเทียม รวมกว่า 500 ช่อง ผู้ชมมีทางเลือกมากพอที่จะเลือกชมช่องรายการที่ตนเองสนใจ และถ้าพิจารณาจากผลการสำรวจพฤติกรรมการชมโทรทัศน์  ตาม ภาพที่ 1 จะพบได้ว่าผู้ชมที่เปลี่ยนช่องจะขึ้นลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนคือผู้ชมรายการละคร  รายการข่าวจะเปลี่ยนช่องน้อย และรายการถ่ายทอดสดจะเปลี่ยนช่องน้อยที่สุด  ทั้งที่ไม่ต้องลุกขึ้นไปหมุนเปลี่ยนช่องเหมือนสมัยก่อน  เพราะทีวีทุกเครื่องมีรีโมทให้มาด้วย 
ส่วนภาพที่ 2   พบว่าผู้ชมที่เปลี่ยนช่องขึ้นลงอย่างรวดเร็วคือผู้ชมที่ชมช่องละครช่องหนึ่ง  ต้องการหมุนไปชมละครอีกช่องหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่โฆษณา 
คนที่ซื้อโฆษณาก็ไม่ได้พิจารณาจากรายการที่ได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียว เขามีตัวเลขข้อมูลว่ารายการไหนผู้ชมเท่าไร เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ดูแล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวรายการไหนถูกกว่าเขาก็ซื้อรายการนั้น  ไม่ได้ซื้อรายการที่มีผู้ชมสูงสุดเหมือนยุคแรกๆ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ชมอีกส่วนหนึ่งชอบชมรายการโฆษณาไม่น้อยกว่ารายการ     
            เมื่อตรวจสอบข้อบังคับโฆษณาประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียพบว่า ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ ไม่มีการจำกัดเวลาโฆษณา ส่วนประเทศที่ให้โฆษณาน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 5 หรือ ชั่วโมงละ 3 นาที คือประเทศเวียดนาม  
จากเหตุผลดังกล่าว สรุปได้ว่าวันนี้การมีโฆษณาน้อยหรือมากไม่น่าจะเป็นปัญหา ของผู้บริโภคอีกต่อไป  รายการไหนจะโฆษณาอย่างไรก็ควรจะเป็นสิทธิของรายการนั้น  ถ้าโฆษณาแล้วผู้ชมรู้สึกรำคาญก็มีช่องอื่นให้เลือกอีก 500 ช่อง  ส่วนผู้จัดรายการโทรทัศน์จะโฆษณามากๆ ก็ต้องคิดมากว่าผู้ชมยังจะรอชมอยู่หรือใช้รีโมทเปลี่ยนช่องไปแล้ว    
 อาจารย์วรินทร์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่ากิจการโทรทัศน์ดาวเทียม เป็นกิจการประเภทหนึ่ง ที่สมควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านประชาธิปไตย ด้านความมั่นคงของชาติ ด้านศาสนาและที่สำคัญคือด้านเศรษฐกิจ  โทรทัศน์ดาวเทียมเป็นกิจการที่มีการลงทุนจำนวนมากในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นการสั่งสมมรดกทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศด้วย  ด้วยเหตุผลนี้ จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะให้สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามาตรา 43 แห่งรัฐธรรมนูญ แก่กิจการโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการรับสื่อของผู้บริโภค ที่จะมีเสรีภาพในการรับชมช่องรายการที่หลากหลาย และมีคุณภาพอันเนื่องมาจากการมีรายได้ไปใช้ในการพัฒนารายการ

การนำเงินเข้ากองทุน
สำหรับประเด็นที่สอง  คือมาตรา 22  พรบ.2551 บัญญัติให้แต่ละกิจการต้องนำรายได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ2เข้ากองทุน ในทางปฏิบัติผมเห็นว่าผู้ประกอบการทุกคนยินดีนำเงินเข้ากองทุนอยู่แล้ว เพราะกองทุนจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนากิจการโดยรวม
แต่เรากลับเห็นว่าการคิดรายได้ร้อยละ 2 คือตัวปัญหา  เนื่องจากตอนที่มีโทรทัศน์  4 ช่อง และวิทยุ 500 คลื่น ยังไม่รู้จะใช้คนประเมินอย่างไร  เพราะรายไหนมีปัญหารายได้มากเขาก็เอาบริษัทลูกมารับช่วงต่อ  วันนี้ โทรทัศน์กว่า 500 ช่อง และวิทยุ กว่า 10,000 คลื่น ใครจะกำกับและจะมีกองตรวจสอบใหญ่แค่ไหน
ปล่อยให้แต่ละช่องเขาไปจัดการตอบแทนสังคมแล้วรายงานให้ กสทช. ทราบดีไหม  หรือถ้ายังต้องการบริหารเงินก้อนนี้เอง  ก็ควรจะทำวิจัยว่าคลื่นไหนสถานีไหนมีผู้ชมมากน้อยเพียงไรแล้วเรียกเก็บเงินจากสื่อที่มีผู้ชมมากดีไหม  
 อาจารย์วรินทร์ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า   ปัจจุบันธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียม เติบโตมากจากอดีต วันนี้เราไปไหนเราไม่เห็นเสาอากาศแล้ว ผู้ชมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชมโทรทัศน์ไปมาก ด้วยเหตุนี้ธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมจึงถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่หันจะมาทำธุรกิจนี้ในไทย โดยใช้คนไทยถือหุ้นถูกต้องตามกฎหมายไทย เราต้องยอมรับว่าคนไทยไม่สามารถสู้ทุนนอกได้ แม้ว่ากองทุนนี้จะนำไปพัฒนากิจการแต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อเราเรียกเก็บเงินตรงนี้ ผู้ประกอบกิจการจะมีทุนในการนำไปพัฒนาคุณภาพรายการหรือไม่ โดยเฉพาะรายการที่ไม่รับการอุดหนุนจากกองทุนนี้

กรณีอุบัติภัย เหตุฉุกเฉินและเหตุอื่น
ในประเด็นสุดท้ายที่เราร้อง คือมาตรา 35 พรบ. 2551 เรื่องการกำหนดกรณีอุบัติภัย กรณีฉุกเฉิน หรือกรณีอื่น  เนื่องจากคำว่า กรณีฉุกเฉินและกรณีอื่นไม่ได้มีการบัญญัตินิยามที่แน่ชัดว่าหมายถึงอะไร ทำให้ผู้มีอำนาจมักฉวยโอกาสอ้างเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว ซึ่งนอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชนแล้วยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถานีอีกด้วย  เช่น การจัดรายการในภาวะฉุกเฉิน เป็นรายวันติดต่อกันเป็นระยะยาวนาน เพื่อแจ้งข่าวสารแก่ประชาชนแต่กลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของผู้มีอำนาจ  เป็นต้น
เมื่อออกประกาศตามโฆษณาชวนเชื่อแล้วผู้มีอำนาจหมดอำนาจ สถานีก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่และมากน้อยเพียงไร  
 กรณีอุบัติภัย ผมทราบว่าหลายประเทศกำหนดระดับขั้นตอนปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนว่าสื่อควรต้องปฎิบัติเช่นไรในสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร  และเมื่อสื่อเผยแพร่แล้วประชาชนทราบว่าจะต้องเตรียมการรองรับอย่างไรให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดโดยมิต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐ  เพราะถ้ารอผู้ชมส่วนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไปแล้ว
อาจารย์วรินทร์ให้ความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า  หากเรามองให้ดีว่า สมมติว่าวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ เช่นกรณี 19 กันยายน 2549 อีกครั้ง ขณะนั้นคุณทักษิณ ออกประกาศผ่านช่อง 9 เรื่องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพียงช่องเดียว ในขณะที่ช่องอื่น พร้อมออกอากาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ผมถามว่าหากคณะปฏิรูปยึดอำนาจไม่สำเร็จ ช่องเหล่านั้นที่ออกอากาศให้จะถือเป็นกบฏด้วยหรือไม่ ในฐานะของผู้ประกอบกิจการสื่อเอง เขาก็ควรได้รับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะคุ้มครองเขาในกรณีนี้ด้วย
การมาชี้แจงครั้งนี้ กระทำในฐานะผู้เสียหายในอนาคต เนื่องจากวันนี้องค์กรกำกับดูแลโดยอำนาจตามกฎหมายคือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ(กสทช.)ยังมิได้บังคับ อย่างเป็นทางการ เพราะตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 กำหนดให้ต้องจัดทำและประกาศใช้แผนแม่บท ก่อนการดำเนินการ แต่เราก็เป็นห่วงว่าในอนาคตหากมีการนำสาระสำคัญบางมาตรา ในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ 2551 มาบังคับใช้โดยมิได้พิจารณาในทางปฏิบัติ อาจเกิดปัญหาต่อผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ดาวเทียม และผู้บริโภคโดยรวม  จากนี้ไปตามกฎหมายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ มีสิทธิ์ที่จะเสนอแนะต่อ กสทช.เพื่อให้ กสทช. เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติผ่านคณะรัฐมนตรี และยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจาณา ต่อไป
ท้ายที่สุดอาจารย์วรินทร์ได้สรุปว่า  การชี้แจงเรื่องร้องเรียนในครั้งนี้เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามรัฐธรรมนูญ เรื่องจึงมาอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งกรรมการก็จะพิจารณาและตรวจสอบ หรือเสนอแนะต่อ กสทช.
หากเห็นว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพ  กสทช.เองก็สามารถเสนอแนะขอแก้ไข เพิ่มเติม ผ่านคณะรัฐมนตรีได้  หรือกรณีมีผู้เดือดร้อนกรรมการมีสิทธิ์ ก็สามารยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาต่อไปได้ 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น