สิทธิเสรีภาพ
ของโทรทัศน์ดาวเทียม อยู่ไหน!!!
เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้รับเชิญจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(
กสม.) เพื่อชี้แจงเรื่องที่สมาคมฯ เคยร้องเรียนไปเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553
เกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อวิชาชีพสื่อ ที่ต้องร้องเรียน กสม. ให้ดำเนินการ เพราะสมาคมฯ
ยังไม่ได้เป็นผู้เสียหายยังไม่สามารถร้องศาลรัฐธรรมนูญเองได้
เรื่องที่ชี้แจงเป็นสาระสำคัญใน
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ( พรบ.2551)
หลายมาตราที่เชื่อว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
คุณไพบูลย์ วราหะไพฑูลย์
ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านกฎหมายและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
กสม. เป็นประธานรับเรื่องชี้แจง และมี คุณสมบัติ
ลีลาพัตะ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฏหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) มาร่วมรับฟังและชี้แจงในประเด็นต่างๆ ส่วนสมาคมฯ มีผมและท่านอาจารย์ วรินทร์
เทียมจรัส
ที่ปรึกษาสมาคมและอดีตสมาชิกวุฒิสภา
เป็นผู้ชี้แจง
เมื่อมีทั้งโทรทัศน์ระบบระนาบพื้น
เคเบิล และดาวเทียม
ทำไมโทรทัศน์ดาวเทียมถึงได้ร้องอยู่ฝ่ายเดียว
พระราชบัญญัติฉบับนี้
เกิดขึ้นในยุคที่ผู้ร่างกฎหมายพิจารณาจากโทรทัศน์ระบบระนาบพื้น คือ ช่อง 3 5 7 9
11 และทีวีไทย
ซึ่งเป็นโทรทัศน์ที่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่หารายได้จากการโฆษณาฝ่ายหนึ่ง และโทรทัศน์ระบบเคเบิลซึ่งเป็นประเภทที่ไม่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่มีรายได้จากการบอกรับเป็นสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่ง
ไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับโทรทัศน์ดาวเทียมที่ไม่ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ที่หารายได้จากการโฆษณา
เมื่อพบว่ามีโทรทัศน์ดาวเทียมก็พยายามตีความกฎหมายให้โทรทัศน์ดาวเทียมใช้กฎหมายเดียวกับที่ร่างขี้นเพี่อใช้กับเคเบิลทีวี ซึ่งมีที่มาและรายได้ต่างจากโทรทัศน์ดาวเทียม ดังนั้นการนำ
พรบ. ฉบับนี้มาใช้บังคับกับโทรทัศน์ดาวเทียม
จะเป็นผลให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมเสียเปรียบ โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดเวลาการโฆษณา มาตรา 23 และมาตรา
28, การนำเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสองของรายได้เข้ากองทุน
มาตรา 22 และการให้ความร่วมมือในกรณีภัยพิบัติและกรณีฉุกเฉินมาตรา
35
ทำไมต้องจำกัดเวลาโฆษณา
พรบ. 2551 กำหนดนิยามโทรทัศน์ไว้ 2 ประเภท
คือ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่โฆษณาได้
12 นาที ส่วนประเภทไม่ใช้คลื่นความถี่โฆษณาได้
6 นาที ผมเชื่อว่าเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสองมาตรานี้
พิจารณาจากที่มาของรายได้ว่าเมื่อมีรายได้จากการบอกรับเป็นสมาชิกและโฆษณาแล้วก็ควรให้มีโฆษณากึ่งหนึ่งของโทรทัศน์ที่หารายได้จากการโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ความเป็นจริงการจำกัดเวลาโฆษณามีความเป็นมาจากการพิจารณาว่า
”ผู้บริโภคหรือผู้ชมรำคาญ”
ช่วงที่ประเทศไทยมีทีวีจำกัด มีโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่เพียง
4 ช่อง รายการบันเทิงประเภทละคร
และเกมส์โชว์ มีผู้ชมมากและมีโฆษณาจำนวนมาก
การเปลี่ยนไปชมช่องอื่นก็มีปัญหา
เพราะต้องเดินไปหมุนที่เครื่องรับโทรทัศน์
และเมื่อเปลี่ยนไปชมละครคนละช่องก็มีโฆษณามากเช่นกัน
ความรำคาญนี้ถูกนำเสนอคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
( กบว.) และได้ออกมาเป็นประกาศกำหนดเวลาโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ 8 นาที
และโทรทัศน์ไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที ทำให้เวลาที่รัฐหรือหน่วยงานการกุศลขอเพื่อประชาสัมพันธ์กิจการใดๆ
ลดลง ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชั่วโมงละไม่เกิน 12.5 นาที
แต่เมื่อรวมเวลาที่ออกอากาศแล้วต้องเฉลี่ยไม่เกินชั่วโมงละ 10 นาที
วันนี้โทรทัศน์ในบ้านเรามีทั้งแบบเดิม
แบบเคเบิล และแบบดาวเทียม รวมกว่า 500 ช่อง ผู้ชมมีทางเลือกมากพอที่จะเลือกชมช่องรายการที่ตนเองสนใจ
และถ้าพิจารณาจากผลการสำรวจพฤติกรรมการชมโทรทัศน์
ตาม ภาพที่ 1 จะพบได้ว่าผู้ชมที่เปลี่ยนช่องจะขึ้นลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนคือผู้ชมรายการละคร รายการข่าวจะเปลี่ยนช่องน้อย และรายการถ่ายทอดสดจะเปลี่ยนช่องน้อยที่สุด
ทั้งที่ไม่ต้องลุกขึ้นไปหมุนเปลี่ยนช่องเหมือนสมัยก่อน เพราะทีวีทุกเครื่องมีรีโมทให้มาด้วย
ส่วนภาพที่ 2 พบว่าผู้ชมที่เปลี่ยนช่องขึ้นลงอย่างรวดเร็วคือผู้ชมที่ชมช่องละครช่องหนึ่ง ต้องการหมุนไปชมละครอีกช่องหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในช่วงที่โฆษณา
คนที่ซื้อโฆษณาก็ไม่ได้พิจารณาจากรายการที่ได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียว
เขามีตัวเลขข้อมูลว่ารายการไหนผู้ชมเท่าไร เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางค์ดูแล้วว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวรายการไหนถูกกว่าเขาก็ซื้อรายการนั้น ไม่ได้ซื้อรายการที่มีผู้ชมสูงสุดเหมือนยุคแรกๆ
นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ชมอีกส่วนหนึ่งชอบชมรายการโฆษณาไม่น้อยกว่ารายการ
เมื่อตรวจสอบข้อบังคับโฆษณาประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียพบว่า
ออสเตรเลีย,
ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น,
ฟิลิปปินส์ ไม่มีการจำกัดเวลาโฆษณา
ส่วนประเทศที่ให้โฆษณาน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 5 หรือ ชั่วโมงละ 3 นาที
คือประเทศเวียดนาม
จากเหตุผลดังกล่าว
สรุปได้ว่าวันนี้การมีโฆษณาน้อยหรือมากไม่น่าจะเป็นปัญหา
ของผู้บริโภคอีกต่อไป
รายการไหนจะโฆษณาอย่างไรก็ควรจะเป็นสิทธิของรายการนั้น ถ้าโฆษณาแล้วผู้ชมรู้สึก“รำคาญ”ก็มีช่องอื่นให้เลือกอีก 500 ช่อง
ส่วนผู้จัดรายการโทรทัศน์จะโฆษณามากๆ
ก็ต้องคิดมากว่าผู้ชมยังจะรอชมอยู่หรือใช้รีโมทเปลี่ยนช่องไปแล้ว
อาจารย์วรินทร์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่ากิจการโทรทัศน์ดาวเทียม
เป็นกิจการประเภทหนึ่ง ที่สมควรได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาด้านประชาธิปไตย
ด้านความมั่นคงของชาติ ด้านศาสนาและที่สำคัญคือด้านเศรษฐกิจ โทรทัศน์ดาวเทียมเป็นกิจการที่มีการลงทุนจำนวนมากในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านทรัพย์สินทางปัญญา
อันเป็นการสั่งสมมรดกทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศด้วย
ด้วยเหตุผลนี้ จึงเกิดคำถามว่า
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะให้สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามาตรา 43 แห่งรัฐธรรมนูญ
แก่กิจการโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการรับสื่อของผู้บริโภค
ที่จะมีเสรีภาพในการรับชมช่องรายการที่หลากหลาย
และมีคุณภาพอันเนื่องมาจากการมีรายได้ไปใช้ในการพัฒนารายการ
การนำเงินเข้ากองทุน
สำหรับประเด็นที่สอง คือมาตรา
22 พรบ.2551 บัญญัติให้แต่ละกิจการต้องนำรายได้
ไม่น้อยกว่าร้อยละ2เข้ากองทุน ในทางปฏิบัติผมเห็นว่าผู้ประกอบการทุกคนยินดีนำเงินเข้ากองทุนอยู่แล้ว
เพราะกองทุนจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนากิจการโดยรวม
แต่เรากลับเห็นว่าการคิดรายได้ร้อยละ 2
คือตัวปัญหา เนื่องจากตอนที่มีโทรทัศน์ 4 ช่อง และวิทยุ 500 คลื่น
ยังไม่รู้จะใช้คนประเมินอย่างไร เพราะรายไหนมีปัญหารายได้มากเขาก็เอาบริษัทลูกมารับช่วงต่อ
วันนี้ โทรทัศน์กว่า 500 ช่อง และวิทยุ
กว่า 10,000
คลื่น ใครจะกำกับและจะมีกองตรวจสอบใหญ่แค่ไหน
ปล่อยให้แต่ละช่องเขาไปจัดการตอบแทนสังคมแล้วรายงานให้
กสทช. ทราบดีไหม
หรือถ้ายังต้องการบริหารเงินก้อนนี้เอง ก็ควรจะทำวิจัยว่าคลื่นไหนสถานีไหนมีผู้ชมมากน้อยเพียงไรแล้วเรียกเก็บเงินจากสื่อที่มีผู้ชมมากดีไหม
อาจารย์วรินทร์
กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียม
เติบโตมากจากอดีต วันนี้เราไปไหนเราไม่เห็นเสาอากาศแล้ว ผู้ชมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชมโทรทัศน์ไปมาก
ด้วยเหตุนี้ธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมจึงถูกเพ่งเล็งจากหลายฝ่าย
โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่หันจะมาทำธุรกิจนี้ในไทย
โดยใช้คนไทยถือหุ้นถูกต้องตามกฎหมายไทย เราต้องยอมรับว่าคนไทยไม่สามารถสู้ทุนนอกได้
แม้ว่ากองทุนนี้จะนำไปพัฒนากิจการแต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เมื่อเราเรียกเก็บเงินตรงนี้
ผู้ประกอบกิจการจะมีทุนในการนำไปพัฒนาคุณภาพรายการหรือไม่
โดยเฉพาะรายการที่ไม่รับการอุดหนุนจากกองทุนนี้
กรณีอุบัติภัย
เหตุฉุกเฉินและเหตุอื่น
ในประเด็นสุดท้ายที่เราร้อง คือมาตรา 35
พรบ. 2551 เรื่องการกำหนดกรณีอุบัติภัย กรณีฉุกเฉิน
หรือกรณีอื่น เนื่องจากคำว่า
กรณีฉุกเฉินและกรณีอื่นไม่ได้มีการบัญญัตินิยามที่แน่ชัดว่าหมายถึงอะไร ทำให้ผู้มีอำนาจมักฉวยโอกาสอ้างเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว
ซึ่งนอกจากไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชนแล้วยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสถานีอีกด้วย
เช่น การจัดรายการในภาวะฉุกเฉิน
เป็นรายวันติดต่อกันเป็นระยะยาวนาน เพื่อแจ้งข่าวสารแก่ประชาชนแต่กลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของผู้มีอำนาจ เป็นต้น
เมื่อออกประกาศตามโฆษณาชวนเชื่อแล้วผู้มีอำนาจหมดอำนาจ
สถานีก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่และมากน้อยเพียงไร
กรณีอุบัติภัย ผมทราบว่าหลายประเทศกำหนดระดับขั้นตอนปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนว่าสื่อควรต้องปฎิบัติเช่นไรในสถานการณ์นั้นๆ
อย่างไร และเมื่อสื่อเผยแพร่แล้วประชาชนทราบว่าจะต้องเตรียมการรองรับอย่างไรให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดโดยมิต้องรอคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐ เพราะถ้ารอผู้ชมส่วนหนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไปแล้ว
อาจารย์วรินทร์ให้ความเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า หากเรามองให้ดีว่า สมมติว่าวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์
เช่นกรณี 19
กันยายน 2549 อีกครั้ง ขณะนั้นคุณทักษิณ ออกประกาศผ่านช่อง
9 เรื่องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เพียงช่องเดียว ในขณะที่ช่องอื่น พร้อมออกอากาศของคณะปฏิรูปการปกครองฯ
ผมถามว่าหากคณะปฏิรูปยึดอำนาจไม่สำเร็จ
ช่องเหล่านั้นที่ออกอากาศให้จะถือเป็นกบฏด้วยหรือไม่
ในฐานะของผู้ประกอบกิจการสื่อเอง
เขาก็ควรได้รับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะคุ้มครองเขาในกรณีนี้ด้วย
การมาชี้แจงครั้งนี้
กระทำในฐานะผู้เสียหายในอนาคต เนื่องจากวันนี้องค์กรกำกับดูแลโดยอำนาจตามกฎหมายคือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง
กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ(กสทช.)ยังมิได้บังคับ อย่างเป็นทางการ
เพราะตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 กำหนดให้ต้องจัดทำและประกาศใช้แผนแม่บท
ก่อนการดำเนินการ แต่เราก็เป็นห่วงว่าในอนาคตหากมีการนำสาระสำคัญบางมาตรา
ในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ 2551 มาบังคับใช้โดยมิได้พิจารณาในทางปฏิบัติ อาจเกิดปัญหาต่อผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ดาวเทียม
และผู้บริโภคโดยรวม จากนี้ไปตามกฎหมายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
มีสิทธิ์ที่จะเสนอแนะต่อ กสทช.เพื่อให้ กสทช. เสนอแก้ไขเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติผ่านคณะรัฐมนตรี และยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจาณา ต่อไป
ท้ายที่สุดอาจารย์วรินทร์ได้สรุปว่า การชี้แจงเรื่องร้องเรียนในครั้งนี้เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
ตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องจึงมาอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งกรรมการก็จะพิจารณาและตรวจสอบ
หรือเสนอแนะต่อ กสทช.
หากเห็นว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพ กสทช.เองก็สามารถเสนอแนะขอแก้ไข เพิ่มเติม
ผ่านคณะรัฐมนตรีได้
หรือกรณีมีผู้เดือดร้อนกรรมการมีสิทธิ์
ก็สามารยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาต่อไปได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น